ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาลเพื่อระบายความร้อนที่เกิดจากการใช้ไฟฟ้า โดยผลวิจัยพบว่า 1 ใน 4 ของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ การใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์สร้างผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนและภาคเกษตรกรรม เนื่องจากต้องแย่งชิงทรัพยากรน้ำจากแหล่งเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงภัยแล้ง
KEY POINTS
- ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาลเพื่อระบายความร้อนที่เกิดจากการใช้ไฟฟ้า โดยผลวิจัยพบว่า 1 ใน 4 ของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ
- การใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์สร้างผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนและภาคเกษตรกรรม เนื่องจากต้องแย่งชิงทรัพยากรน้ำจากแหล่งเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงภัยแล้ง
- ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำได้นำไปสู่การคัดค้านจากคนในพื้นที่ ทำให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในหลายประเทศถูกระงับหรือล่าช้า
- การใช้น้ำที่แท้จริงของดาต้าเซ็นเตอร์สูงกว่าที่เห็น เพราะกว่า 72% เป็นการใช้น้ำที่ซ่อนอยู่ในการผลิตไฟฟ้าและการผลิตชิปประมวลผล
รู้หรือไม่ว่า พลังงานไฟฟ้าเกือบทั้งหมดที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ AI ดึงไปใช้นั้น สุดท้ายแล้วจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็น "ความร้อน" และวิธีระบายความร้อนที่ถูกที่สุดก็คือ "การใช้น้ำมาระเหย" ทั้งในศูนย์ข้อมูล (Data Centre) และโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟให้กับศูนย์เหล่านั้น
ผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Science & Technology ได้ทำการสำรวจและจับคู่พิกัดดาต้าเซ็นเตอร์ 9,347 แห่งทั่วโลก เข้ากับข้อมูลปริมาณน้ำหมุนเวียนในแต่ละเดือน พบตัวเลขที่น่าตกใจว่า
- 1 ใน 4 (25%) ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ประสบปัญหา "ขาดแคลนน้ำ" อย่างน้อย 1 เดือนต่อปี
- เสี่ยงเพิ่มเป็น 1 ใน 3 (33%) ภายในช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2580 (ค.ศ. 2040s) ผลจากภาวะโลกร้อน
- 15% ของศูนย์ข้อมูลทั่วโลก เจอภัยแล้งยาวนานตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไปต่อปี และอีก 6% ต้องเผชิญภัยแล้งหนักหน่วงเกิน 9 เดือนต่อปี
ทำไมระยะเวลาภัยแล้งถึงสำคัญ? หากน้ำแล้งแค่เดือนเดียว ศูนย์ข้อมูลยังพอใช้น้ำที่กักเก็บไว้รับมือได้ แต่หากแล้งยาวเกิน 5 เดือน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการสูบ "น้ำบาดาล" และ "แม่น้ำ" มาใช้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบและชุมชนรอบข้าง เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และไม่สามารถกดปุ่ม "หยุดพัก" กลางคราวได้
กระแสต่อต้านลุกฮือ บล็อกโครงการยักษ์ใหญ่ทั่วโลก
ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรเริ่มส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 (ไตรมาส 1 ม.ค. – มี.ค. 2569) ในสหรัฐฯ โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ถึง 75 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกสั่งระงับหรือล่าช้าออกไป จากการคัดค้านของชุมชนในพื้นที่เรื่องน้ำและไฟฟ้า
ขณะที่ในเกาหลีใต้ รายงานจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่า โครงการที่ได้รับอนุญาตแล้ว 17 แห่ง จากทั้งหมด 33 แห่ง ต้องชะงักลงเนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่รวมตัวต่อต้านเช่นกัน ทั้งนี้ WEF ประเมินว่ามูลค่าการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกอาจสูงถึง 7 ทริลเลียนดอลลาร์สหรัฐ (หรือ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี พ.ศ. 2573 ทำให้การเลือกสถานที่ตั้งและการบริหารจัดการน้ำกลายเป็นโจทย์ที่ชี้ชะตาธุรกิจ
สหรัฐฯ แชมป์ดาต้าเซ็นเตอร์ และโจทย์การแบ่งปันน้ำ
สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุดในโลก (คิดเป็น 39% ของทั้งโลก) มีศูนย์ข้อมูลมากกว่า 20% ตั้งอยู่ในพื้นที่ขาดแคลนน้ำอย่างน้อย 1 เดือนต่อปี และอีก 14% อยู่ในพื้นที่แล้งจัดเกิน 5 เดือนต่อปี
ที่น่ากังวลคือ "ผู้ร่วมใช้น้ำ" ในลุ่มน้ำเดียวกัน
- 41% ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำที่ผู้ใช้น้ำหลักคือ "เมืองและชุมชน"
- 28% ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ผู้ใช้น้ำหลักคือ "ภาคการเกษตร"
สิ่งนี้จุดประเด็นคำถามสำคัญว่า สังคมควรจัดสรรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไร ระหว่างศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ บ้านเรือนประชาชน และแปลงเกษตรกรรม
ตัวเลขระดับโลกอาจดูน้อย แต่ผลกระทบระดับท้องถิ่น "มหาศาล"
แม้ในภาพรวมทั้งโลก ปริมาณการใช้น้ำโดยตรงของดาต้าเซ็นเตอร์คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี พ.ศ. 2573 (คิดเป็นเพียง 0.1% ของการใช้น้ำรวมทั้งโลก หรือราว 1 ใน 800 ของน้ำที่ใช้ในการเกษตร) แต่ ภัยแล้งเป็นเรื่องเฉพาะถิ่น ไม่ใช่เรื่องระดับโลก
นอกจากนี้ ผลกระทบจริงยังซ่อนอยู่นอกพื้นที่ (Off-site) ถึง 72% ผ่านรอยเท้าทางน้ำ (Water Footprint) 3 ส่วนหลัก
- การระบายความร้อนในพื้นที่ (On-site): คิดเป็น 28% ของการใช้น้ำทั้งหมด โดยใช้ประมาณ 1–3 ลูกบาศก์เมตร ต่อกำลังการคำนวณ 1 เมกะวัตต์-ชั่วโมง
- โรงไฟฟ้าจ่ายพลังงาน (Power): คิดเป็น 50% ของการใช้น้ำในห่วงโซ่คุณค่า ท่ามกลางความต้องการไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 2 เท่าภายในปี พ.ศ. 2573 เป็น 945 เทราวัตต์-ชั่วโมง (พอๆ กับที่ประเทศญี่ปุ่นใช้ทั้งประเทศ) ซึ่งไฟฟ้าส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าความร้อนที่ต้องใช้น้ำระบายความร้อนเช่นกัน
- การผลิตชิปประมวลผล (Chips): การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงต้องใช้น้ำบริสุทธิ์สูง (Ultrapure water) ในปริมาณมหาศาล โดยโรงงานผลิตชิป (Fab) เพียงแห่งเดียว ใช้น้ำเท่ากับบ้านเรือนในสหรัฐฯ รวมกันถึง 33,000 หลังคาเรือน และกว่า 40% ของโรงงานชิปที่มีอยู่และกำลังจะสร้างใหม่ ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำสูง
4 ทางออกที่มี "ผลข้างเคียง"
แม้ผู้ประกอบการพยายามหาทางลดความเสี่ยงด้านน้ำ แต่ทุกโซลูชันมักเป็นการ "ย้ายปัญหาไปไว้ที่อื่น" มากกว่าการกำจัดปัญหาให้หมดไป
- ย้ายไปตั้งในพื้นที่น้ำอุดมสมบูรณ์: ได้ผลดีที่สุด แต่มักขาดแคลนระบบสายส่งไฟฟ้า สายไฟเบอร์ออปติก หรืออยู่ห่างไกลจากกลุ่มลูกค้า
- ใช้น้ำเสียรีไซเคิล: ช่วยลดการใช้น้ำประปา แต่การสูบน้ำเสียที่บำบัดแล้วมาใช้ จะทำให้น้ำสายนั้นไม่ได้ไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเดิม ส่งผลกระทบต่อและผู้ใช้น้ำท้ายน้ำ
- แปลงน้ำทะเลเป็นน้ำจืด (Desalination): ปลดล็อกการใช้น้ำจืด แต่กระบวนการนี้กินพลังงานไฟฟ้าสูงมาก และปล่อยน้ำเค็มเข้มข้น (Brine) กลับสู่ทะเลซึ่งเสี่ยงกระทบระบบ
- ระบบระบายความร้อนด้วยลมหรือระบบปิด (Dry/Hybrid Cooling): ลดการใช้น้ำในพื้นที่ได้มหาศาล แต่ต้องแลกกับการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งหากไฟฟ้านั้นมาจากโรงไฟฟ้าความร้อน ปริมาณการใช้น้ำก็แค่ย้ายกลับไปโตขึ้นที่โรงไฟฟ้าอยู่ดี
ก้าวต่อไป จากตัวเลขโรงงาน สู่การตัดสินใจระดับลุ่มน้ำ
เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน และได้รับ "ใบอนุญาตทางสังคม" จากชุมชน ผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมุมมอง เช่น ตัวอย่างของบริษัท NEC จากญี่ปุ่น ที่เริ่มใช้วิธีประเมินความเสี่ยงน้ำระดับลุ่มน้ำ (River-basin level) รวมไปถึงประเมินน้ำที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ก่อนจะเลือกเทคโนโลยีระบายความร้อน
รายงานจาก WEF ระบุว่า หากผู้ประกอบการนำมาตรการความยั่งยืนและการกักเก็บน้ำมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน จะสามารถช่วยปลดล็อกเงินลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ชะลออยู่ได้สูงถึง 1 ทริลเลียนดอลลาร์สหรัฐ (1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ)ภายในปี พ.ศ. 2573 จากการลดปัญหาการคัดค้านและการเลิกโครงการ
ในยุคที่ความต้องการพลังงานของ AI กำลังพุ่งทะยาน การเลือกสถานที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสายไฟหรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป แต่คือ "การตัดสินใจแบ่งปันทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ร่วมกับเมือง เกษตรกร และธรรมชาติอย่างเป็นธรรม" เพื่อไม่ให้วิกฤติ 1 ใน 4 ของศูนย์ข้อมูลที่ขาดแคลนน้ำ ลุกลามกลายเป็น 1 ใน 3 ในอนาคตอันใกล้
ที่มา : Carnegie Institution for Science





