นักวิชาการนิติศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ทางเลือกบริหารแหล่งปิโตรเลียมปลายอายุ ควรเริ่มต้นจากการประเมินข้อเท็จจริงของแต่ละแหล่ง ย้ำโปร่งใสและคุ้มค่าต่อประเทศ
การทยอยเข้าสู่ช่วงปลายอายุของแหล่งปิโตรเลียมหลายแห่งในประเทศไทย กำลังทำให้ภาครัฐต้องเตรียมแนวทางบริหารจัดการล่วงหน้า เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรที่ยังมีศักยภาพขึ้นมาใช้ได้อย่างเหมาะสม รักษาความต่อเนื่องของการผลิตภายในประเทศ และป้องกันไม่ให้การสิ้นสุดระยะเวลาตามสัมปทานนำไปสู่ช่องว่างในการดำเนินงานที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานและระบบเศรษฐกิจ
รศ. ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การบริหารแหล่งปิโตรเลียมที่กำลังหมดอายุไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงคำถามว่าจะ “ต่อ” หรือ “ไม่ต่อ” สัมปทาน แต่ควรเริ่มต้นจากการประเมินข้อเท็จจริงของแต่ละแหล่ง และพิจารณาว่าทางเลือกใดจะทำให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ รายได้ของรัฐ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 มาตรา 26 กำหนดระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมตามสัมปทานไว้ไม่เกิน 30 ปี และให้ต่อระยะเวลาผลิตได้อีกหนึ่งครั้งเป็นเวลาไม่เกิน 10 ปี ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม แหล่งปิโตรเลียมแต่ละแห่งมีลักษณะทางธรณีวิทยา ปริมาณสำรอง ต้นทุน และศักยภาพการผลิตแตกต่างกัน กรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้แบบเดียวจึงอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของแหล่งบางแห่ง ซึ่งยังมีปิโตรเลียมที่สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้หลังสิ้นสุดระยะเวลาตามกฎหมาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'Aesthetic Longevity' เมื่อความงามกับอายุยืนเป็นเรื่องเดียวกัน
AI สัญชาติไทย สู้สมรภูมิ 5 หมื่นล้าน แนะสร้างความมั่นคง-Physical AI
รัฐควรเปรียบเทียบข้อเสนอกับทางเลือกอื่นอย่างรอบด้าน
รศ.ดร.ปิติ เสนอให้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารแหล่งปิโตรเลียมปลายอายุ โดยเปิดทางให้รัฐสามารถพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมเป็นรายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการต่อระยะเวลาผลิต การเปิดให้มีการแข่งขันเพื่อคัดเลือกผู้ดำเนินการรายใหม่ หรือการใช้รูปแบบการให้สิทธิอื่นตามที่กฎหมายรองรับ
อย่างไรก็ตาม การเปิดให้ต่อระยะเวลาผลิตได้มากกว่ากรอบปัจจุบัน ไม่ควรเป็นการรับรองสิทธิของผู้รับสัมปทานเดิมโดยอัตโนมัติ ผู้ยื่นข้อเสนอควรแสดงข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณปิโตรเลียมที่เหลืออยู่ แผนการผลิต แผนลงทุน เทคโนโลยี ความพร้อมทางเทคนิคและการเงิน ตลอดจนผลตอบแทนที่รัฐและประชาชนจะได้รับ
รัฐควรเปรียบเทียบข้อเสนอเหล่านี้กับทางเลือกอื่นอย่างรอบด้าน และต้องสามารถชี้แจงได้ว่า การต่อระยะเวลา การเปลี่ยนผู้ดำเนินการ หรือการใช้รูปแบบอื่น แนวทางใดสามารถสร้างประโยชน์สุทธิแก่ประเทศได้มากที่สุด
สำหรับข้อเสนอให้เปิดประมูลใหม่เมื่อสัมปทานสิ้นสุด รศ. ดร.ปิติ เห็นว่า การแข่งขันเป็นกลไกสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีศักยภาพสูงและมีผู้ประกอบการหลายรายสนใจ แต่ไม่ควรถือว่าการประมูลใหม่เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับทุกกรณี เนื่องจากแหล่งปิโตรเลียมปลายอายุมีลักษณะแตกต่างจากพื้นที่สำรวจใหม่
แหล่งปลายอายุอาจมีปริมาณปิโตรเลียมเหลืออยู่จำกัด มีต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น และต้องอาศัยข้อมูลทางธรณีวิทยา วิศวกรรม หลุมผลิต และระบบปฏิบัติการที่สะสมมาเป็นเวลานาน ก่อนเลือกวิธีการให้สิทธิ รัฐจึงควรประเมินว่าพื้นที่นั้นมีการแข่งขันจริงเพียงใด มีผู้ประกอบการที่พร้อมลงทุนหรือไม่ และเมื่อรวมต้นทุนการเปลี่ยนผ่านแล้ว แนวทางใดจะให้ประโยชน์สุทธิแก่ประเทศมากกว่า
รศ. ดร.ปิติ เน้นว่า หากแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ฝ่ายบริหาร ต้องกำหนดกลไกกำกับการใช้ดุลพินิจควบคู่กัน เพื่อป้องกันข้อกังวลเรื่องการเลือกปฏิบัติหรือการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง กลไกดังกล่าวควรครอบคลุมคุณสมบัติของผู้ขอรับสิทธิ หลักเกณฑ์การประเมิน วิธีเปรียบเทียบทางเลือก ขั้นตอนการพิจารณา ตลอดจนการเปิดเผยผลการประเมินและเหตุผลประกอบการตัดสินใจในระดับที่สาธารณชนสามารถตรวจสอบได้ โดยยังคงคุ้มครองข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลทางธุรกิจที่เป็นความลับโดยชอบด้วยกฎหมาย
“ความโปร่งใสไม่ใช่เพียงการนำข้อมูลออกมาเปิดเผย แต่ต้องทำให้ผู้ใช้อำนาจรัฐอธิบายได้ว่า ใช้ข้อมูลอะไร พิจารณาทางเลือกใด และเหตุใดจึงตัดสินใจเลือกแนวทางนั้น เพราะปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของรัฐ การตัดสินใจจึงต้องตั้งอยู่บนประโยชน์ของประชาชนและสามารถตรวจสอบได้” รศ. ดร.ปิติ กล่าว
ในระหว่างที่การแก้ไขกฎหมายยังต้องใช้เวลา รศ. ดร.ปิติ เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำ Roadmap สำหรับแหล่งปิโตรเลียมที่กำลังเข้าสู่ช่วงปลายอายุ โดยรวบรวมข้อมูลของแต่ละแหล่ง ประเมินระยะเวลาที่ต้องใช้ในการตัดสินใจ และกำหนดกรอบการเปลี่ยนผ่านให้เสร็จก่อนวันสิ้นสุดสิทธิอย่างเพียงพอ
การปรับปรุงกฎหมายควรมองตลอดวงจรชีวิตของแหล่งปิโตรเลียม ตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจให้สำรวจและลงทุนเพิ่มเติมในแหล่งที่ผลิตยาก การใช้โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งติดตั้งร่วมกัน การกำหนดภาระและหลักประกันสำหรับการรื้อถอน ตลอดจนการกำหนดความรับผิดชอบหากมีการนำสิ่งติดตั้งเดิมไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมด้านพลังงานหรือสิ่งแวดล้อมในอนาคต
รศ. ดร.ปิติ กล่าวสรุปว่า การแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมไม่ควรถูกมองว่าเป็นการเลือกว่าจะสนับสนุนผู้รับสัมปทานเดิมหรือผู้ประกอบการรายใหม่ แต่ควรมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มเครื่องมือให้รัฐสามารถบริหารทรัพยากรตามข้อเท็จจริงของแต่ละแหล่ง ภายใต้กติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้
“ประเทศไทยควรเริ่มเตรียมกติกาและข้อมูลตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรรอจนใกล้วันสิ้นสุดสัมปทาน เพราะยิ่งเหลือเวลาตัดสินใจน้อย ทางเลือกของรัฐก็จะยิ่งลดลง การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยให้ประเทศรักษาความต่อเนื่องของการผลิต พร้อมกับคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐและประชาชนได้อย่างเหมาะสม”



