วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม 2569

Login
Login

AI-Health Tech ทางรอดการแพทย์ไทย อธิปไตย AI สร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน

ยุคสมัยของการรักษาแบบเหมารวม (One-size-fits-all) กำลังถูกดิสรัปชันด้วย การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ซึ่งไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น "ทางรอด" เชิงยุทธศาสตร์ที่จะเข้ามาแก้โจทย์วิกฤตการขาดแคลนบุคลากรและภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศ

ในงาน “SEA Health Summit 2026” : AI in Health and Longevity” จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับ RISE Innovation Consulting เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวทีระดับเมกะโปรเจกต์ที่รวม "ผู้นำ" จากทุกภาคส่วน ทั้งผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ บิ๊กเทคระดับโลก โรงพยาบาลชั้นนำ สถาบันการแพทย์ และนักลงทุน VC แถวหน้าทั่วเอเชียร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรม AI พลิกโฉม และกำหนดทิศทางอนาคตระบบสุขภาพ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'ยศชนันท์' พลิกเกมเศรษฐกิจไทย ด้วย Deep Tech - Health Tech

‘กำลังคนด้านสุขภาพ’ ในวันที่ต้องรักษา ’สมดุล’ เศรษฐกิจ – ระบบสาธารณสุข

AI ไม่ได้ดีหมด ถูกต้องทั้งหมด

นพ. จำเริญ สรพิพัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารทั่วไป โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวในช่วง “Fireside Chat: AI and Health Tech Application in Real World Setting” ตอนหนึ่งว่าโรงพยาบาลเมดพาร์ค ได้มีการนำ AI และ Health Tech มาใช้ในด้านต่าง ๆ ทั้งระบบการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อให้การส่องกล้องมีความแม่นยำ ถูกต้อง และสามารถวินิจฉัยได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการใช้ AI ปรับเปลี่ยนข้อเข่าทั้งหมด เพื่อให้เหมาะกับสรีระของแต่ละคน แผลเล็กลง เจ็บน้อยลง มีความแม่นยำมากขึ้น  รวมถึงมีการนำหุ่นยนต์มาใช้ในทางการแพทย์ ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดจะคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไข้มากที่สุด โดยการนำ AI และ Health Tech มาใช้จะต้องมีข้อมูล มีการตรวจสอบ และมีงานวิจัยเกี่ยวข้องกับการแพทย์รองรับ 

“เราอย่าคิดว่า AI ดีหมด ถูกต้องทั้งหมด เพราะ AI เป็นการกรอกข้อมูลที่คนกรอกเข้าไป การใช้เทคโนโลยี AI ต้องรู้ที่มาที่ไปของระบบ อย่าง การนำ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) และ AI มาช่วยบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพและจัดลำดับความสำคัญในกระบวนการทำงานของแพทย์เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ไปเร็วมาก สิ่งที่เรากำลังคิดว่าเป็นเรื่องอนาคต อาจจะมาถึงเร็วกว่าที่คิด เนื่องจากคอมพิวเตอร์เรียนรู้ด้วยตนเองได้”นพ. จำเริญ กล่าว

ทั้งนี้ การเพิ่มขีดความสามารถด้าน AI ของประเทศมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ ถ้าเราไม่มีขีดความสามารถของเราเอง เราต้องพึ่งพาต่างประเทศ และวันใดวันหนึ่ง ประเทศที่เป็นต้นทางเขาตัดขาด เราจะไม่สามารถใช้ AI ได้  ตอนนี้ไทยมีองค์ความรู้ และมีการทดลองทางคลินิก ซึ่งเชื่อว่า คนไทยอายุยืนถึง 100 ปี ได้อย่างแน่นอน  แต่จะมีคุณภาพหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

AI-Health Tech ทางรอดการแพทย์ไทย อธิปไตย AI สร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน

BDMS มุ่งสู่ Value-Based Care

นพ. ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ กรรมการบริหาร และประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 3 และ 6 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า BDMS มีโรงพยาบาลในเครือกว่า 60 โรงพยาบาล และมีแพทย์ที่อยู่ในโรงพยาบาลจำนวนมาก ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะนำ AI และ Health Tech มาใช้ เพราะการสร้างความไว้วางใจของทีมแพทย์และบุคลากรมีความสำคัญ เป้าหมายของ BDMS  คือ การมุ่งสู่ Value-Based Care ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ ทำให้ผลลัพธ์ของการรักษาออกมาดีที่สุด ,ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา และมีต้นทุนในการรักษาที่คุ้มค่า

“BDMS วางเป้าหมายในการเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ที่มารับบริการทุกคน โดยมุ่งเน้นที่ความปลอดภัยของคนไข้เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ซึ่งการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์  การยกระดับความแม่นยำด้วยเทคโนโลยี มีการใช้ AI และระบบหุ่นยนต์ (Robotic) เข้ามาช่วยในการคำนวณและวินิจฉัยเพื่อให้เหมาะสมกับสรีระของคนไข้แต่ละราย เพื่อให้การผ่าตัดมีความแม่นยำมากขึ้น แผลเล็กลง และมีผลการรักษาที่ดีขึ้น”นพ. ก้องเกียรติ กล่าว

หนุน HealthTech สร้างระบบนิเวศการแพทย์

นพ. ก้องเกียรติ  กล่าวต่อว่า BDMS ได้ตั้งกองทุนมาประมาณ 4-5 ปี เพื่อลงทุนและสนับสนุนสตาร์ตอัปด้านสุขภาพในประเทศไทย โดยมุ่งหวังให้คนไทยเก่งขึ้นและสร้างโอกาสให้เกิดนวัตกรรมฝีมือคนไทย และเป็นการสร้างระบบนิเวศการแพทย์ที่ยั่งยืนในไทย สนับสนุน HealthTech ไทย ขณะที่การทำ Localization BDMS จะมุ่งเน้นการพัฒนา AI ที่สอดคล้องกับบริบทของประชากรในพื้นที่ สอดรับกับแนวทางการรักษาของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ในประเทศไทย มากกว่าการพึ่งพาโมเดลจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว เพื่อให้เกิดความแม่นยำสูงสุดกับคนไทย

“BDMS เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านการแพทย์ โดยเฉพาะในเรื่องของ AI และเทคโนโลยีด้านชีวภาพ เช่น Cell Therapy เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างในการดูแลสุขภาพ นำ AI มาช่วยจัดการกระบวนการทำงานของแพทย์ เช่น การจัดลำดับความสำคัญของเคสที่ควรตรวจก่อน เพื่อช่วยให้แพทย์ทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

AI-Health Tech ทางรอดการแพทย์ไทย อธิปไตย AI สร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน

ดึงนวัตกรรม ATMPs ของมอ.สู่รักษามะเร็ง

นพ.ก้องเกียรติ กล่าวอีกว่าทาง BDMS ได้มีความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)ในการพัฒนา CAR-T Cel ซึ่งนอกจากจะเป็นความมุ่งมั่นในการยกระดับนวัตกรรมการแพทย์ไทยแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัย และแพทย์ไทย เพราะการพัฒนา CAR-T Cell ถูกนำมาใช้ในการรักษาทั้งโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และโรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE) โรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบกพร่อง พบว่าการรักษาด้วยวิธีนี้ให้ผลลัพธ์ที่ดี โดยมีอัตราการรอดชีวิต สูงถึง 90%

“ความร่วมมือดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีขีดความสามารถในด้าน ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products) หรือเทคโนโลยีชีวภาพที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงเทคโนโลยีจากต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งโครงการนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ BDMS ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการแพทย์ระดับโลก ผ่านการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมฝีมือคนไทย”

AI-Health Tech ทางรอดการแพทย์ไทย อธิปไตย AI สร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน

AI หลอนซ้อนหลอน คนต้องทำงานร่วมAI

AI จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทุกคน อย่าง Wellness หรือ Well-being ตอนนี้ทุกคนพูดถึงการป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งจริงๆ แล้วการฉีดวัคซีน ต้องรู้ด้วยว่าจะฉีดเดือนไหน เพื่อลดอัตราการเกิดโรค และเรากินอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร ต้องเรียนรู้ตัวเองด้วย เพราะการเปลี่ยนชีวิตเป็น Well-being จะต่างไปจากเดิม ทั้งเรื่องของตัวเรา และภาพใหญ่ของประเทศ ต่อให้มีเทคโนโลยีที่ดี แต่ต้องมองว่าจะทำอย่างไรให้ outcome ของคนไข้ดีขึ้นด้วย 

นพ.ก้องเกียรติ กล่าวด้วยว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของ AI  คือ หลอนซ้อนหลอน หมายถึง AI ก็หลอนและแพทย์ก็หลอนตามไปด้วย ซึ่งแพทย์ต้องไม่นำ AI เข้ามาทุกกระบวนการทำงานของแพทย์ ไม่เช่นนั้นแพทย์จะเริ่มไม่ฉลาด อย่างตนเอง หากใช้ AI ในทุกเรื่อง ตนเองจะเริ่มโง่อย่างต่อเนื่อง การทำงานของ AI เหมือนกับการทำงานของแพทย์ เพียงแต่แพทย์มี 24 ชั่วโมง และต้องนอน 8 ชั่วโมง อ่านเอกสารใน 1 วันได้ไม่เกิน 5 ฉบับ และไม่สามารถรับข้อมูลมหาศาลได้ คนมีข้อจำกัด ไม่เหมือน AI ดังนั้น แพทย์ต้องทำงานร่วมกับ AI 

“ในฐานะแพทย์ มองว่าแพทย์เป็นแรงงานฝีมือที่ประกอบอาชีพบริการทางการแพทย์ ซึ่งไทยไม่มีอธิปไตย AI  และไม่มีอธิปไตยทางการแพทย์ เพราะอย่างยาพาราเซตามอล ก็ไม่สามารถผลิตเองได้ ยากมากที่จะมีอธิปไตยทางการแพทย์ แต่ใน 2-3 ปีนี้ ส่วนตัวมองว่าไทยจะมีขีดความสามารถด้าน ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products)อย่าง ยีน หรือ Car-T Cell  และ AI ที่ไม่จำเป็นต้องแข่งสร้างโมเดลขนาดใหญ่แบบ OpenAI แต่ต้องใช้กลยุทธ์ Open Source + Expertise โดยนำโมเดลพื้นฐานมาปรับแต่งด้วยองค์ความรู้ ในไทย เพื่อให้ AI เข้าใจ Guidelines การรักษาที่เหมาะสมกับคนไทยอย่างแท้จริง”นพ.ก้องเกียรติ กล่าว