สถิติจากทั่วโลก พบว่า มีผู้ป่วยภาวะเสียชีวิตกะทันหันจำนวน 1.5 ล้านคนต่อปี แต่ในประเทศไทยยังไม่มีสถิติชัดเจน เนื่องจากการอัตราการเสียชีวิตกะทันหันจะนับรวมกับผู้ป่วยโรคอื่นๆ ซึ่ง “ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน(Sudden Death)” เกิดขึ้นได้กับทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และในปัจจุบันเกิดในกลุ่มวัยทำงาน นักกีฬา และกลุ่มอายุ 20-40 ปีมากขึ้น
ด้วยการสื่อสาร การเก็บรวบรวมข้อมูลมากขึ้น และปัจจุบันคนสนใจการออกกำลังกาย ใช้ชีวิตอย่างหักโหมส่งผลให้ “ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Death)” มีผู้เสียชีวิจมากขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจากโรคหัวใจและหลอดเลือด คิดเป็น 15-20% ของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยเฉพาะภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนอกโรงพยาบาล ในไทยพบคนเสียชีวิตจากกลุ่มโรคนี้สูงถึงชั่วโมงละ 8 คน โดยเฉพาะวัยทำงานที่เสี่ยงต่อการตายก่อนวัยอันควร
ด้วยจังหวะชีวิตที่เร่งรีบของคนยุคใหม่ อาการเหนื่อยล้า ใจสั่น หรือการวูบหมดสติช่วงสั้น ๆ อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้อาจเป็น "สัญญาณเตือน" ของ ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Death) ภัยเงียบที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว และคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกนับล้านคนในแต่ละปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
Gen Y ป่วยโรคซับซ้อน เสียชีวิตกะทันหันมากขึ้น สาเหตุที่พบบ่อย
‘ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน’ พรากชีวิตได้ไม่กี่นาที
วานนี้ (30 มีนาคม 2569) ที่ห้องประชุม The Forum ชั้น M โรงพยาบาลเมดพาร์ค ได้จัดงานแถลงข่าว "รู้ทันภาวะเสียชีวิตกะทันหัน เข้าใจความเสี่ยงจากหลายระบบของร่างกาย" ผ่านการเสวนาของแพทย์ผู้ชำนาญการ 3 สาขาได้แก่ หัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทและสมอง และเวชศาสตร์การนอนหลับ มาร่วมถ่ายทอดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุ ความเสี่ยง และแนวทางการป้องกันภาวะเสียชีวิตกะทันหันก่อนเกิดความสูญเสีย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งต่อองค์ความรู้ที่ถูกต้องสู่สังคม
นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่าโรงพยาบาลเมดพาร์ค มุ่งหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และเข้าใจว่าภาวะเสียชีวิตกะทันหันไม่ใช่เหตุการณ์ที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้" เสมอไป หากแต่เป็นความเสี่ยงที่สามารถประเมินและลดโอกาสเกิดได้ ด้วยการตรวจคัดกรองเฉพาะทางที่ค้นหาความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่และวางแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
“ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน โดยประสบการณ์ตัวเอง พบเจอคนใกล้ชิด อย่างแพทย์ พยาบาลหลายท่านที่เสียชีวิตกะทันหัน ซึ่งภาวะนี้อาจจะแตกต่างจากโรคภัยอื่นๆ เพราะภาวะเสียชีวิตกะทันหัน ไม่มีใครคาดเดาได้ ดังนั้น จึงมองว่าจะทำอย่างไรให้สามารถป้องกันได้ WHO ระบุว่ามีผู้คนทั่วโลกประมาณ 19-20 คนต่อปี หรือ 85% เสียชีวิตกะทันหันด้วยอาการทางหัวใจ และขณะนี้คนรุ่นใหม่อายุ 30-40 กว่าปี ต่างขวนขวายในการทำงาน อยากมีรายได้ที่สูงขึ้น ทำให้หลายคน มีโอกาสที่จะเสียชีวิตกะทันหัน ฉะนั้น หากอยากมีชีวิตที่ดีต้องป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นได้”
การป้องกันไม่ได้หมายถึง 100% แต่สามารถป้องกันได้ถึง 99% ควรมีการตรวจคัดกรองเชิงลึกแบบเฉพาะทาง และเข้าใจความเสี่ยงจากหลายระบบของร่างกาย
80-90% Sudden Death เกิดจากหัวใจและหลอดเลือด
“ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Death)”เป็นการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดคิด มักเกิดภายในไม่กี่นาทีถึงไม่เกินหนึ่งชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการผิดปกติ โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งทำให้เลือดหยุดไหลไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญ
โดยส่วนใหญ่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการเสียชีวิตอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสัญญาณเตือน แต่ในทางการแพทย์แล้ว ร่างกายอาจเคยส่งสัญญาณบางอย่างมาก่อน เช่น ใจสั้น เหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอก หรือวูบเป็นครั้งคราว แต่กลับถูกมองข้ามไป และไม่ได้เข้ารับการตรวจเชิงลึกอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
พญ.ปิยะนาฏ ปรียานนท์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่าภาวะเสียชีวิตกะทันหัน จะเป็นการเสียชีวิตตามธรรมชาติ หรือการตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ เกิดขึ้นเร็ว รุนแรง และต้องเป็นการเสียชีวิตภายใน 1 ชั่วโมงหลังมีอาการ หรือมีบางคนที่ไปเจอว่าเสียชีวิตแล้ว ซึ่งภาวะนี้ไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน ผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิตอาจจะไม่เคยมีอาการมาก่อน หรือมีอาการเล็กน้อยแต่ไม่รู้ โดยปัจจัยเสี่ยงที่คนมองข้าม คือ คนที่เป็นโรคหัวใจที่เกิดจากกรรมพันธุ์ และ80-90% ของผู้ป่วย Sudden Death เกิดจากระบบหัวใจและหลอดเลือด
“โรคหัวใจหลายชนิดอาจไม่แสดงอาการชัดเจนโดยเฉพาะในคนอายุน้อย นักกีฬาอาชีพ หรือคนที่เป็นโรคอ้วน ปัจจุบันยังพบมากขึ้นในวัยทำงานที่มีความเครียดสะสมต่อเนื่อง เพราะความเครียดสามารถกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้ว อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตกะทันหันได้สูงกว่าคนทั่วไป"
ทั้งนี้ พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนวัยทำงานในปัจจุบันจะประสบกับภาวะความเครียดทั้งทางสมอง ร่างกาย และจิตใจ อีกทั้งจะพักผ่อนน้อย รับประทานอาหารที่ไม่ดีเท่าที่ควร และออกกำลังกายน้อย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อฮอร์โมนที่มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือดสูง รวมถึงทำให้ระบบประสาทและอัตโนมัติทำงานไม่สมดุล และกระตุ้นให้โรคหัวใจที่ซ่อนอยู่ทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง และเสียชีวิตได้ หรือกลุ่มคนที่มีภาวะโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน จะมีความเสี่ยงหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เพิ่มโรคและเพิ่มโอกาสภาวะเสียชีวิตกะทันหัน
“การตรวจสุขภาพประจำปี สามารถวินิจฉัยโรคหัวใจได้ในบางคนแต่ยังไม่พอ ควรตรวจเชิงลึกเฉพาะทาง เพื่อจะได้รู้ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยอย่างไร และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ควรกินดี นอนให้พอ ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับช่วงวัย โดยเฉพาะคนอายุน้อยหรือคนที่มีประวัติเสียชีวิตเฉียบพลัน นักกีฬา นักออกกำลังกาย และผู้สูงอายุ ควรตรวจเชิงลึกเฉพาะทาง”
ความเสี่ยงจากสมอง ภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ
น.อ. นพ.อุดม สุทธิพนไพศาล ร.น. แพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคหลอดเลือดสมอง และรังสีร่วมรักษาระบบประสาท กล่าวว่าเมื่อเกิดภาวะเลือดออกในสมองอย่างรุนแรง จะส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุม หัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ภายในเวลาไม่กี่นาที รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน และโรคหลอดเลือดแตก การตรวจสุขภาพทั่วไปอาจจะตรวจได้ไม่ควบคุม
“สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม คือ ปวดศีรษะ ซึ่งการปวดศีรษะ ไม่ว่ามากหรือน้อย อาจมีภาวะเกี่ยวกับสมอง รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการอัมพฤกษ อัมพาต คนไข้ที่มีอาการควรตรวจละเอียด เพื่อจะได้ทราบว่ามีภาวะอะไรบ้าง เข้าถึงการวินิจฉัยจากแพทย์อันนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง"
ผศ. นพ.จิรยศ จินตนาดิลก แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ และเวชศาสตร์โรคปอด อธิบายว่าการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ มีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งภาวะหยุดหายใจขณะหลับทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่รุนแรงได้ในขณะนอนหลับ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่แล้ว เปลี่ยนความเสี่ยงที่มองไม่เห็น ให้กลายเป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
"ปัจจัยที่มักถูกมองข้าม คือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Aprea) ซึ่งทำให้ระดับออกชิเจนในเลือดลดลง ร่างกายสูญเสียสมดุล และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมถึงความเครียด ซึ่งจะเกี่ยวข้องทั้งโรคทางกายและโรคทางใจ ทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับ คนวัยทำงานมีโอกาสที่จะนอนน้อย เครียด และทำให้เกิดภาวะเสียชีวิตกะทันหันได้ ฉะนั้น ควรมีการตรวจหาสาเหตุความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ"
ทั้งนี้ คนไข้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ประมาณ 40% มาด้วยการรักษาโรคอื่น ๆ และไม่รู้ว่าตัวเองมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพราะเวลาปกติจะไม่มีอาการใดๆ แต่หากมาตรวจก็จะทำให้รู้ทันภาวะต่างๆ
ผศ. นพ.จิรยศ กล่าวต่อว่าการตรวจสุขภาพประจำปี เป็นการตรวจหลายระดับ แต่ถ้าอยากจะรู้ในเชิงลึกว่าคนในครอบครัว หรือตัวเราเองมีปัจจัยเสี่ยง หรือโรคอะไรบ้าง จะต้องตรวจเชิงลึกแบบเฉพาะทาง ซึ่งการจะป้องกันภาวะเสียชีวิตกะทันหันนั้น สามารถเริ่มได้จากการดูแลพฤติกรรม อาทิ ควรหลักเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ควรเข้านอนให้ตรงเวลา รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรตรวจสุขภาพเชิงลึก เมื่อมีปัญหาควรรีบรักษาให้เร็วที่สุด
ครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันควรตรวจเชิงลึก
พญ.สุรีย์รัตน์ ปันยารชุน แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวถึงการลดความเสี่ยงและแนวทาง ป้องกันการเสียชีวิตจากภาวะ Sudden Death ว่าแม้ภาวะเสียชีวิตกะทันหันจะดูเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดคะเนได้ แต่ในทางการแพทย์ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจเชิงลึก ซึ่งลดความเสี่ยงการเสียชีวิตกะทันหันในกลุ่มคนทั่วไปได้ประมาณ 40 - 60% และ 60- 80% ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง
สำหรับแนวทางสำคัญของการตรวจคัดกรองเชิงลึกแบบเฉพาะทาง (Targeted Prevention) เป็นการตรวจเชิงลึกที่ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยงรอบด้าน ได้แก่ ระบบหัวใจและหลอดเลือด สมองและระบบประสาท การนอนหลับและโรคทางพันธุกรรม เพื่อค้นหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในร่างกายได้ลึกถึงระดับยืน ซึ่งหากคนในครอบครัวมีประวัติเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีภาวะเสียชีวิตกะทันหัน ควรจะมีตรวจเชิงลึกเฉพาะทางตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป เพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง
"การรู้ทันสัญญาณเตือนของโรค" ไม่ใช่เพียงการรับรู้ข้อมูลว่าเรากำลังจะป่วย แต่คือการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้วางแผนดูแลสุขภาพอย่างมีระบบ เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด ให้กลายเป็นความเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้





