วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม 2569

Login
Login

Quantum Computing เทคโนโลยีพัฒนายา วัสดุใหม่ และความปลอดภัยของข้อมูล

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ Quantum Computing ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใกล้ตัวมาก เพราะเทคโนโลยีควอนตัมอาจมีบทบาทตั้งแต่การพัฒนายาและวัสดุใหม่ ไปจนถึงความปลอดภัยของข้อมูล

KEY POINTS

  • Quantum Computing เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิธีแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ตั้งแต่การพัฒนายาและวัสดุศาสตร์ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการคำนวณในภาคธุรกิจ
  • การพัฒนา Quantum Computing ต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยด้วย
  • ไม่จำเป็นต้องรอให้เทคโนโลยีมาถึงก่อนจึงค่อยเริ่มเรียนรู้ แต่ควรทำความเข้าใจและเตรียมตัวไว้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ผู้ประกอบการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และนวัตกรรมดิจิทัลอย่างรวดเร็ว คอมพิวเตอร์ทุกวันนี้เริ่มมีข้อจำกัดเมื่อต้องรับมือกับโจทย์ที่ท้าทายเกินกว่าจะประมวลผลได้ เช่น การค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนเกินกว่า “คอมพิวเตอร์แบบคลาสสิก” ซึ่งทำงานด้วยระบบ 0 กับ 1 จะรับไหว  หรือหลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า "ควอนตัม" จากภาพยนตร์ไซไฟ หรือผ่านข่าวเทคโนโลยีที่พูดถึง Quantum Computing แต่ไม่รู้ชัดว่าสิ่งนี้คืออะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับชีวิต และทำไมเราจึงให้ความสนใจกับเรื่องนี้ด้วย

วันนี้  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ Quantum Computing ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใกล้ตัวมาก เพราะเทคโนโลยีควอนตัมอาจมีบทบาทตั้งแต่การพัฒนายาและวัสดุใหม่ ไปจนถึงความปลอดภัยของข้อมูลที่เราใช้ในโลกดิจิทัล

การทำความรู้จักควอนตัม เป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นทั้งโอกาสและความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น บทความนี้ชวนพูดคุยกับ ผศ.ดร.สลิลพร กิตติวัฒนากูล ผศ.ดร.ธิปรัชต์ โชติบุตร และ ดร.ศุภณัฐ ธนศิลป์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะพาไปรู้จัก Quantum Computing ว่าเทคโนโลยีนี้ทำอะไรได้บ้าง พัฒนาไปถึงไหนแล้ว และเหตุใดการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงสำคัญต่อคนทั้งโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

จุฬาฯ ก้าวสู่ Top 20 มหาวิทยาลัยยั่งยืนโลก ยืนหนึ่ง Top 5 ASEAN

‘CUii’ จุฬาฯ สร้างคนรุ่นใหม่เก่งรอบด้านรับโลกเปลี่ยน

Quantum Computing คือ อะไร?

Quantum Computing หรือ ควอนตัมคอมพิวติ้ง คือเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลรูปแบบหนึ่งที่นำหลักการทางกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) มาใช้ในการคำนวณ เพื่อแก้ปัญหาบางประเภทที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปอาจต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก หรือไม่สามารถคำนวณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผศ. ดร.ธิปรัชต์ โชติบุตร อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า Quantum Computing มีแนวคิดพื้นฐานคล้ายกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่ใช้วิธีประมวลผลที่แตกต่างกัน ทำให้มีศักยภาพในการจัดการกับปัญหาบางประเภทที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด เช่น การจำลองโครงสร้างของโมเลกุลที่ซับซ้อน หรือการคำนวณเพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดภายใต้เงื่อนไขจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม Quantum Computing ไม่ได้หมายความว่าจะคำนวณได้เร็ว หรือมีประสิทธิภาพกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปในทุกงาน หากแต่เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะด้าน โดยอาศัยหลักการทางควอนตัมที่แตกต่างจากการประมวลผลแบบเดิม

จาก Bit สู่ Qubit: เข้าใจหลักการควอนตัมเบื้องต้น

ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างคอมพิวเตอร์ทั่วไปกับ Quantum Computing อยู่ที่หน่วยข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล โดยคอมพิวเตอร์ทั่วไปใช้หน่วยที่เรียกว่า Bit ส่วน Quantum Computing ใช้หน่วยที่เรียกว่า Qubit (Quantum Bit) ซึ่งอาศัยสมบัติพิเศษของระบบควอนตัม ทำให้สามารถประมวลผลข้อมูลในรูปแบบที่แตกต่างออกไปได้

Bit และ Qubit แตกต่างกันอย่างไร?

Bit: เป็นหน่วยข้อมูลพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ทั่วไป มีค่าเป็น 0 หรือ 1 อย่างใดอย่างหนึ่งในแต่ละขณะ เช่น ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ใช้ประมวลผลข้อความ รูปภาพ หรือการสื่อสาร ล้วนมี Bit เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน

Qubit: เป็นหน่วยข้อมูลพื้นฐานของ Quantum Computing ที่สามารถอยู่ในสถานะซ้อนทับ (Superposition) ของ 0 และ 1 ได้ โดยสถานะนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็น 0 และ 1 แบบธรรมดาพร้อมกัน แต่เป็นสถานะควอนตัมที่มีความเป็นไปได้ของผลการวัดแตกต่างกันไปตามสภาวะของ Qubit

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น หากมี Bit จำนวน 2 หน่วย จะสามารถแทนข้อมูลได้ 4 รูปแบบ ได้แก่ 00, 01, 10 และ 11 แต่ในแต่ละขณะ ระบบจะมีข้อมูลอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ขณะที่ Qubit จำนวน 2 หน่วยสามารถอยู่ในสถานะซ้อนทับที่ประกอบด้วยรูปแบบทั้ง 4 ได้ และเมื่อเพิ่มจำนวน Qubit จำนวนสถานะพื้นฐานที่ระบบสามารถซ้อนทับได้จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เช่น Qubit จำนวน 10 หน่วย มีสถานะพื้นฐานที่ซ้อนทับกันได้ 1,024 รูปแบบ และหากเพิ่มเป็น 20 หน่วย จะมีได้มากกว่า 1 ล้านรูปแบบ

Qubit สามารถใช้สมบัติของควอนตัมในการดำเนินการคำนวณ ซึ่งช่วยให้เกิดแนวทางแก้ปัญหาบางประเภทที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำได้ยาก สมบัติการซ้อนทับนี้เรียกว่า Superposition หรือสถานะซ้อนทับ เป็นปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นในระดับควอนตัม ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างและควบคุมระบบเพื่อศึกษาปรากฏการณ์นี้ได้

ทั้งนี้ การมี Qubit จำนวนมากไม่ได้รับประกันว่า Quantum Computer จะคำนวณได้ดีเสมอไป เพราะยังต้องอาศัยการออกแบบอัลกอริทึมและการควบคุมระบบให้เหมาะสม เพื่อให้ผลการคำนวณมีประโยชน์และน่าเชื่อถือด้วย

Quantum Computing อยู่ตรงไหนในเทคโนโลยีควอนตัม?

Quantum Computing เป็นหนึ่งในแขนงของเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ซึ่งนำสมบัติทางฟิสิกส์ควอนตัมมาประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ โดย ผศ.ดร.ธิปรัชต์ อธิบายว่าเทคโนโลยีควอนตัมสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ การทำความเข้าใจพื้นฐานของ Quantum Computing จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญก่อนจะไปสำรวจว่า เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพช่วยแก้ปัญหาในด้านใดบ้าง

  • Quantum Sensing: เทคโนโลยีตรวจจับที่อาศัยสมบัติควอนตัมเพื่อเพิ่มความไวและความแม่นยำในการวัด เช่น นาฬิกาอะตอมที่ใช้วัดเวลาอย่างแม่นยำ หรือเซนเซอร์ที่อาจนำไปใช้ตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของแรงโน้มถ่วงเพื่อช่วยตรวจหาความผิดปกติใต้พื้นถนน
  • Quantum Communication: เทคโนโลยีการสื่อสารที่นำสมบัติควอนตัมมาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการส่งข้อมูล โดยมีแนวทางอย่าง Quantum Key Distribution (QKD) ซึ่งใช้หลักการควอนตัมในการสร้างและแลกเปลี่ยนกุญแจเข้ารหัส
  • Quantum Computing: เทคโนโลยีการประมวลผลที่ใช้ Qubit และหลักการทางควอนตัมในการคำนวณ โดยมีศักยภาพในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนบางประเภท ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาความรู้และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต

แม้เทคโนโลยีทั้งสามกลุ่มจะมีเป้าหมายต่างกัน แต่ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการนำความรู้ด้านควอนตัมมาประยุกต์ใช้ในโลกจริง โดยเฉพาะ Quantum Computing ที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและศึกษาวิธีนำไปใช้แก้ปัญหาให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

Quantum Computing มีศักยภาพช่วยงานด้านใดบ้าง?

แม้ Quantum Computing จะยังอยู่ในขั้นวิจัยและพัฒนา แต่เทคโนโลยีนี้ได้รับความสนใจจากหลายอุตสาหกรรม เนื่องจากมีศักยภาพในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งคอมพิวเตอร์ทั่วไปอาจต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการจำลองระบบระดับโมเลกุล และการหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดภายใต้เงื่อนไขจำนวนมาก

ตัวอย่างงานที่ Quantum Computing อาจเข้ามามีบทบาทในอนาคต ได้แก่

  • การออกแบบยา สารเคมี และเครื่องสำอาง

 ช่วยจำลองและศึกษาพฤติกรรมของโมเลกุล ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจใหม่ ๆ และช่วยพัฒนากระบวนการออกแบบสารหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสมบัติตามต้องการ

  • การพัฒนาวัสดุศาสตร์

ช่วยศึกษาสมบัติและพฤติกรรมของวัสดุในระดับที่ซับซ้อน เพื่อสนับสนุนการค้นคว้าและพัฒนาวัสดุชนิดใหม่

  • การเงินและการลงทุน

มีศักยภาพในการแก้โจทย์ Optimization หรือการหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ข้อจำกัดหลายด้าน เช่น การจัดสรรสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุน (Portfolio Optimization) และการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน

  • การจัดการระบบพลังงาน

อาจช่วยวิเคราะห์และหาวิธีจัดสรรทรัพยากรในระบบพลังงานที่มีตัวแปรและข้อจำกัดจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนการวางแผนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม การนำ Quantum Computing ไปใช้ในงานเหล่านี้ยังต้องอาศัยการพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์และอัลกอริทึมให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ รวมถึงต้องพิจารณาว่าปัญหาแต่ละประเภทเหมาะกับการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมหรือไม่

ศักยภาพของ Quantum Computing จึงไม่ได้อยู่ที่การเข้ามาแทนที่คอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกในการแก้ปัญหาบางประเภทที่มีความซับซ้อนสูง หากเทคโนโลยีพัฒนาจนพร้อมใช้งานในวงกว้าง ก็อาจเปิดโอกาสให้เกิดองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ในหลายอุตสาหกรรมได้

Quantum Computing พัฒนา และยังมีข้อจำกัดอะไร?

ปัจจุบัน Quantum Computing เริ่มมีระบบคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่สามารถเข้าถึงเพื่อทดลองใช้งานได้แล้ว รวมถึงมีเครื่องมือสำหรับเรียนรู้และเขียนโปรแกรมควอนตัม อย่างไรก็ตาม การใช้งานส่วนใหญ่ยังอยู่ในวงจำกัด และยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้างที่เหนือกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้อย่างชัดเจน เทคโนโลยีนี้จึงยังต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาอีกมาก ก่อนจะนำไปประยุกต์ใช้กับปัญหาจริงในระดับอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามท่านได้ให้ความเห็นว่า ความท้าทายของ Quantum Computing ไม่ได้อยู่เพียงการสร้างคอมพิวเตอร์ให้ทำงานได้เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพ และการค้นหาว่าปัญหาประเภทใดเหมาะกับการใช้เทคโนโลยีนี้ โดยมีข้อจำกัดสำคัญดังนี้

1. ความท้าทายในการสร้างฮาร์ดแวร์

การสร้าง Quantum Computer ต้องอาศัยเทคโนโลยีเฉพาะทางและการลงทุนสูง ปัจจุบันยังมีแนวทางพัฒนาฮาร์ดแวร์หลายรูปแบบ เช่น Superconducting Qubit, Trapped Ion, Neutral Atom และ Photonic ซึ่งแต่ละแนวทางมีสมบัติและความท้าทายแตกต่างกัน

2. จำนวนและคุณภาพของ Qubit

การเพิ่มจำนวน Qubit เพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะทำงานได้ดี เพราะ Qubit ต้องมีคุณภาพและสามารถควบคุมได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบประมวลผลได้ตามที่ต้องการ

3. การแก้ไขข้อผิดพลาด (Quantum Error Correction)

ระบบควอนตัมมีความท้าทายในการรักษาสถานะควอนตัมและลดข้อผิดพลาดระหว่างการคำนวณ การพัฒนาเทคนิคแก้ไขข้อผิดพลาดจึงเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ระบบมีความน่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับการคำนวณที่ซับซ้อน

4. การค้นหาปัญหาที่เหมาะสมกับ Quantum Computing

ไม่ใช่ทุกงานที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัม งานทั่วไป เช่น การคำนวณเลขหรือการประมวลผลในชีวิตประจำวัน ยังคงเหมาะกับคอมพิวเตอร์แบบเดิมในหลายกรณี นักวิจัยจึงต้องพัฒนาอัลกอริทึมควบคู่กับการศึกษาว่างานใดสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้จริง

ด้วยเหตุนี้ Quantum Computing จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเข้ามาแทนที่ CPU หรือ GPU ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกในการประมวลผล โดยให้คอมพิวเตอร์แต่ละประเภททำงานที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง หากสามารถพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีนี้ก็มีโอกาสขยายไปสู่การใช้งานที่สร้างประโยชน์ได้มากขึ้นในอนาคต

Quantum Computing กระทบความปลอดภัยของข้อมูลอย่างไร?

นอกจากศักยภาพในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนแล้ว Quantum Computing ยังเป็นเทคโนโลยีที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะระบบเข้ารหัสข้อมูลที่ใช้ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ธุรกรรมทางการเงิน และการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน เนื่องจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีประสิทธิภาพเพียงพออาจสามารถแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์บางประเภทที่เป็นพื้นฐานของระบบเข้ารหัสเหล่านี้ได้

ผศ.ดร.สลิลพร อธิบายว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญคืออัลกอริทึมของ Shor (Shor’s Algorithm) ซึ่งมีศักยภาพในการแก้ปัญหาการแยกตัวประกอบจำนวนเต็มขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อทำงานบนคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีความสามารถเพียงพอ

“ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของระบบเข้ารหัสแบบ RSA ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย หากเทคโนโลยีควอนตัมพัฒนาไปถึงจุดดังกล่าว ระบบเข้ารหัสที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งอาศัยความยากของการแยกตัวประกอบเป็นเกราะป้องกัน ก็อาจไม่สามารถปกป้องข้อมูลได้เหมือนเดิม”

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงนี้ไม่ได้หมายความว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมในปัจจุบันสามารถถอดรหัสข้อมูลทั้งหมดได้แล้ว แต่เป็นความท้าทายที่องค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ควรเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะข้อมูลที่ต้องรักษาความลับเป็นเวลานาน

แนวทางรับมือความเสี่ยงจาก Quantum Computing

แม้ Quantum Computing จะสร้างความท้าทายต่อระบบรักษาความปลอดภัย แต่ก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวควบคู่กันไป โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่

Post-Quantum Cryptography (PQC): การพัฒนาระบบเข้ารหัสด้วยหลักคณิตศาสตร์และอัลกอริทึมที่ออกแบบมาให้สามารถรับมือกับการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้ โดยสามารถนำไปใช้ปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์และโครงสร้างความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง

Quantum Key Distribution (QKD): เทคโนโลยีการแจกจ่ายกุญแจเข้ารหัสโดยอาศัยหลักการควอนตัม เพื่อช่วยตรวจจับการดักฟังระหว่างการแลกเปลี่ยนกุญแจภายใต้เงื่อนไขของระบบที่ออกแบบไว้

แนวทางทั้งสองมีหลักการทำงานต่างกัน แต่สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนา Quantum Computing ต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยด้วย โดย ผศ.ดร.สลิลพร เปรียบเทียบแนวคิดนี้ไว้ว่า “ควอนตัมคอมพิวเตอร์ก็เหมือนดาบ แต่เราก็ต้องพัฒนาโล่ขึ้นมาป้องกันด้วย” และชี้ให้เห็นว่า แม้ Quantum Computing จะมีศักยภาพในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน แต่ความสามารถเดียวกันนี้ก็อาจสร้างความเสี่ยงต่อระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้

Quantum Computing ต้องควบคู่การพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัย

ทางด้าน ดร.ศุภณัฐ มองว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและการถอดรหัสข้อมูลของ Quantum Computing ไม่ใช่ข้อเสียในตัวเทคโนโลยีเอง แต่ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นเมื่อองค์กรหรือประเทศยังไม่เตรียมพร้อมรับมือ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปถึงจุดที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ความแตกต่างระหว่างผู้ที่เตรียมตัวไว้แล้วกับผู้ที่ยังขาดความพร้อมอาจยิ่งชัดเจนขึ้น

ดร.ศุภณัฐ จึงเน้นย้ำว่า ความตื่นตัวและการเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่ว่าจะเป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล หรือการนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างประโยชน์ องค์กรและประเทศที่เริ่มศึกษาและวางแผนล่วงหน้า ย่อมมีโอกาสรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ดีกว่า

ดังนั้น องค์กรต่าง ๆ ควรเริ่มทำความเข้าใจระบบเข้ารหัสที่ตนเองใช้งาน ประเมินความเสี่ยงของข้อมูล และวางแผนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้พร้อมรับมือกับความก้าวหน้าในอนาคต เพื่อไม่ให้เสียเปรียบทางการแข่งขันกับองค์กรที่มีความพร้อมมากกว่า

ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมอย่างไร 

แม้ Quantum Computing จะยังอยู่ในช่วงพัฒนา แต่ประเทศไทยเริ่มวางรากฐานด้านเทคโนโลยีควอนตัมมาแล้ว โดยนักวิจัยไทยเริ่มรวมตัวกันจัดทำแผนที่นำทางระดับชาติ (National Roadmap) ในช่วงปี พ.ศ. 2560–2561 และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยก้อนแรกในปี พ.ศ. 2563 การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นโอกาสให้ประเทศพัฒนาความรู้และบุคลากร เพื่อรองรับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  • พัฒนาบุคลากรและสร้างองค์ความรู้ให้พร้อม

หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดคือการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีควอนตัม เพราะการสร้างและพัฒนา Quantum Computing ต้องอาศัยทั้งความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย ฮาร์ดแวร์ และการประยุกต์ใช้งานจริง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญเพียงพอที่จะต่อยอดงานวิจัยไปสู่การใช้งานได้

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเทคโนโลยีนี้ ปัจจุบันมีแหล่งเรียนรู้ที่เปิดให้เข้าถึงได้ เช่น Siam Quantum Square (SQ²) ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีกิจกรรมให้ความรู้และหลักสูตรออนไลน์ฟรี ช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปเริ่มทำความเข้าใจเทคโนโลยีควอนตัมได้โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างอุปกรณ์จริง

  • ต่อยอดงานวิจัยสู่โอกาสทางธุรกิจ

การเตรียมพร้อมไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมทั้งระบบด้วยตนเองตั้งแต่ต้น เพราะเทคโนโลยีนี้ต้องใช้เงินลงทุนและความเชี่ยวชาญสูง ประเทศสามารถเริ่มจากการพัฒนาความรู้และทักษะจากเทคโนโลยีควอนตัมด้านอื่น เช่น Quantum Sensing และ Quantum Communication ซึ่งใช้หลักการพื้นฐานบางส่วนร่วมกัน แล้วนำองค์ความรู้ที่ได้มาต่อยอดสู่ Quantum Computing

ในระยะยาว หากบุคลากรและความเชี่ยวชาญในประเทศพัฒนาขึ้น ก็อาจสร้างโอกาสให้ไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม Quantum Computing ได้ อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การสนับสนุนงานวิจัย และความสามารถในการพัฒนาบุคลากรให้ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการรอให้ Quantum Computing ใช้งานได้อย่างแพร่หลาย แต่คือการสร้างคน สะสมองค์ความรู้ และสนับสนุนการวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ และคว้าโอกาสใหม่ ๆ เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาถึงจุดที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม  Quantum Computing เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิธีแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ตั้งแต่การพัฒนายาและวัสดุศาสตร์ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการคำนวณในภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา จึงต้องอาศัยเวลา องค์ความรู้ และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญอีกมากกว่าจะนำไปใช้ได้อย่างแพร่หลาย

จากมุมมองของอาจารย์ทั้งสามท่าน สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรอให้เทคโนโลยีสมบูรณ์ แต่คือการเริ่มเรียนรู้และเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ โดย ผศ.ดร.ธิปรัชต์ ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องสร้าง Quantum Computer ทั้งระบบเพื่อแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจ แต่อาจมองหาองค์ประกอบหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้

ขณะที่ ผศ.ดร.สลิลพร สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างองค์ความรู้และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึงการเรียนรู้

ส่วน ดร.ศุภณัฐ มองว่า Quantum Technology เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่หลายคนคิด และเป็นทิศทางการเรียนรู้ที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่

ข้อคิดสำคัญคือไม่จำเป็นต้องรอให้เทคโนโลยีมาถึงก่อนจึงค่อยเริ่มเรียนรู้ แต่ควรทำความเข้าใจและเตรียมตัวไว้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ผู้ประกอบการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเมื่อ Quantum Computing พัฒนาไปถึงจุดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง ผู้ที่มีความรู้และเตรียมพร้อมก่อนย่อมมีโอกาสมองเห็นแนวทางต่อยอดได้มากขึ้น และสำหรับประเทศไทย การเริ่มสร้างคนและสะสมความเชี่ยวชาญตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีควอนตัมให้กลายเป็นโอกาสของประเทศในอนาคต

อ้างอิง: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย