วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

การศึกษาเท่าเทียม พลัส! นโยบายการศึกษา ‘ภูมิใจไทย’ รัฐบาลปี69

การศึกษาเท่าเทียม พลัส! นโยบายการศึกษา ‘ภูมิใจไทย’ รัฐบาลปี69

ประเทศไทยมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ยังไม่ใช่การเรียนฟรีที่แท้จริง อีกทั้งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงปรากฎให้เห็นอยู่ และพบว่ามีเด็กกว่า 1 ล้านคน ถูกผลักออกจากระบบการศึกษา

ขณะที่รายงานจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า ต้นทุนของเด็กไทยไม่เท่ากัน ผลักให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กไทยให้ถี่ห่างมากขึ้นต่อเนื่อง เด็กในโรงเรียนขนาดเล็กผลการสอบ O-NET น้อยกว่า เด็กชนบทมีผลการประเมิน PISA ตามหลังเด็กในเมืองถึง 3 ปีการศึกษา ส่วนเรียนฟรีก็ยัง “ฟรี” ไม่จริง ผู้ปกครองต้องเงินจ่ายค่าใช้จ่ายแฝงเกือบหมื่นบาทต่อปี

ในช่วงหาเสียงที่ผ่านมา นโยบายด้านการศึกษาของแต่ละพรรคการเมือง ต่างมุ่งเน้นปฎิรูป “การศึกษา–อาหาร -สุขภาพ” โดยปักธงว่า “เรียนฟรี ต้องฟรีจริง!” ไม่ใช่เรียนฟรีแล้วพ่อแม่ผู้ปกครองต้องแบบรับค่าใช้จ่ายแฝงที่เกิดขึ้นมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘งดน้ำตาล ลดหวาน’ ทำไม?คนไทยติดหวาน หงุดหงิด โมโหง่าย!

10 วิธีกระตุ้น 'ระบบเผาผลาญ' เคล็ดลับจากวิทยาศาสตร์ที่ต้องรู้

"การศึกษาเท่าเทียม พลัส" เรียนฟรีมีจริง

พรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ปี 2569 อย่าง “ภูมิใจไทย” ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ได้มีการเสนอนโยบาย “การศึกษาเท่าเทียม  พลัส”ที่จะทำให้การเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านการดำเนินมาตรการสำคัญ คือ

  • การศึกษาเท่าเทียม พลัส 1 สร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี

 รวมคลังความรู้ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัย และวัยทำงาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

  • การศึกษาเท่าเทียม พลัส 2 Skill Bridge สะพานที่จะพาคนไทยข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

เน้นทักษะ เน้นงาน มีรายได้ นโยบายนี้จะดึงดูดบริษัทเอกชน โดยบริษัทจะเป็นผู้เขียนหลักสูตรวิชาที่มีเนื้อหาตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการรับสมัคร และนำหลักสูตรวิชาดังกล่าวบรรจุในแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ ซึ่งจะทำให้แรงงานสามารถพัฒนาความรู้ ความสามารถให้ตรงกับความต้องการทางการตลาดได้ ลดอัตราการว่างงาน และเพิ่มโอกาสการเข้าทำงานมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เรียนฟรี มีงานทำ เกิดขึ้นได้จริง

  • การศึกษาเท่าเทียม พลัส 3 ธนาคารหน่วยกิต Learning Passport

เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่เปิดโอกาสให้เด็กไทย ได้เรียนรู้ในหลากหลายสาขาวิชา โดยเมื่อเก็บเครดิตครบตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ก็จะมีการออกปริญญาบัตรให้  มาตรการนี้จะทำให้ เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา เกิดขึ้นได้จริง

เรียนฟรี มีคุณภาพ เรียนได้จากทุกที่ทุกเวลา

ดร.รัชดา ธนาดิเรก จากพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เหนือกว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการที่โรงเรียนไม่ใส่ใจ ครูไม่เก่ง หรือนักเรียนไม่ฉลาด แต่เป็นปัญหาความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง โดยภูมิใจไทยมีนโยบาย “การศึกษาเท่าเทียม พลัส” ที่จะสานต่อ ต่อยอดโครงการเดิมที่ดีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลักดันให้เกิดการเรียนฟรี มีคุณภาพ เรียนได้จากทุกที่ทุกเวลา เมื่อจบแล้วมีงานทำ

"นโยบายการศึกษาของพรรคภูมิใจไทย วางเป้าหมายชัดในการลดภาระค่าใช้จ่ายและขยายโอกาสการเรียนรู้ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลัก ทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ที่ไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ต และระบบ ธนาคารหน่วยกิต เปิดทางให้ประชาชนทุกช่วงวัยสะสมหน่วยกิตเพื่อนำไปเทียบวุฒิหรือปริญญาได้ในอนาคต"

ควบคู่กับการลดภาระทางการเงินของผู้เรียน ตั้งแต่การผลักดันดอกเบี้ยกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นศูนย์ ยกเลิกเบี้ยปรับ ไปจนถึงการอุดหนุนค่าใช้จ่ายแฝงของเด็กในพื้นที่ห่างไกล เช่น ค่าหอพัก ค่าเดินทาง และค่าสมัครสอบ เพื่อไม่ให้ฐานะทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดโอกาสทางการศึกษา

ในเชิงโครงสร้าง พรรคภูมิใจไทยเสนอ “คืนครูสู่ห้องเรียน” ลดงานที่ไม่จำเป็น เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารบุคลากร พร้อมผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้ทันสมัยและตอบโจทย์โลกปัจจุบัน ภาพรวมของนโยบายจึงมุ่งผสานการลดต้นทุนชีวิตกับการเพิ่มโอกาสผ่านดิจิทัล เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างอาชีพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกกลุ่ม

แนะแก้ปัญหาการศึกษา "เรียนฟรีต้องฟรีจริง"

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปัญหาด้านการศึกษาไทย เป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงคำประกาศเชิงนโยบาย ทั้งเรื่อง “เรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ” การกระจายทรัพยากรไปยังโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนการเร่งเดินหน้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

ที่ผ่านมา แม้ทุกพรรคการเมืองจะชูนโยบายเรียนฟรีในช่วงหาเสียง แต่ในทางปฏิบัติผู้ปกครองจำนวนมากยังคงต้องจ่ายเงินสมทบให้โรงเรียน สาเหตุสำคัญมาจากประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2554 ที่เปิดช่องให้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในบางหมวด สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้ทบทวนหรือยกเลิกประกาศดังกล่าว เพื่อขจัดอุปสรรคที่ทำให้เด็กบางกลุ่มเข้าไม่ถึงสิทธิการศึกษาอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณและระดมทรัพยากรอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะกับโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อให้เรียนฟรีต้องฟรีจริง ตามนโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี” เป็นหลักประกันที่เกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน ไม่ใช่เพียงนโยบายที่อยู่บนกระดาษ

พร้อมกันนี้ ผศ.อรรถพล ตั้งข้อสังเกตว่า นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา ประเทศไทยยังไม่สามารถมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีร่างกฎหมายค้างอยู่ถึง 7 ร่าง จึงอยากเห็นความชัดเจนจากพรรคการเมืองว่า จะเดินหน้าอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการนำร่างเดิมปี 2542 มาปรับปรุง การสังเคราะห์ร่างทั้ง 7 ฉบับร่วมกัน หรือการเริ่มต้นใหม่ด้วยการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะอย่างแท้จริง

นโยบายด้านการศึกษา สมัยภูมิใจไทยเป็นรมว.ศธ.

อย่างไรก็ตาม ในสมัยรัฐบาล "เศรษฐา ทวีสิน (ครม.เศรษฐา 1)" พรรคภูมิใจไทย โดย "พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ" นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยมอบหมายให้หน่วยงานใน ศธ. นำไปปฏิบัติ เน้นเป้าหมาย ‘เรียนดี มีความสุข’ และมีนโยบายเร่งด่วน เช่น ‘เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา’ (Anywhere Anytime) ผ่านระบบหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ฟรี และนโยบาย 1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต

อีกทั้ง มีนโยบายด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ โดยกำหนดให้ทุกโรงเรียนจัดตั้ง Virtual School เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ครูสร้างรายได้เพิ่มจากการอัปโหลดคลิปสอนในระบบ Pay-Per-View โดยมีรัฐเป็นผู้จ่ายแทนผู้เรียน

นอกจากนี้ พรรคยังเสนอการจัดตั้งสถาบันพัฒนาสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ เพื่อสร้างระบบการเรียนการสอนออนไลน์ที่ตอบสนองความต้องการของเด็กทั่วไป เด็กพิการ และเด็กด้อยโอกาส ให้สามารถเข้าถึงสื่อการเรียนคุณภาพทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเท่าเทียม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีในระบบการศึกษา โดยเน้นการมีอุปกรณ์เรียนรู้และระบบแพลตฟอร์มรองรับ ซึ่งในรายละเอียดนโยบาย ยังขยายออกมาเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1) ลดภาระครู – จัดหาอุปกรณ์สอน เช่น แท็บเล็ตให้ครูทุกคน เชื่อมโยงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตครอบคลุมทั่วประเทศ ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบุคลากร

2) ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง – นักเรียน ม.4–6 และ ปวช.1–3 ได้แท็บเล็ตฟรี เชื่อมโยงระบบออนไลน์ครบถ้วน พร้อมพัฒนาแอปและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ เนื้อหาครอบคลุมหลักสูตร ใช้ร่วมกับการเรียนในห้องเรียน (Hybrid Education) เพื่อขยายโอกาสการศึกษาให้ประชาชนทุกช่วงวัย

3) พัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) – เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเรียนและทำงานควบคู่กัน เก็บสะสมหน่วยกิตจากการเรียน การทำงาน หรือการอบรม เพื่อนำไปเทียบวุฒิหรือยกระดับคุณสมบัติได้ทั้งในและนอกระบบการศึกษา

แม้ที่ผ่านมาจะมีหลากหลาย นโยบายด้านการศึกษา เพื่อแก้ปมทางการศึกษา ครู และพัฒนาผู้เรียน แต่ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งแก้ยิ่งเพิ่ม  และมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีหลายต่อหลายครั้ง ทำให้นโยบายต่างๆ ขาดความต่อเนื่อง 

คงได้แต่หวังว่า งบประมาณประจำปี 2569 ที่ได้ถูกตั้งออกมาแล้ว การกลับมาของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จะเป็นสัญญาณให้นโยบายด้านการศึกษา มีโอกาสถูกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง  ต่อให้โผคณะรัฐมนตรี อาจจะไม่ได้เป็นคนจากพรรคภูมิใจไทย นั่งตำแหน่ง รมว.ศธ. ก็ตาม