เมื่อพูดถึงการศึกษาไทย มักติดอยู่กับภาพของห้องเรียน ตำรา และการสอบ สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่แค่เรื่องหลักสูตรที่ล้าสมัย แต่คือการที่เรากำลังเปลี่ยนโรงเรียนให้กลายเป็น "สายพานการผลิต" แบบยุคอุตสาหกรรม 2.0 ที่เน้นแค่ประสิทธิภาพและความเหมือนกัน จนหลงลืมไปว่าหัวใจสำคัญของการเรียนรู้คืออะไร
ดร.การดี เลี้ยวไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และอนาคตศึกษา จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในงาน The Nation Visionary Club Beyond the Classroom : Thai Education Beyond Borders ว่า แผลลึกที่มองไม่เห็น เมื่อเด็กมัธยมไทยยัง ‘อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้’ โดยข้อมูลที่น่าตกใจจากการพูดคุยกับกลุ่มเยาวชน Teach for Thailand ว่า ในปัจจุบันยังมีเด็กมัธยมปลายจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว หากครูไม่อ่านข้อสอบให้ฟัง พวกเขาก็ไม่สามารถทำข้อสอบได้ นี่คือสัญญาณอันตรายที่สะท้อนว่าเรากำลังถอยหลังกลับไปหาปัญหาพื้นฐานอย่าง "การอ่านออกเขียนได้" ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของคุณภาพทุนมนุษย์
ถอดบทเรียน ความต่อเนื่องอยู่ที่ไหน
ในฐานะคนเป็นแม่ ดร.การดีสะท้อนว่า ความรับผิดชอบของพ่อแม่ไม่ใช่แค่การโพสต์เกรดสวยๆ อวดในโซเชียล แต่คือการเปิดประตูโอกาสให้ลูกได้ค้นหาศักยภาพที่หลากหลาย (Multi-potentialite) เช่น คนที่เก่งฟิสิกส์ก็สามารถรักดนตรีได้ในเวลาเดียวกัน แต่ในทางกลับกัน ระบบราชการไทยกลับเป็นอุปสรรคเสียเอง ด้วยสถิติที่มีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการถึง 21 คนในช่วง 18-20 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยแล้วอยู่ในตำแหน่งไม่ถึง 2 ปี บางคนอยู่เพียง 11 เดือนเท่านั้น นโยบายที่เปลี่ยนไปมาจึงกลายเป็น "แผลที่ลึกที่สุด" ของการศึกษาไทย เพราะการสร้างคนต้องใช้เวลาเป็น 5-10 ปี ไม่ใช่เห็นผลในชั่วข้ามคืนเหมือนภาคธุรกิจ
วงจรแห่ง ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ กุญแจสู่ความมั่นใจ
ทางออกที่ ดร.การดี เสนอคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ "ความอยากรู้อยากเห็น" (Curiosity) เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การเรียนรู้ ความรู้ และความมั่นใจ เมื่อเด็กมีความมั่นใจ พวกเขาจะกล้าตั้งคำถามและอยากเรียนรู้ในประเด็นที่ใหญ่ขึ้น โรงเรียนจึงไม่ควรเป็นเพียงสถานที่ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้เด็กได้ลองผิดลองถูกและตั้งคำถามได้โดยไม่ต้องเขินอาย
ทางรอดคือการ "ลงมือทำร่วมกัน" โดยการพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว แต่ภาคเอกชนเองก็ต้องหยุดบ่นว่าเด็กจบใหม่ไม่มีคุณภาพ แล้วหันมาร่วมมือกับชุมชนและสังคมเพื่อสร้างทักษะที่โลกการทำงานต้องการจริงๆ เพราะในอีก 10 ปีข้างหน้า งานที่เด็กๆ กำลังเรียนอยู่อาจจะไม่มีอยู่แล้ว โจทย์ใหญ่คือเราจะปั้นเด็กไทยให้เติบโตเป็น "พลเมืองโลก" (Global Citizen) ที่อยู่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนได้อย่างไร
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบายหรือเทคโนโลยีอย่างแท็บเล็ตหรือ AI แต่มันคือการตอบคำถามให้ได้ว่า "เราอยากเห็นเด็กไทยในอีก 10 ปีข้างหน้ามีหน้าตาเป็นอย่างไร" และพร้อมจะวางอิฐก้อนแรกเพื่ออนาคตของพวกเขาตั้งแต่วันนี้แล้วหรือยัง

