“เศรษฐกิจสุขภาพ” (Wellness Economy) ทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI)ระบุว่า ตลาดเศรษฐกิจสุขภาพมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตถึง 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 สำหรับประเทศไทยมีมูลค่าตลาดประมาณ 42,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.45 ล้านล้านบาท ติดอันดับที่ 24 ของโลก
โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีจะเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ประชากรสูงวัย โรคเรื้อรังที่แพร่หลาย และปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงตลาดที่มุ่งเน้นการป้องกันและการมีอายุยืนยาวมากขึ้น ขณะที่นโยบายของรัฐบาลไทยผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติผ่านยุทธศาสตร์ Thailand Global Health Hub 2025–2034
“เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย” และ “สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค)” ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้าน Aesthetic Longevity และ Skin Longevity ที่รองรับด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่งานวิจัย เทคโนโลยี รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพที่มีมูลค่าสูงในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'เมิร์ซ' หนุนความหลากหลาย สร้างการเติบโต บนความเท่าเทียม
ตลาดความงามไทยเติบโต 6 หมื่นล้านบาท อัตราเติบโตเฉลี่ย80% ต่อปี
รู้จักตลาด Aesthetic Longevity
กระแส Longevity ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมไปถึง ‘T-Beauty’ และอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นผลลัพธ์ภายนอกในระยะสั้น สู่การดูแลสุขภาพผิวและการทำงานของผิวในระยะยาวบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทิศทาง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ขับเคลื่อนให้เกิดแนวคิด Aesthetic Longevity ซึ่งเป็นการมองความงามควบคู่กับไปกับสุขภาพผิว คุณภาพชีวิต และความมั่นใจในทุกช่วงวัย โดยมุ่งเน้นการทำความเข้าใจกลไกการเปลี่ยนแปลงของผิวลึกในระดับชีววิทยา
ภญ.กิตติวรรณ รัตนจันทร์ รองประธานบริหารอาวุโส ฝ่ายการพาณิชย์ประจำภูมิภาคญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการสร้าง Knowledge Partnership ที่ผสานความเชี่ยวชาญของนักวิจัย แพทย์ และภาคเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อศึกษาและพิสูจน์บทบาทของเวชศาสตร์ความงามที่มีต่อ Skin Longevity และ Aesthetic Longevity อย่างเป็นระบบ ทั้งยังเป็นการสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลผู้รับบริการได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น
ไทยผู้นำAesthetic Longevity
“ไทยกำลังก้าวมาเป็นหนึ่งในการดูแลสุขภาพ สุขภาวะ การแพทย์เชิงป้องกัน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศัลยกรรมความงาม และ Longevity ซึ่ง เมิร์ซ เอสเธติกส์มุ่งเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม ตามความเชื่อว่าความปลอดภัยคือรากฐานสำคัญของทุกความมั่นใจ และการดูแลสุขภาพผิวในระยะยาวเป็นการดูแลสุขภาพองค์รวม ดังนั้น อนาคตของ Aesthetic Longevity จะไม่ใช่เป็นเรื่องของการแก้ไขเชิงปัญหา แต่ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ และการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้สร้างองค์ความรู้และงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน Aesthetic Longevity ของภูมิภาคในอนาคต”
ตอบคำถามสุขภาพผิวเชิงลึก
ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า นับเป็นก้าวสำคัญในการนำศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแพลตฟอร์ม Skin Longevity ของนาโนเทค มาทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมระดับโลก เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ และรากฐานงานวิจัยด้าน Aesthetic Longevity ที่ไม่ได้มองเพียงภายนอกของผิว แต่ขยายขอบเขตการศึกษากลไกความชราของผิวลึกถึงระดับชีววิทยา เข้าใจสุขภาพของผิว รวมถึงสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม และยกระดับมาตรฐานงานวิจัยด้านสุขภาพผิวของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นาโนเทค สวทช.มีการพัฒนาแพลตฟอร์มงานวิจัย เชื่อมโยงงานวิจัยที่มีทั้งการสร้างความเข้าใจ การทดสอบประสิทธิภาพ และความปลอดภัย รวมทั้งพัฒนาการวิเคราะห์ ประเมินอายุชีวภาพของผิว เป็นการตอบคำถามเรื่องของ Aesthetic Longevity ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งความก้าวหน้าของเวชศาสตร์ความงาม และ Aesthetic Longevity ไม่ได้เพียงขับเคลื่อนผ่านผลิตภัณฑ์ แต่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ
Skin Longevity ดูแลผิวไม่เฉพาะภายนอก
ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรมแพลตฟอร์มสร้างนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยเพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว (PhytoEX) สวทช. อธิบายว่า นาโนเทคจะนำองค์ความรู้และแพลตฟอร์มทางวิทยาศาสตร์ด้าน Skin Longevity มาใช้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของผิวในระดับชีววิทยา โดยครอบคลุมการประเมินใน 3 ระดับสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของกลไกความชราของผิว (Skin Aging Hallmarks) การคงไว้ซึ่งสุขภาพและการทำงานของผิว (Skinspan) และการยืนยันผลในมนุษย์ เพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพและความงามได้ในอนาคต
ทั้งนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังสามารถนำมาใช้ศึกษาการตอบสนองและการฟื้นฟูของผิวหลังเผชิญปัจจัยแวดล้อมหรือ Exposome ไม่ว่าจะเป็นรังสีอัลตราไวโอเลต แสงสีฟ้า หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ตลอดจนติดตามการเปลี่ยนแปลงของกลไกความชราและอายุชีวภาพของผิว เพื่อช่วยอธิบายผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในระดับชีววิทยาได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท, ผู้ก่อตั้งและแพทย์ประจำ Smith Prive’ Aesthetique และวิทยากรพิเศษ สาขาวิชาตจวิทยา (หลักสูตรนานาชาติ) วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าแนวคิด Longevity ไม่ได้หมายถึงการมีอายุยืนเพียงอย่างเดียว แต่คือการยืดช่วงเวลาที่ร่างกายยังมีสุขภาพดีและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ
เช่นเดียวกับ Skin Longevity ที่ไม่ได้มองเพียงความอ่อนเยาว์ของผิวภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการทำงานของผิวในระยะยาว เนื่องจากสุขภาพผิวและสุขภาพองค์รวมล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวและไม่อาจแยกจากกันได้



