วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ถอดบทเรียนเนปาล ไทยเร่ง 'ดัชนีพหุภัย–แผนที่เสี่ยงภูมิอากาศ' ยกระดับเตือนภัย

กระทรวงทรัพยากรฯ ถอดบทเรียนภัยพิบัติเนปาล เร่งพัฒนาระบบเตือนภัยเชิงรุก พัฒนา “ดัชนีพหุภัย” คาดการณ์ภัยพิบัติซ้อนล่วงหน้า 3–6 เดือน จัดทำแผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศ วางแผนปรับตัวระยะยาวถึงระดับตำบล

KEY POINTS

  • กระทรวงทรัพยากรฯ ถอดบทเรียนภัยพิบัติเนปาล เร่งพัฒนาระบบเตือนภัยเชิงรุก
  • พัฒนา “ดัชนีพหุภัย” คาดการณ์ภัยพิบัติซ้อนล่วงหน้า 3–6 เดือน
  • จัดทำ “แผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศ” วางแผนปรับตัวระยะยาวถึงระดับตำบล

จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศขับเคลื่อนแผนการทำงานเชิงรุกในการเผชิญหน้ากับความท้าทายจากภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดย "สุชาติ ชมกลิ่น" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งรุดพัฒนาชุดเครื่องมือพยากรณ์ล่วงหน้าเชิงลึก ได้แก่ “ดัชนีพหุภัย (Multi-Hazard Index)” เพื่อเตือนภัยพิบัติระยะสั้น 3–6 เดือน และ “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อการวางยุทธศาสตร์ปรับตัวระยะยาวระดับตำบลจนถึงปี ค.ศ. 2100 หวังพลิกโฉมประเทศไทยจากการตั้งรับภัยพิบัติให้เป็นระบบ “เตรียมพร้อมล่วงหน้า” เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และระบบเศรษฐกิจของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ถอดบทเรียนธารน้ำแข็งเนปาล: สัญญาณเตือนภัยไทย

การขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นหลังการถอดบทเรียนโศกนาฏกรรมภัยพิบัติทางธรรมชาติระดับโลก เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดเหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มบริเวณพรมแดนทิเบตและเนปาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก โดย รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ชี้ให้เห็นว่าภัยพิบัตินี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยภัยพิบัติในปัจจุบันอาจไม่ได้เกิดขึ้นแบบเดี่ยว ๆ แต่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

แม้ว่าในเชิงภูมิศาสตร์ ประเทศไทยจะไม่มีความเสี่ยงจากวิกฤติธารน้ำแข็งละลายในแบบเดียวกับพรมแดนทิเบตและเนปาล ทว่าในความเป็นจริง ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบและความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงไม่แพ้กัน ทั้งปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย ดินโคลนถล่ม และสภาวะอากาศร้อนจัด

ประเทศไทยจำเป็นต้องมีความสามารถในการ “รู้ล่วงหน้า” เพื่อเตรียมความพร้อมของชุมชนและหน่วยงานรัฐให้พร้อมรับมือก่อนที่ภัยจะมาถึง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดความสูญเสียได้อย่างเป็นรูปธรรม

“แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งแบบเดียวกับทิเบตและเนปาล แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย ดินโคลนถล่ม และอากาศร้อนจัด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยง และมีโอกาสเกิดภัยอะไร เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนเตรียมตัวรับมือได้ก่อนเกิดเหตุ ลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด”

ยกระดับ “ดัชนีพหุภัย” คาดการณ์ระยะสั้น 3-6 เดือน

จากข้อสั่งการดังกล่าว กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้เร่งดำเนินการตามนโยบายเพื่อสร้างฐานข้อมูลความเสี่ยงที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนป้องกันภัย โดยก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้มีการพัฒนาแบบจำลองคาดการณ์สภาพภูมิอากาศระยะยาวไปจนถึงปี ค.ศ. 2100 ครอบคลุมตัวแปรสำคัญ เช่น ปริมาณฝน อุณหภูมิ และความชื้น ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรวม 11 หน่วยงาน ได้นำชุดข้อมูลดังกล่าวไปใช้วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงตามภารกิจของตนเองแล้ว

อย่างไรก็ดี สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เร่งรัดให้มีการสร้างนวัตกรรมเตือนภัยชิ้นใหม่ขึ้นมาคือ “ดัชนีพหุภัย” เพื่อเป็นกลไกเสมือนเครื่องมือช่วยมองล่วงหน้าในระยะสั้นถึงระยะปานกลาง โดยเน้นการพยากรณ์ในช่วงเวลา 3–6 เดือนข้างหน้า

เครื่องมือนี้จะระบุว่าพื้นที่ใดมีแนวโน้มจะเกิดภัยพิบัติประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม หรือสภาพอากาศร้อนจัด และที่สำคัญอย่างยิ่งคือดัชนีนี้สามารถประเมินโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติหลายชนิดทับซ้อนหรือเกิดขึ้นร่วมกันในพื้นที่เดียวกันในช่วงเวลาดังกล่าวได้อีกด้วย

ด้าน "ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช" อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ให้รายละเอียดในเชิงลึกว่า ดัชนีพหุภัยดังกล่าวได้รับการออกแบบมาให้มีความละเอียดเชิงพื้นที่สูงถึงระดับ 5 × 5 กิโลเมตร เพื่อช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เห็นภาพจุดเสี่ยงภัยได้อย่างแม่นยำชัดเจน โดยเกิดจากการนำฐานข้อมูลสภาพอากาศที่เชื่อมโยงกับภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบมาประมวลผลร่วมกัน

“จุดสำคัญคือ เราจะไม่ได้ดูเพียงว่าพื้นที่หนึ่งมีโอกาสเกิดภัยอะไร แต่จะดูด้วยว่ามีโอกาสเกิดหลายภัยร่วมกันหรือเกิดภัยต่อเนื่องกันหรือไม่ และในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า พื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมคน เตรียมอุปกรณ์ และวางแผนช่วยเหลือประชาชนได้ล่วงหน้า” ดร.พิรุณ ระบุ

“แผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศ” ยุทธศาสตร์ระดับตำบล

นอกเหนือจากมาตรการเตือนภัยเฉพาะหน้าในระยะสั้นแล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังมุ่งเน้นการวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการระยะยาว โดยสั่งการให้พัฒนา “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ลงลึกถึงระดับตำบลทั่วประเทศ เพื่อประเมินและติดตามความเสี่ยงหลักใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

  • ดินถล่ม
  • การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล
  • อุณหภูมิเฉลี่ยในระยะยาวที่เพิ่มสูงขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงของลักษณะและปริมาณฝน

แผนที่ความเสี่ยงนี้จะถูกประมวลผลและนำเสนอผ่านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ครอบคลุมสถานการณ์ฉากทัศน์ทั้งในกรณีที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปัจจุบัน และกรณีที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง โดยแบ่งช่วงเวลาการคาดการณ์ออกเป็น 2 ระยะสำคัญ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ได้แก่

  • ช่วงปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050: มุ่งเน้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์โดยตรงสำหรับการวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับท้องถิ่น และการจัดทำแผนเผชิญเหตุและเตรียมแผนรับมือภัยพิบัติของจังหวัดต่าง ๆ
  • ช่วงหลังปี ค.ศ. 2050–2100: มุ่งเน้นภาพแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว เช่น แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนยุทธศาสตร์และการเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้างของประเทศในอนาคต

เมื่อการพัฒนาเครื่องมือทั้งดัชนีพหุภัยและแผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศเสร็จสิ้น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะทำการเผยแพร่ชุดข้อมูลทั้งหมดสู่สาธารณะผ่านทาง “ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Change Information Center : CCIC) เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลภูมิอากาศของประเทศ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้หน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงานในท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าถึงและดึงข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการวางแผนป้องกันภัยและปรับตัวให้เหมาะสมสอดรับกับบริบทความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว