จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร “พลเมืองดิจิทัล ๑๐๑” ผนึกภาคีส่งเสริมทักษะรู้เท่าทันสื่อ และความปลอดภัยดิจิทัลในโรงเรียน กทม.
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับกรุงเทพมหานคร บริษัท Meta platform Inc และหน่วยงานภาคี จัดพิธีเปิดตัวหลักสูตรพลเมืองดิจิทัล ๑๐๑ (Digital Citizenship 101) ภายใต้แนวคิด “Building Safe, Responsible and Inclusive Digital Citizens” เมื่อวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ณ CU Social Innovation Hub ชั้น 1 อาคารวิศิษฐ์-ประจวบเหมาะ โดยมี รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและที่ปรึกษาคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ “พลเมืองดิจิทัล ๑๐๑” เป็นประธานกล่าวเปิดงาน
รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภัยคุกคามออนไลน์เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแพร่หลาย การรับมืออย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการสร้างความรู้เท่าทัน โดยเฉพาะการพัฒนาความรู้และทักษะให้แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงครูซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่ผู้เรียน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันอุดมศึกษามีพันธกิจในการนำองค์ความรู้และทรัพยากรทางวิชาการไปสร้างประโยชน์แก่ประชาชนทุกช่วงวัย จึงร่วมสนับสนุนโครงการนี้ผ่านการผสานองค์ความรู้จากคณาจารย์และนักวิจัยหลากหลายสาขา ทั้งสถาบันเอเชียศึกษา คณะรัฐศาสตร์ คณะครุศาสตร์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เข้ากับข้อมูลและประสบการณ์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานภาคี เพื่อให้เนื้อหาหลักสูตรมีความถูกต้องและสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
รศ.ดร.มาโนช กล่าวเพิ่มเติมว่า จุฬาฯ ยังสนับสนุนการเผยแพร่และขยายผลหลักสูตรผ่านแพลตฟอร์ม Chula XL ของวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงหลักสูตรได้อย่างสะดวก เรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมระบบประเมินผลและการมอบประกาศนียบัตร โดยมุ่งขยายการเรียนรู้จากโรงเรียนนำร่องไปสู่โรงเรียนและชุมชนทั่วประเทศ ทั้งนี้ การสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จุฬาฯ พร้อมเป็นพันธมิตรระยะยาวในการขับเคลื่อนโครงการและเผยแพร่องค์ความรู้ เพื่อให้ประชาชนมีทักษะรู้เท่าทันและสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย
ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลักสูตร “พลเมืองดิจิทัล ๑๐๑” มีเป้าหมายขยายองค์ความรู้ไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะเด็กและเยาวชน โดยใช้แพลตฟอร์ม Chula XL เป็นช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงบทเรียนออนไลน์ได้อย่างสะดวกและรองรับผู้เรียนจำนวนมาก หลักสูตรนี้จึงเป็นอีกหนึ่งชุดองค์ความรู้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งใจเผยแพร่สู่สังคม เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่อง โดยผู้สนใจสามารถเข้าถึงบทเรียนผ่านเว็บไซต์ Chula XL ได้ในรูปแบบออนไลน์
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและที่ปรึกษาคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ “พลเมืองดิจิทัล ๑๐๑” กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนยังคงตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียหายเฉลี่ยวันละกว่า 800 ราย และมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยวันละกว่า 40 ล้านบาท แม้ตัวเลขจะลดลงจากปีก่อน แต่ยังพบการหลอกลวงหลายรูปแบบ ทั้งเพจปลอม การหลอกลงทุน การหลอกให้กู้เงิน การหลอกให้ทำงานผ่านโฆษณาหรือแอปพลิเคชันปลอม รวมถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และ Deepfake เพื่อทำให้การหลอกลวงแนบเนียนยิ่งขึ้น ที่น่ากังวลคือเด็กและเยาวชนก็มีความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่
หลักสูตร “พลเมืองดิจิทัล ๑๐๑” จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน โดยนำข้อมูลและประสบการณ์จากการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาพัฒนาเป็นบทเรียนที่เข้าใจง่ายและสอดคล้องกับรูปแบบภัยในปัจจุบัน พร้อมเน้นย้ำว่าครูเป็นบุคลากรสำคัญในการดูแลและป้องกันเด็กและเยาวชน เนื่องจากเป็นผู้ใกล้ชิดและสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงของนักเรียนได้อย่างต่อเนื่อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงพร้อมสนับสนุนข้อมูล องค์ความรู้ และบุคลากร เพื่อให้หลักสูตรสามารถปรับตัวเท่าทันภัยออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
พล.ต.ต. ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันยังมีความแตกต่างด้านมาตรฐานและการกำกับดูแลเนื้อหาของแต่ละแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้ใช้งานโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนอาจเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมหรือเผชิญความเสี่ยงจากการถูกนำภาพไปใช้ข่มขู่และคุกคาม ผู้ปกครองจึงควรมีส่วนร่วมในการดูแลการใช้งานสื่อออนไลน์ของบุตรหลาน พูดคุยสร้างความเข้าใจภายในครอบครัว และหมั่นสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สามารถช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ขณะเดียวกันหน่วยงานตำรวจไซเบอร์ยังมีมาตรการส่งเสริมความรู้ให้แก่เด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงต่อภัยออนไลน์
ภายในงาน ดร.รัชดา ไชยคุปต์ ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ “พลเมืองดิจิทัล ๑๐๑” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย และผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการย้ายถิ่นและการพัฒนา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ กล่าวรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการ พร้อมฉายวีดิทัศน์แนะนำหลักสูตร
ดร.รัชดา กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัล สื่อสังคมออนไลน์ และปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิต การศึกษา การทำงาน และการมีส่วนร่วมในสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เติบโตมากับเทคโนโลยี ซึ่งใช้พื้นที่ดิจิทัลเป็นทั้งเครื่องมือในการเรียนรู้ การสื่อสาร การแสดงออก และการสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญความเสี่ยงจากภัยออนไลน์หลายรูปแบบ ทั้งการกลั่นแกล้ง การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล การหลอกลวง การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน และความรุนแรงในโลกออนไลน์ การส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงการคิดวิเคราะห์ การรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร การเคารพสิทธิผู้อื่น ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย มีจริยธรรม และรับผิดชอบต่อสังคม
ดร.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ “พลเมืองดิจิทัล ๑๐๑” เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคสื่อมวลชน เพื่อพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและบริบทของสังคมไทย โดยร่วมกับกรุงเทพมหานครและบริษัท Meta ขยายผลหลักสูตรสู่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ผ่านการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาในรูปแบบ Train the Trainer เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความรู้ด้านดิจิทัลอย่างเท่าเทียม โดยคำนึงถึงเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม รวมถึงผู้เรียนที่มีความพิการและผู้ที่อยู่ในภาวะเปราะบาง โดยมีเป้าหมายพัฒนาครูในสังกัดกรุงเทพมหานคร 500 คน และครูต้นแบบในเครือข่ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกประมาณ 7,500 คน เพื่อขยายองค์ความรู้สู่ชุมชนทั่วประเทศ
“สำหรับหลักสูตรดังกล่าวประกอบด้วยบทเรียนออนไลน์ 11 บท ใช้เวลาเรียนรวมประมาณ 2 ชั่วโมง โดยจะเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนของจุฬาฯ หรือ Chula XL ในเดือนธันวาคม ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนแต่ละบทและกลับมาเรียนต่อได้ตามความสะดวก เมื่อเรียนครบทุกบทและผ่านการทดสอบด้วยคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จะได้รับประกาศนียบัตร ทั้งนี้ ในระยะต่อไปมีแผนเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงหลักสูตรได้ด้วย โดยคาดหวังให้เด็กและเยาวชนมีความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม รู้จักเคารพสิทธิผู้อื่นและปกป้องสิทธิของตนเอง รวมถึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมและร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังภัยออนไลน์อีกด้วย” ดร.รัชดา กล่าวทิ้งท้าย
จากนั้นเป็นการเสวนาหัวข้อ “ร่วมสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและรู้เท่าทัน” (Building a Safer and Smarter Digital Society) แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของแต่ละภาคส่วนในการส่งเสริมความปลอดภัยทางดิจิทัล การรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนแนวทางป้องกันภัยออนไลน์ที่เด็กและเยาวชนควรรู้เท่าทัน โดย พล.ต.ต. ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ,ชนินทร์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีการศึกษา สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ,ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร รองคณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,ขวัญชนก เรืองขำ ผู้จัดการฝ่ายพันธมิตรหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคม สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตัวแทนจาก เมต้ามีธรรม ณ ระนอง รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ,กฤติน วสุวานิช นิสิตภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย ดร.รัชดา ไชยคุปต์
หลักสูตร "พลเมืองดิจิทัล ๑๐๑" ได้รับการออกแบบเพื่อช่วยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาพัฒนาความรู้และความมั่นใจในการสร้างทักษะการรับมือความท้าทายบนโลกออนไลน์ให้แก่นักเรียน เนื้อหาหลักสูตรออนไลน์ครอบคลุมการประพฤติตนอย่างเหมาะสมบนโลกออนไลน์ การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ ตามประกาศหลักสูตรฉบับเดิม หลักสูตรนี้เปิดให้เรียนฟรีผ่านแพลตฟอร์ม Chula XL ใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ชั่วโมง แบ่งเป็นโมดูลย่อย และมีประกาศนียบัตรเมื่อเรียนจบ
ภายหลังการเปิดตัว ภาคีเครือข่ายมีแผนสนับสนุนการนำหลักสูตรไปใช้ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร พร้อมติดตามผลการดำเนินงานและข้อผูกพันเชิงปฏิบัติในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า โดยประเด็นติดตามผลที่เสนอไว้ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของโรงเรียน จำนวนครูและนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียน อัตราการเรียนจบหลักสูตร การพัฒนาความรู้และทักษะ การเข้าถึงอย่างเท่าเทียม รวมถึงการเข้าถึงของผู้เรียนที่มีความพิการ และการนำหลักสูตรไปใช้อย่างต่อเนื่องในโรงเรียน
โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะทำให้เด็กและเยาวชนทุกคน ไม่ว่าจะมีภูมิหลังทางสังคมหรือเศรษฐกิจอย่างไร สามารถเข้าถึงความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นต่อการมีส่วนร่วมในสังคมดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย มั่นใจ และมีความรับผิดชอบ โดยประสบการณ์จากกรุงเทพมหานครอาจเป็นต้นแบบสำหรับการขยายผลไปยังพื้นที่และบริบทการศึกษาอื่น ๆ ต่อไป





