ตลาด AI ในไทยมีมูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านบาท ทว่าเงินก้อนนั้นกลับไหลไปสู่กระเป๋าบริษัทข้ามชาติถึง 47,000 ล้านบาท ทิ้งส่วนแบ่งให้ผู้ประกอบการไทยเพียงเศษเสี้ยวที่ 2,000-3,000 ล้านบาทเท่านั้น
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราอาจ "รบแบบสะเปะสะปะ" ไร้ทิศทางจนกลายเป็นผู้ตามในโลกดิจิทัล แต่วันนี้คือโอกาสสุดท้ายที่เราจะเปลี่ยนจากการเป็น "ผู้ซื้อ" มาเป็น "ผู้สร้าง" โดยอาศัยการรวมพลังของแม่ทัพเทคโนโลยีเพื่อปักธงอุตสาหกรรม AI ของชาติ และนี่คือกลยุทธ์ที่ต้องรีบลงมือทำเพื่อช่วงชิงโอกาสที่ซ่อนอยู่ในจุดแข็งของความเป็นไทย
เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) จัดงาน “Thailand AI Business Transformation Powered by UTCC AI Institute” ภายใต้แนวคิด “From AI Trend to Real Business Impact – เปลี่ยนเทรนด์ AI ให้เป็น ผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง” พร้อมเปิดตัวโครงการ “UTCC AI Institute” ศูนย์กลางการพัฒนา AI เพื่อธุรกิจ แห่งอนาคต ซึ่งขับเคลื่อนโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมี รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมเทคโนโลยี ผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน ณ ห้องสัมมนา อาคาร 5 ชั้น 9 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ปลดล็อก AI ล้มยักษ์บนเวทีโลก เส้นทาง รร.แพทย์-เอกชน ครองตลาด MedTech
AI-Health Tech ทางรอดการแพทย์ไทย อธิปไตย AI สร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน
AI เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ
รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า AI กำลัง เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและกติกาการแข่งขันของโลกอย่างรวดเร็ว ขณะที่มหาวิทยาลัย ต้องเปลี่ยนบทบาท จากผู้สอนไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงองค์ความรู้เข้ากับการใช้งานจริง และที่สำคัญประเทศไทยยังขาดกลไกที่เชื่อม AI เข้ากับธุรกิจจริงอย่างเป็นระบบ UTCC AI Institute จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์นี้โดยตรง
ด้วยจุดแข็งที่ไม่มีใครเหมือนของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คือเครือข่ายหอการค้าและผู้ประกอบการทั่วประเทศ Business DNA ที่สั่งสมมาตั้งแต่ก่อตั้ง และความคล่องตัวของมหาวิทยาลัยเอกชน ภายใต้แนวคิด From Thai Business Knowledge to Thai Business AI คือการแปลงองค์ความรู้ธุรกิจไทยให้กลายเป็นสินทรัพย์ AI ของธุรกิจไทย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ AI-First University ที่เราขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง
ชูวิสัยทัศน์ AI Nation Vision 2035
ด้าน รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา กรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธาน คณะกรรมการหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ บรรยายพิเศษหัวข้อ “Thailand Beyond Next: Thailand Digital Transformation and the Future of AI Business” กล่าวตอนหนึ่งว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีอีกแขนงหนึ่ง แต่กำลังกลายเป็น General Purpose Technology ที่ส่งผลต่อทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ Data Center สร้างได้ GPU ซื้อได้ แต่บุคลากรคุณภาพสูง ต้องใช้เวลาพัฒนา บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุค AI จึงต้องเปลี่ยนจาก ผู้ผลิตบัณฑิตไปสู่ศูนย์กลาง การพัฒนากำลังคนและการเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับเทคโนโลยี ซึ่งการจัดตั้ง UTCC AI Institute สะท้อนบทบาทใหม่นี้อย่างชัดเจน
พร้อมชูวิสัยทัศน์ “AI Nation Vision 2035” ให้ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็น AI Nation ของภูมิภาคผ่าน 5 เสาหลัก ตั้งแต่การเป็นศูนย์กลาง AI และ Data Center ของอาเซียน ฐานการผลิตหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสีเขียว ไปจนถึงแหล่งผลิตบุคลากร AI ของภูมิภาค
พัฒนา AI Solutions ร่วมอุตสาหกรรม
สำหรับโครงการ UTCC AI Institute เป็นแพลตฟอร์มระดับมหาวิทยาลัยด้าน Applied AI for Business ที่เชื่อมการศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม ภาคธุรกิจ และเครือข่ายนานาชาติเข้าด้วยกัน เกิดขึ้นจากดำริของ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องในมหาวิทยาลัย ผ่าน 6พันธกิจ ได้แก่ การพัฒนา AI Solutions ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาหลักสูตรและทักษะ AI งานวิจัยประยุกต์ และนวัตกรรม หลักสูตรผู้บริหารและการสร้างรายได้ ความร่วมมือระดับโลกและอาเซียน และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศ AI พร้อมโครงการเรือธง อาทิ Thai Industry AI Transformation Initiative, AI Solution Factory & Digital Workforce Lab และโครงการ AI Talent for Thailand โดยมีแผนดำเนินงาน 5 ปี มุ่งสู่การเป็น Applied AI Platform ระดับประเทศ และอาเซียน
ดร.มณิสรา บารมีชัย คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าวว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน UTCC AI Institute โดยเราจะทำหน้าที่แปลงพันธกิจของสถาบันให้เป็นการลงมือทำจริง ทั้งการเปิดตัวหลักสูตร Degree และ Non Degree ด้านปัญญาประดิษฐ์ประยุกต์ ตลอดจนหลักสูตรอบรมระยะสั้น AI Developer Fast Track สำหรับภาคธุรกิจ ภายใต้การสนับสนุนจาก บพค. และ BOI STEM++รวมถึง การเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI Computing การพัฒนา AI Solutions ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และการสร้างวิศวกร และนักพัฒนา AI รุ่นใหม่ที่เข้าใจโจทย์ธุรกิจ เราขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกขนาดเข้ามาทำงานร่วมกับเรา เพราะเป้าหมายของสถาบันคือการทำให้ AI เป็นเรื่องที่ธุรกิจไทยทุกระดับเข้าถึงและใช้ได้จริง”
การรักษาอำนาจอธิปไตยทางเทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ไทยต้องเร่งปรับเข็มทิศจากการเป็นเพียงผู้ใช้งาน (User) สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์โซลูชัน (Solution Creator) เพื่อสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ประเทศกลายเป็นเพียงแหล่งระบายสินค้าของบิ๊กเทคระดับโลก
ไทยรบแบบไร้กลยุทธ์ในสมรภูมิAI
ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ระบุว่า จุดอ่อนร้ายแรงของอุตสาหกรรม AI ไทยที่ผ่านมา คือการรบแบบ "สะเปะสะปะและไร้กลยุทธ์" โดยดูได้จากตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดจากมูลค่าตลาด AI ในไทยกว่า 50,000 ล้านบาท มีส่วนแบ่งที่เป็นของบริษัทไทยเพียง 2,000-3,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกกว่า 47,000 ล้านบาท ตกอยู่ในมือของผู้ให้บริการต่างชาติทั้งหมด ซึ่งถือเป็น Pain Point สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน
"การสร้างความยั่งยืนไม่ใช่การแข่งสร้างโมเดลขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล อาทิ การทำ Thai LLM ที่ใช้เงินถึง 80 ล้านบาท เพียงเพื่อการ Fine-tune ข้อมูลเฉพาะทาง แต่ทางออกที่แท้จริง ต้องหาจุดสมดุลระหว่างต้นทุน (Token/API) กับความคุ้มค่าทางธุรกิจ และการดึงศักยภาพของ Domain Expert ที่เข้าใจปัญหาเฉพาะทางมาใช้แก้ปัญหาให้ตรงจุด ซึ่งเป็นสมรภูมิที่ไทยมีโอกาสชนะมากกว่าการเดินตามรอยยักษ์ใหญ่ระดับโลก"ดร.ชาญวิทย์ กล่าว
ดันไทยข้ามช็อตสู่ Quantum
นายพิเชฏฐ เกตุรวม อุปนายกสมาคม Digital Infrastructure Association of Thailand (DIAT) กล่าวว่าData Center และ Energy (SMR) เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ AI พร้อมเสนอแนวคิดการ "ข้ามช็อต" ไปสู่ Quantum Computing เพื่อก้าวให้ทันสากลโดยไม่ต้องรอเป้าหมายเดิม ภายใต้แผนผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทั้งการ Training และ Inference ของภูมิภาค แทนที่จะเป็นเพียงผู้เช่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูล
อีกทั้ง ยังเน้นย้ำถึงการดึงประโยชน์สูงสุดจากบิ๊กเทคผ่านกลยุทธ์ Local Content ที่ต้องบังคับใช้จริงจัง รัฐต้องมีมาตรการกำหนดสัดส่วนการจ้างงานวิศวกรไทยและมาตรฐานวิศวกรรมไทยในเงื่อนไขการรับสิทธิประโยชน์ BOI เพื่อไม่ให้ประเทศเสียเปรียบจากการให้ทรัพยากรและพลังงานแลกกับเพียงตัวเลขการลงทุน แต่ต้องได้มาซึ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและโอกาสของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
พลิกโฉม IoT สู่ Physical AI
ดร.สุทัด ครองชนม์ นายกสมาคมไทยไอโอที และนายกสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวว่าวิวัฒนาการจากยุค IoT ที่ทำเพียงการเก็บข้อมูล สู่ยุค Physical AI ที่นำ "มันสมอง" ของ AI มาสั่งการในโลกจริง ข้อมูลแบบ Real-time Data จากเซ็นเซอร์จะมีมูลค่ามหาศาลกว่าข้อมูลดิจิทัลแบบเดิม เพราะสามารถตัดสินใจได้ทันทีในกระบวนการทำงานจริง
"กลยุทธ์สำคัญคือการใช้ AI ในมิติของ "Discovery" เพื่อสร้างความได้เปรียบในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การเกษตร (การคำนวณอุณหภูมิส่งออกทุเรียน) และอาหาร (Soft Power) ผ่านการทำ Simulation เพื่อควบคุมคุณภาพ เช่น การจำลองการปรุงผัดไทยให้คงรสชาติมาตรฐานสากลแม้จะผ่านการแปรรูป ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่เหนือกว่าการขายวัตถุดิบแบบเดิม"
ชู SI เป็นหัวหอกลีนการผลิต
นายกุลโชค โพธิ์พัฒนชัย สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) วิเคราะห์ว่าบทบาทของ System Integrator (SI) คือตัวแปรสำคัญในการนำเทคโนโลยี AI และ Automation เข้ามาลีนกระบวนการผลิต การใช้เทคโนโลยีช่วยตัดปัญหาด้านอารมณ์และข้อจำกัดของแรงงานมนุษย์ ทำให้ผลกำไรและกระบวนการผลิตสามารถพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำตามตัวเลข ROI
การนำ AI มาใช้ในงานตรวจสอบคุณภาพ (Inspection) เช่น Image Processing เพื่อเช็คสิ่งแปลกปลอมในอาหารหรือคัดแยกชิ้นส่วน จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้ทัดเทียมระดับโลก และเป็นกลยุทธ์หลักในการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจจากการใช้แรงงานราคาถูกมาเป็นการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อน GDP ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
หุ่นยนต์อัจฉริยะในอุตสาหกรรมบริการ
ประเทศไทยมีโอกาสใน Niche Market ที่เลียนแบบได้ยาก โดยการนำความเชี่ยวชาญระดับโลกมาผสมผสานกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
นายศักดา สารพัดวิทยา นายกสมาคมการจัดการระบบคลังสินค้าไทย (TIA) และ Humanoid & AI กล่าวว่าความท้าทายด้านต้นทุนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไทยต้องดำเนินการ โดยเปรียบเทียบจุดคุ้มทุน (ROI) ของการใช้หุ่นยนต์ในไทยที่อาจสูงถึง 12 ปี ขณะที่ในยุโรปใช้เวลาเพียง 1.5 ปี เนื่องจากค่าแรงที่ต่างกัน ซึ่งไทยสามารถสร้างโอกาสในหน้าน้ำใหม่ ได้ด้วยการนำเสน่ห์ฝีมือคนไทยมาเชื่อมต่อกับ AI เช่น การใช้ชุด Exoskeleton เสริมศักยภาพแรงงาน หรือหุ่นยนต์ทำอาหารที่ถ่ายทอดรสมือแม่ครัวไทย
นอกจากนี้ ยังมีการปักธงในกลุ่ม Humanoid AI Alliance และการสร้าง IP ใหม่ๆ เช่น "มวยไทยออนไลน์" ที่ใช้ AI วิเคราะห์ยุทธวิธีต่อสู้เพื่อทำเป็นเกมหรือระบบฝึกสอนระดับโลก รวมถึงการนำ AI มาใช้ในด้าน Wellness, สมุนไพร และการวิเคราะห์ฟิล์ม X-ray เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ที่ไทยเป็นฮับสำคัญ
ทักษะมนุษย์และการพัฒนาที่ยั่งยืน
ท่ามกลางการพัฒนาที่รวดเร็ว ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือการขาดวิจารณญาณจากการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป จนอาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า "คนโง่ลง 30%" หากขาดการคิดเชิงวิพากษ์
ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล กล่าวว่าภารกิจการสร้าง AI Literacy ให้กับแรงงานและ SME ซึ่งเป็นประชากรกว่า 3/4 ของประเทศ เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียม โดยเตือนว่า "ความรู้" อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) และทักษะ Harness Engineering เพื่อควบคุมเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทั้งนี้ อย่าง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ที่แม้จะเป็นสถาบันในท้องถิ่นแต่สามารถคว้าอันดับ 1 ในการแข่งขันหุ่นยนต์ชกมวยระดับประเทศและรางวัลระดับอาเซียนได้ สะท้อนว่าเด็กไทยมีศักยภาพมหาศาลหากได้รับเวทีและการสนับสนุนที่เหมาะสม
การผ่าทางตัน AI ของประเทศไทยในครั้งนี้มีบทเรียนสำคัญคือ "เราไม่มีเวลาสำหรับการรอคอยอีกต่อไป" ผู้นำทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่าต้องเปลี่ยนจาก "ผู้คิด" เป็น "ผู้ทำ" (Action) และกล้าที่จะ "เจ๊งให้เร็วเพื่อเรียนรู้" ในช่วงที่ต้นทุนความผิดพลาดยังมีราคาถูกกว่า ต้นทุนของการรอคอย (Cost of Waiting) ซึ่งอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการแข่งขันไปตลอดกาล
ประเทศไทยต้องเร่งสร้างนวัตกรรม AI ของตนเอง โดยใช้ความแข็งแกร่งจาก Soft Power และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นตัวนำเพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง หากไม่เริ่มปักธงและสร้าง Local Content อย่างจริงจังในวันนี้ อนาคตเศรษฐกิจไทยจะทำได้เพียงเป็นผู้เฝ้ามองความสำเร็จของผู้อื่น นี่คือภารกิจเร่งด่วนที่เดิมพันด้วยอนาคตของประเทศในทศวรรษหน้า
ทั้งนี้ ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมไฮไลต์ ทั้งเวทีเสวนาอัปเดตเทรนด์ AI, IoT และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โดยนายกสมาคมเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ การมอบสิทธิ์ใช้งาน GPU NVIDIA for Thai AI โซน Humanoid Showcase ให้สัมผัสและทดลองหุ่นยนต์อย่างใกล้ชิด การเปิดตัวหลักสูตร AI Developer Fast Track
สำหรับภาคธุรกิจ การมอบใบประกาศโครงการยกระดับบุคลากรด้าน Data Center และ Cloud Hosting พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างมหาวิทยาลัย กับสมาคมเทคโนโลยี และพันธมิตรระบบนิเวศเพื่อร่วมวิจัยและผลิตกำลังคนคุณภาพระดับอุตสาหกรรมแบบพร้อมใช้งาน
นอกจากนั้น ยังมีพิธีลงนามหนังสือ แสดงเจตจำนง (LOI) ครั้งประวัติศาสตร์ของ 10 หน่วยงานพันธมิตรเครือข่าย Humanoid AI Thailand ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อเชื่อมต่อและขยายผล อย่างเป็นรูปธรรมจากฐานความร่วมมือ Humanoid ASEAN+ ที่ลงนามไว้แล้วกว่า 22 หน่วยงานจาก 9 ประเทศ
ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของโครงการ UTCC AI Institute และกิจกรรมของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ที่ www.utcc.ac.th หรือเฟซบุ๊ก UTCC มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย


