วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'คอร์รัปชันไทย'ในสายตา IMF ข้อคิดจากการประชุม IMF-World Bank 2026

“คอร์รัปชัน” สร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจ IMF มองความโปร่งใสเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง

KEY POINTS

  • IMF เคยระบุว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะในการจัดซื้อจัดจ้าง การออกใบอนุญาต และการใช้อำนาจโดยมิชอบ
  • กรรมการผู้จัดการ IMF ชี้ว่าความโปร่งใสเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาคอร์รัปชัน หากขาดระบบที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ
  • ข้อเสนอแนะสำคัญสำหรับไทยคือการเปลี่ยนสู่หลักการ "เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น" (Open by Default) โดยเฉพาะข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

กรุงเทพธุรกิจ และ ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลเพื่อนำไปสู่การป้องกันทุจริตคอร์รัปชัน

รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ นายศุภวิชญ์ แก้วคูณนอก ร่วมนำเสนอบทความที่เชื่อมโยงกับการประชุมประจำปี 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมองคอร์รัปชันไม่ได้เป็นปัญหาทางศีลธรรมหรือความบกพร่องของระบบราชการ 

แต่ยังเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย นี่ไม่ใช่เพียงข้อสังเกตของนักวิชาการหรือองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน แต่เป็นสิ่งที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยระบุไว้อย่างชัดเจนในรายงานประเมินเศรษฐกิจไทยด้วย

ย้อนกลับไปในรายงานประเมินเศรษฐกิจภายใต้ Article IV ประจำปี 2024 ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนก.พ. 2568 IMF จัดทำเนื้อหาพิเศษเรื่องการยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศไทย โดยระบุว่าคอร์รัปชันถูกมองว่าแพร่หลาย

และเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อเศรษฐกิจมหภาค ปัญหาครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้าง การออกใบอนุญาต และการใช้อำนาจโดยมิชอบ 

ขณะที่ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมยังส่งผลต่อการบังคับใช้สัญญาและการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินอีกด้วย

คอร์รัปชันสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจ

ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่า คอร์รัปชันสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมากกว่ามูลค่าเงินที่สูญเสียไป เพราะทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม เพิ่มต้นทุนในการประกอบธุรกิจ บิดเบือนการจัดสรรทรัพยากร และลดแรงจูงใจในการลงทุน แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันจำนวนมาก แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายงาน Article IV ประจำปี 2025 ซึ่งเผยแพร่ในเดือน ก.พ. 2569 กลับพบว่าเนื้อหาพิเศษเรื่องคอร์รัปชันหายไปจากรายงานหลักดังกล่าว

แม้ IMF ยังกล่าวถึงความสำคัญของธรรมาภิบาลและติดตามข้อเสนอเดิมในภาคผนวก แต่ประเด็นดังกล่าวไม่ได้รับการขับเน้นอย่างชัดเจนเท่าปีก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

IMF ยืนยันติดตามประเด็นธรรมาภิบาลต่อเนื่อง

ในการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 วงสนทนาระหว่างภาคประชาสังคมกับ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF

ผู้เขียนได้มีโอกาสตั้งคำถามกับเธอว่า เหตุใดประเด็นคอร์รัปชันที่ IMF เคยให้ความสำคัญอย่างมาก จึงกลับมีบทบาทลดลงในรายงานประเมินเศรษฐกิจไทยฉบับล่าสุด

เธอเริ่มจากการย้ำว่า พลังสำคัญที่สุดในการต่อต้านคอร์รัปชันคือประชาชนภายในประเทศที่ร่วมกันผลักดันให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ IMF ยังคงติดตามประเด็นธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่ได้จัดทำเนื้อหาเฉพาะในรายงานทุกปี

คุณ Georgieva กล่าวต่ออย่างน่าสนใจว่า ความโปร่งใสเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง

ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับปัญหาของประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลเพิ่มขึ้น

แต่ข้อมูลจำนวนมากยังอยู่กระจัดกระจาย ใช้รูปแบบที่แตกต่างกัน และไม่สามารถเชื่อมโยงเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจ ผู้ได้รับประโยชน์ และการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น

หากประเทศไทยต้องการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการจึงไม่ใช่เพียงการออกกฎหมายหรือเพิ่มหน่วยงานตรวจสอบ แต่ต้องเปลี่ยนแนวคิดการบริหารราชการไปสู่หลักการ “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” (Open by Default) 

โดยเฉพาะข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตั้งแต่การประกาศโครงการ การแข่งขันเสนอราคา การทำสัญญา จนถึงผลการดำเนินงาน ซึ่งควรเปิดเผยในรูปแบบมาตรฐานที่ประชาชนสามารถนำไปวิเคราะห์และตรวจสอบได้

ที่สำคัญ รัฐบาลต้องเดินหน้าเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทั้งข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง ข้อมูลนิติบุคคลและผู้ถือครองผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership) ตลอดจนข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้มีอำนาจตัดสินใจ 

ภายใต้หลักเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถตรวจพบความเสี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความสัมพันธ์ที่ไม่โปร่งใสได้ตั้งแต่ต้นทาง พร้อมสร้างระบบแจ้งเตือนความผิดปกติและช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบอย่างแท้จริง

บทสนทนาครั้งนี้อาจยังไม่ตอบคำถามทั้งหมดว่าเหตุใด IMF จึงลดน้ำหนักเรื่องคอร์รัปชันในรายงานล่าสุด แต่ทำให้เห็นตรงกันอย่างน้อยหนึ่งเรื่องว่า การต่อต้านคอร์รัปชันต้องอาศัยทั้งความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

สำหรับประเทศไทย เราไม่จำเป็นต้องรอให้ IMF กลับมาเตือนเรื่องคอร์รัปชันอีกครั้ง เพราะสิ่งที่จำเป็นต้องทำมีความชัดเจนอยู่แล้ว ประเทศไทยต้องเปิดข้อมูลให้มากขึ้น เชื่อมโยงข้อมูลให้ตรวจสอบได้ และเปลี่ยนข้อมูลสาธารณะให้กลายเป็นพลังในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ 

เพราะหากเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกได้ การพูดถึงการเพิ่มผลิตภาพ การดึงดูดการลงทุน หรือการยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง ก็อาจเป็นเพียงความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจที่ยังติดอยู่กับข้อจำกัดเดิม