การประชุม COP31 มีความสำคัญเร่งด่วน เนื่องจากโลกกำลังจะเผชิญภาวะอุณหภูมิสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศา ซึ่งสหประชาชาติยืนยันว่าเป็นวิกฤตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว บทบาทเจ้าภาพร่วมของตุรกีและออสเตรเลียถูกตั้งคำถาม เนื่องจากทั้งสองประเทศยังคงสนับสนุนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายการลดโลกร้อน
KEY POINTS
- การประชุม COP31 มีความสำคัญเร่งด่วน เนื่องจากโลกกำลังจะเผชิญภาวะอุณหภูมิสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศา ซึ่งสหประชาชาติยืนยันว่าเป็นวิกฤตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
- บทบาทเจ้าภาพร่วมของตุรกีและออสเตรเลียถูกตั้งคำถาม เนื่องจากทั้งสองประเทศยังคงสนับสนุนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายการลดโลกร้อน
- ข้อเรียกร้องหลักในการประชุมคือการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นรูปธรรม, การสนับสนุนกลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม และการจัดหาเงินทุนจากประเทศร่ำรวยเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบ
- วิกฤตสภาพอากาศได้ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤตสิทธิมนุษยชน โดยเห็นได้จากภัยพิบัติที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก และคุกคามการดำรงอยู่ของกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก
เตรียมจับตาการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 (COP31) ที่เมืองอันทาลยา ประเทศตุรกี ระหว่างวันที่ 9–20 พ.ย.นี้ ท่ามกลางเสียงเตือนระดับสีแดงจากสหประชาชาติว่า อุณหภูมิโลกกำลังจะทะลุเพดานวิกฤติ 1.5 องศา ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พร้อมข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนจาก "คำสัญญา" เป็นการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างแท้จริง
การประชุม COP31 ในปีนี้จัดขึ้นบนฉากหลังของวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเพิ่งผ่านพ้นปีที่สถิติความร้อนถูกทำลายสัปดาห์ต่อสัปดาห์ สอดคล้องกับรายงานอย่างเป็นทางการของสหประชาชาติ (UN) ในช่วง ก.พ.–ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งยอมรับเป็นครั้งแรกว่า โลกไม่อาจหลีกเลี่ยงภาวะ "อุณหภูมิพุ่งทะลุเป้า" (Overshoot) เกินระดับ 1.5 องศา เทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมได้อีกต่อไป
ขณะที่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ออกมาตอกย้ำว่า หากต้องการยับยั้งความสูญเสียที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ทั่วโลกต้องร่วมกันลดการปล่อยคาร์บอนลงให้ได้เกือบ 1 ใน 5 ภายใน 4 ปีข้างหน้า และลดลงเกือบครึ่งหนึ่งภายในทศวรรษนี้
บทบาทคู่ "ตุรกี-ออสเตรเลีย" และเสียงขู่จากมหาสมุทรแปซิฟิก
ความพิเศษของการประชุม COP31 ครั้งนี้คือโครงสร้างผู้นำแบบเจ้าภาพร่วม โดย ตุรกี ทำหน้าที่เปิดเมืองอันทาลยาเป็นพื้นที่จัดการประชุม ขณะที่ ออสเตรเลีย รับบทบาทเป็นประธานนำการเจรจาทางการ
อย่างไรก็ตาม รูปแบบเจ้าภาพร่วมนี้ถูกตั้งคำถามจากองค์กรภาคประชาสังคมและกลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างหนัก เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างมี "ตราบาป" ด้านสิ่งแวดล้อม
- ตุรกี ยังคงพึ่งพาพลังงานถ่านหินและเดินหน้าเร่งขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ
- ออสเตรเลีย วางตัวเป็นผู้นำการเจรจาระดับโลก แต่ในบ้านกลับยังคงอนุมัติและสนับสนุนการขุดเจาะเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง
ข้อขัดแย้งนี้สะท้อนชัดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก เช่น ตูวาลู และคิริบาส ซึ่งได้รับผลกระทบขั้นวิกฤติทั้งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ลมพายุ และการรุกรานของน้ำเค็ม จนเสี่ยงสูญเสียทั้งแผ่นดินและวัฒนธรรม โดยก่อนหน้านี้ นักเรียนและเยาวชนจากแปซิฟิกได้สร้างประวัติศาสตร์นำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ซึ่งมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อกลางปี 2025 ว่า "รัฐบาลทั่วโลกมีหน้าที่ทางกฎหมายในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนจากผลกระทบของสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง"
โศกนาฏกรรมปี 2026 สิทธิมนุษยชนที่แลกด้วยชีวิต
วิกฤติสภาวะอากาศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่คือวิกฤติสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง โดยในปี 2026 โลกต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ต่อเนื่อง:
- ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยถล่ม ก่อให้เกิดแฟลชฟลัดคร่าชีวิตผู้คนในเนปาลและทิเบตมากกว่า 1,400 ศพ
- อุทกภัยแอฟริกาตอนใต้ ในโมซัมบิก เอสวาตินี แอฟริกาใต้ และซิมบับเว คร่าชีวิตประชาชนกว่า 200 คน พร้อมทำลายบ้านเรือน โรงเรียน และพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้าง
- คลื่นความร้อนและภัยแล้งสุดขั้ว ที่ส่งผลให้เกิดไฟป่าในตุรกี อินโดนีเซีย ยุโรป แอฟริกาเหนือ และแคนาดา มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคนและต้องอพยพผู้คนระลอกใหญ่
3 วาระเปลี่ยนโลก ที่ COP31 ต้องลงนาม
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และกลุ่มภาคีเครือข่ายสิ่งแวดล้อม ยื่นข้อเรียกร้องหลัก 3 ข้อที่รัฐบาลทั่วโลกต้องตกลงร่วมกันให้ได้ใน COP31 อันทาลยา
- ดับวิกฤติที่ต้นตอ (Phase-out Fossil Fuels): หยุดการขยายโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่ทันที และวางโรดแมปยุติการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซอย่างเป็นธรรม โดยประเทศร่ำรวยที่ปล่อยคาร์บอนสะสมมานานต้องเป็นผู้นำในการลดให้เร็วที่สุด พร้อมยกเลิกภาษีอุดหนุนกลุ่มทุนฟอสซิล
- ขับเคลื่อนกลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition Mechanism): เปิดใช้งานกลไกที่จัดตั้งขึ้นจากการประชุม COP30 ให้มีงบประมาณจริง และให้กลุ่มชาติพันธุ์ ประชาชนพื้นเมือง และแรงงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
- ยกระดับเงินทุนเพื่อสภาวะภูมิอากาศ (Climate Finance): กลุ่มประเทศรายได้สูงต้องจัดหาเงินทุนในรูปแบบ "เงินอุดหนุน" (Grants) ไม่ใช่เงินกู้ยืมที่จะสร้างภาระหนี้สินแก่ประเทศยากจน เพื่อใช้ในการรับมือ ความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) และการอนุรักษ์ระบบนิเวศ
"การไม่ดำเนินมาตรการทางสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นกลาง แต่คือการตัดสินใจทางการเมืองที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนฟอสซิล บนความสูญเสียชีวิตและสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชาติ"
การประชุม COP31 ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในวันที่ 9 พ.ย. นี้ จึงไม่ใช่แค่เวทีเจรจาทางการทูตทั่วไป แต่เป็นนิมิตหมายสำคัญว่า ผู้นำโลกจะเลือกปกป้องผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมพลังงานแบบเดิม หรือจะเลือกปกป้องอนาคตของมนุษยชาติก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ที่ : Amnesty





