ในสายตาของโลก ประเทศไทยคือสวรรค์ของการท่องเที่ยวและอาหารรสเลิศ แต่เมื่อถามถึงการเป็น “Medical Hub” ที่ไทยประกาศตัวอย่างชัดเจน กลับถูกตั้งคำถามเสมอว่า “Why Thailand?” ทำไมต้องเป็นเทคโนโลยีจากไทย? ยิ่งเมื่อขยับมาสู่สมรภูมิ “Deep Tech” ที่มียักษ์ใหญ่ถือครองโลกเทคโนโลยีทางการแพทย์มาจากสหรัฐหรือยุโรป
งาน “SEA Health Summit 2026” : AI in Health and Longevity” จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับ RISE Innovation Consulting เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา มีคำตอบในช่วงการเสวนา “The Academic Engine of Health Tech: Talent, Research, and Support Systems” โดยมี รศ.ดร.บุญรัตน์ โล่ห์วงศ์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Meticuly กล่าวว่ากระดูกในร่างกายของคนเรามี 206 ชิ้น แต่ละส่วนแต่ละคนไม่เหมือนกัน บริษัทมองว่าต้องสร้างกระดูกทดแทนให้คนไข้เหมือนสรีระเดิม และต้องได้มาตรฐาน ISO13485 และขอรับรองจากอย.ไทย รวมถึงมาตรฐานสากลของประเทศต่างๆ
“การผ่าตัดขยับขากรรไกร (Orthognathic Surgery) หรือเคสอุบัติเหตุฉุกเฉิน เวลา คือ ต้นทุนที่แลกมาด้วยชีวิตคนไข้ ซึ่งในบริษัทใหญ่ๆ การออกแบบอุปกรณ์ หรือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เฉพาะบุคคลอาจต้องใช้เวลานาน 1-4 สัปดาห์ เป็นช่องว่างที่นวัตกรรมไทยเข้าไปยึดพื้นที่ได้ เนื่องจาก นวัตกรรม MedTech ของไทย ของบริษัทในการทำวัสดุกระดูกจากไทเทเนียม ให้แพทย์ช่วยดูออกแบบ วิเคราะห์ให้เหมาะสมกับคนไข้ใช้เวลาเพียง 1-2 วันเท่านั้น รองรับเคส Trauma/Accident ทันที โดยใช้เทคโนโลยีการประมวลผลจาก AI-Driven (Image to Design)”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'ยศชนัน' พลิกเกมเศรษฐกิจไทย ด้วย Deep Tech - Health Tech
AI-Health Tech ทางรอดการแพทย์ไทย อธิปไตย AI สร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน
ความท้าทายที่ยากกว่าพัฒนาเทคโนโลยี
รศ.ดร.บุญรัตน์ อธิบายต่อว่า ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีอาจจะไม่ใช่เรื่องยากของนักวิจัย ผู้ประกอบการ และบุคลากรทางการแพทย์ แต่เป็นการก้าวข้ามอคติในตลาดระดับบนอย่างสหรัฐ ที่มักจดจำประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวหรืออาหาร (Food & Tourism) แต่ไม่ใช่ศูนย์กลางเทคโนโลยีการแพทย์ระดับสูง (Medical Hub) ขณะที่การบุกต่างประเทศโดยไม่มีเกราะป้องกัน ถือเป็นการฆ่าตัวตาย ดังนั้น ยุทธศาสตร์ไทย ต้องลงทุนในสิทธิบัตรทั้งส่วนของตัวอุปกรณ์ กระบวนการผลิต และการยื่นจด PCT (Patent Cooperation Treaty) แม้จะมีต้นทุนสูง แต่จะเป็นสิ่งเดียวที่ป้องกันการลอกเลียนแบบในเวทีโลก
“ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ต้องได้รับมาตรฐานสากล อย่าง ISO 13485 ซึ่งจะถือเป็นตั๋วเข้าสู่ประเทศต่างๆ เพราะการได้มาตรฐานสากล ISO 13485 เป็นการพิสูจน์ว่านวัตกรรมไทยไม่ได้มีดีแค่ไอเดีย แต่มีระบบการผลิตที่ทั่วโลกยอมรับ และเมื่อศัลยแพทย์ระดับโลกเห็นความเร็วและคุณภาพที่ AI ไทยทำได้ อคติจะถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมั่น จนเกิดการยอมรับแบบปากต่อปาก ในงานประชุมวิชาการระดับโลก ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่มากกว่าการโฆษณาอย่างเดียว”
ยกระดับ Big Data เชื่อมโยงทุกสถาบัน
การเป็น “MedTech Hub” ผู้ส่งออกนวัตกรรมขั้นสูง การบุกตลาดโลกกว่า 12 ประเทศของสตาร์ตอัปไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น “ยุทธศาสตร์การล้มยักษ์” ที่ใช้ความคล่องตัวเข้าทำลายข้อจำกัดที่บริษัทข้ามชาติระดับหมื่นล้านทำไม่ได้
ศ.นพ.หม่อมหลวงชาครีย์ กิติยากร หัวหน้าสาขาภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าม.มหดิลมีทั้งหมด 31 คณะ และแต่ละคณะมีการทำนวัตกรรม เกิดความร่วมมือข้ามศาสตร์ต่อกัน ยิ่งในยุคที่ข้อมูล (Data) มีความสำคัญต่อ AI อย่างมาก แต่ไทยมีข้อจำกัดเรื่องข้อมูลน้อยกว่าประเทศจีน หรือสหรัฐ และเป็นการทำงานแบบต่างคนต่างทำ จึงเป็นทางตัน ยุทธศาสตร์ความร่วมมือในรูปแบบ Medical AI Consortium จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างพลังต่อรอง
“NECTEC (สวทช.)ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง ในการรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูล เชื่อมโยงกับกรมการแพทย์, คณะ ICT ม.มหิดล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลาง ที่จะแก้ปัญหาการจัดหมวดหมู่ข้อมูล และความจำเพาะของข้อมูล (Bias) โดยอาศัยความร่วมมือจาก Center of Excellence for AI Engineering เพื่อเทรนโมเดลให้มีความแม่นยำ ซึ่งหัวใจของการแชร์ข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ที่ลงตัว โรงพยาบาลที่ให้ข้อมูลต้องได้รับส่วนแบ่งจากความสำเร็จของโมเดล เพื่อจูงใจให้เกิดการแบ่งปันทรัพยากรอย่างยั่งยืนภายใต้มาตรฐาน PDPA และ Cybersecurity”
ขยายขอบเขตเทคโนโลยีเชื่อมภาคเอกชน
การดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเน้นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน จัดทำระบบที่ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงและใช้งานร่วมกันได้ มีการทำความตกลงเรื่องการแชร์ข้อมูลและการได้รับผลประโยชน์ตอบแทน เนื่องจากข้อมูลแต่ละชุดต้องใช้ทรัพยากรและเวลาในการจัดเก็บ โดยเน้นความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
ศ.นพ.หม่อมหลวงชาครีย์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางในอนาคต ซึ่งปัจจุบันโครงการกำลังยกระดับไปสู่ระยะที่ 2 ซึ่งมีเป้าหมายที่กว้างขึ้น โดยจะมีการผลักดันให้เกิดศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI Engineering ขยายขอบเขตเทคโนโลยี ที่ไม่ได้จำกัดแค่ Healthcare แต่จะรวมไปถึง Physical AI, เซนเซอร์ และเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) พร้อมทั้งการเชื่อมโยงภาคเอกชน จะมีการวางแผนสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการสร้างโมเดลใหม่ๆ และทำการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial) ได้จริง
จาก “Accelerator” สู่บทบาท “Promoter”
ดร.ปราการเกียรติ ยังคง อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ Founder & Group CEO - NPI Global กล่าวว่า มจธ.ไม่มีโรงพยาบาลของตัวเอง และหลายคนมักจะถามว่า FIBO ออกแบบหุ่นยนต์จะมาทำเรื่อง AI ทางการแพทย์ หรือเครื่องมือแพทย์ได้อย่างใด
ตอนนี้วิศวกรไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เขียนโปรแกรมหรือออกแบบอยู่ในห้องแล็บ แต่ต้องเดินเข้าหาคุณหมอ เพื่อเข้าไปอยู่ในห้องผ่าตัดและทำความเข้าใจปัญหาเชิงลึกร่วมกัน เพื่อผลิตและพัฒนาเครื่องมือทางการแพทย์ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้คุณหมอและตอบโจทย์ในการดูแลผู้ป่วย อย่าง เตียงหุ่นยนต์ มีการนำเซนเซอร์ ใช้AI และซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยในกระบวนการตั้งแต่การประมวลผลภาพ ไปจนถึงการออกแบบขั้นสุดท้าย เป็นต้น
“ประเทศไทยไม่ต้องการแค่ Accelerator ที่ช่วยเร่งเครื่อง แต่ต้องการ “Promoter” เหมือนโปรโมเตอร์มวยไทยระดับโลก ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเส้นทางอาชีพ เลือกเวทีที่ใช่ และมีวินัยให้แก่นักชก หรือสตาร์ตอัปอย่างใจเย็น โดยความสำเร็จ ไม่ได้หยุดแค่ในโรงพยาบาล เช่น การต่อยอด “เตียงอัจฉริยะ” จาก Homecare ไปสู่ธุรกิจ Hospitality ระดับไฮเอนด์ เพื่อพิสูจน์ว่า MedTech ไทยสามารถขยายไปสู่ส่วนต่างๆ ที่หลากหลายได้ ฉะนั้น อยากชวนทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันในการผลักดัน AI และ MedTech ของไทย”


