“SWITCH 2026” สิงคโปร์โชว์ 3 สตาร์ทอัพไคลเมตเทค ผู้ผลิตนวัตกรรม เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
KEY POINTS
- CRechTech: นวัตกรรมเปลี่ยนก๊าซชีวภาพจากขยะชีวมวลให้เป็น "ไบโอเมทานอล" เชื้อเพลิงเหลวที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
- WaveScan: เทคโนโลยีสแกนโครงสร้างอาคาร 3 มิติแบบไม่ทำลาย เพื่อการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ช่วยยืดอายุการใช้งานอาคารและลดคาร์บอนจากการก่อสร้างใหม่
- GUSH: สีทาบ้าน "CoolX" ที่ผสมแอโรเจลทำหน้าที่เป็นฉนวนและสะท้อนความร้อน ช่วยลดอุณหภูมิในอาคารและประหยัดพลังงานจากเครื่องปรับอากาศได้ถึง 20%
งาน “Singapore Week of Innovation and Technology” หรือ “SWITCH 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม 2569 ณ Marina Bay Sands ประเทศสิงคโปร์ เต็มไปด้วยสตาร์ทอัพด้านไอทีจากทั่วทุกมุมโลกมาแสดงผลงาน แม้ในปีนี้งานจะเน้นไปที่เอไอและดีพเทค แต่นวัตกรรมประเภท “Climate Tech” เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็น่าจับตามองไม่แพ้กัน
“กรุงเทพธุรกิจ” ได้รวบรวม 3 บริษัท Climate Tech จากห้องปฏิบัติการวิจัยมาประยุกต์ใช้งานจริง เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานยั่งยืน การปกป้องโครงสร้างเมืองอัจฉริยะ และการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม
“CRechTech” พลังงานสะอาดจากขยะชีวมวล
ขยะและน้ำเสียชีวมวล เช่น น้ำเสียจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม (POME) และน้ำเสียเทศบาล เป็นหนึ่งในปัญหาหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปลดปล่อยก๊าซชีวภาพอันประกอบด้วยก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อน ประกอบกับแหล่งผลิตก๊าซชีวภาพมักตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ยากต่อการเชื่อมต่อกับระบบสายส่งไฟฟ้าหรือท่อส่งก๊าซธรรมชาติ
เพื่อแก้ปัญหานี้ “CRechTech” บริษัทพลังงานสะอาด จึงได้คิดค้นเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาเฉพาะ “CRecREF™” ซึ่งเป็นกระบวนการ 2 ขั้นตอน โมดูลาร์ที่สามารถแปรรูปก๊าซชีวภาพ ณ แหล่งกำเนิด ให้กลายเป็นก๊าซสังเคราะห์ แล้วแปลงต่อเป็น “ไบโอเมทานอล” ที่มีสถานะเป็นของเหลวในอุณหภูมิและความดันปรกติ ซึ่งสามารถลดอุปสรรคทางโลจิสติกส์และลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งก๊าซหรือพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไบโอเมทานอลที่ผลิตได้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานเพื่อการลดคาร์บอนในหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในการขนส่งทางเรือ การแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) หรือใช้เป็นวัตถุดิบผสมในไบโอดีเซล B50 ของอินโดนีเซีย รวมไปถึงการใช้เป็นเชื้อเพลิงสะอาดสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองในดาต้าเซ็นเตอร์แทนการใช้ดีเซล
“โครงการนี้ เป็นแนวทางสำคัญที่จะมีส่วนช่วยรับมือกับวิกฤติและการขาดแคลนพลังงานในอนาคต เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้ต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงและยืดหยุ่นทางพลังงาน สนับสนุนการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นผลิตเชื้อเพลิงใช้เอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ” ดร. ลิม คัง ฮุย ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ CRechTech
ปัจจุบัน CRechTech ได้รับทุนสนับสนุนจาก Breakthrough Energy Fellows (กองทุนของบิล เกตส์) ในการขยายระดับเทคโนโลยี โดยตั้งโรงงานผลิตตัวเร่งปฏิกิริยาในเมืองบาตัง (Batang) พร้อมทำข้อตกลงร่วมกับ Pertamina NRE ในอินโดนีเซียเพื่อพัฒนาโรงงานนำร่องในเขตเศรษฐกิจพิเศษ Sei Mangkei และมีโครงการนำร่องในสหรัฐฯ ซึ่งหากขยายผลไปยังโรงงานน้ำมันปาล์ม 1,000 แห่งในอินโดนีเซีย จะสามารถผลิตไบโอเมทานอลได้สูงถึง 7 ล้านตันต่อปี
“WaveScan” สแกนตึกหาความเสียหายของโครงสร้าง
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาดินทรุด ภัยพิบัติ และเวลา ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออาคารบ้านเรือน เช่น รอยแตกร้าว โพรงอากาศ และการกัดกร่อนของเหล็กเสริมภายใน แต่การตรวจสอบโครงสร้างตึกกลับตรวจจับได้เฉพาะความเสียหายบนพื้นผิวภายนอกเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถรับรู้สัญญาณเตือนภายใน จนนำไปสู่อุบัติเหตุอาคารหรืออุโมงค์พังถล่ม
WaveScan บริษัทดีพเทค จึงได้วิจัยและพัฒนาระบบสแกนภาพ 3D ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านานกว่า 8 ปี สำหรับตรวจสอบความสมบูรณ์ของโครงสร้างพื้นฐานแบบไม่ทำลาย (NDT) เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความยั่งยืนของเมือง ซึ่งนับเป็นระบบสแกนที่สามารถมองทะลุเนื้อวัสดุ ในระดับมิลลิเมตรแห่งแรกของโลก อาศัยคลื่นไมโครเวฟความถี่ปลอดภัยที่ไร้รังสีอันตราย มีความแม่นยำทางพื้นที่สูงถึง 3 มิลลิเมตร โดยตัวเครื่องเป็นระบบโมดูลาร์ที่ถือใช้งานด้วยมือ หรือติดตั้งกับหุ่นยนต์ไต่ผนังและโดรนเพื่อสแกนอาคารสูงได้อย่างครอบคลุม
ผลการสแกนแบบแยกชั้น จะถูกนำมาประมวลผลร่วมกับระบบเอไอในการต่อภาพและวิเคราะห์ความผิดปกติของโครงสร้างคอนกรีต จากนั้นระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับโมเดล BIM หรือ Digital Twin เพื่อสร้างประวัติสภาพโครงสร้างอาคารในรูปแบบดิจิทัล ช่วยให้วิศวกรวินิจฉัยความบกพร่อง วางแผนซ่อมบำรุง และตัดสินใจเชิงโครงสร้างได้อย่างแม่นยำ
“อาคารมีการเสื่อมโทรมตามกาลเวลาเช่นเดียวกับร่างกายมนุษย์ หากรอให้เกิดอาการหรือความเสียหายปรากฏภายนอกก่อนแล้วค่อยซ่อม มักจะสายเกินไป” คุช อัครวาล ผู้ก่อตั้งและ CEO กล่าว พร้อมย้ำว่าวิศวกรจำเป็นต้องมี “X-ray Vision เพื่อมองทะลุคอนกรีต ช่วยให้วินิจฉัยความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนจะเกิดความเสียหายร้ายแรง”
การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน สามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของอาคารเดิม ทำให้ไม่ต้องทุบทำลายสิ่งก่อสร้างก่อนเวลาอันควร เนื่องจากอาคารและคอนกรีตมีการกักเก็บคาร์บอนปริมาณมหาศาล การยืดอายุอาคารจึงช่วยลดการผลิตวัสดุและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการก่อสร้างใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบันเทคโนโลยี WaveScan ได้รับการรับรอง และนำไปใช้งานจริงแล้วในสิงคโปร์ ฮ่องกง ยุโรป และโรงงานอุตสาหกรรมในไทย
“GUSH” สีทาบ้านช่วยบ้านเย็น
ในประเทศเขตร้อนชื้น ผนังคอนกรีตจะดูดซับและสะสมความร้อนจากแสงอาทิตย์ตลอดทั้งวัน แล้วคายความร้อนออกมาภายในอาคารในช่วงกลางคืน ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง แม้ในตลาดจะมีสีสะท้อนความร้อน แต่สีแบบเดิมมักจำกัดอยู่เฉพาะโทนสีสว่างหรือสีขาวเท่านั้น และต้องทาซ้ำถึง 3 ชั้น (รวมน้ำยารองพื้น) ซึ่งสร้างภาระทั้งด้านต้นทุนวัสดุ แรงงาน และระยะเวลาในการทาสีอาคาร
GUSH สตาร์ทอัปพัฒนานวัตกรรมวัสดุเคลือบผิว จึงได้พัฒนา “CoolX” สีทาบ้านช่วยให้บ้านเย็นขึ้น โดยลดขั้นตอนการทาสีแบบเดิมให้เหลือเพียงชั้นเดียว พร้อมรวมน้ำยารองพื้นไว้ในตัว ช่วยลดการใช้วัสดุและแรงงานลงได้ถึงสองในสาม ด้วยการผสมเทคโนโลยี “แอโรเจล” เข้ากับเนื้อสีเคมีได้อย่างเสถียร ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเบาะอากาศฉนวนกันความร้อนบนผนัง ป้องกันไม่ให้ความร้อนถ่ายเทเข้าสู่ตัวตึก ส่งผลให้สีรุ่นนี้มีคุณสมบัติทั้งสะท้อนและเป็นฉนวนกันความร้อน ซึ่งสามารถใช้ได้แม้กระทั่งโทนสีเข้ม และสามารถลดอุณหภูมิภายในอาคารได้สูงสุดถึง 4 องศาเซลเซียส
สีของ GUSH ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของระบบทำความเย็นในอาคารได้ถึง 15-20% และสามารถใช้ได้ทั้งในประเทศที่มีภูมิอากาศเขตร้อนชื้น และประเทศที่มี 4 ฤดูกาล ซึ่งช่วยกักเก็บความร้อนไม่ให้ระเหยออกนอกอาคารในฤดูหนาว อีกทั้งยังไร้สารเคมีและน้ำมันอันตราย
ปัจจุบัน CoolX ถูกนำไปใช้มากกว่า 8,000 โครงการทั่วสิงคโปร์ ครอบคลุมทั้งโครงการอาคารที่พักอาศัยสาธารณะ โรงพยาบาล โรงแรม และอาคารพาณิชย์ พร้อมแผนขยายฐานการผลิตร่วมกับผู้ผลิตในไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อลดต้นทุนขนส่งและสร้างงานให้คนในพื้นที่
นอกจากนวัตกรรมสีทาผนังภายนอกแล้ว GUSH ยังขยายโซลูชันไปยังพื้นผิวสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ แผ่นฟิล์มติดกระจก ClearCool ที่ช่วยบล็อกรังสี UV และอินฟราเรดได้สูงถึง 99% โดยที่กระจกยังใสเหมือนเดิม ตลอดจนสีเคลือบพื้นผิวโลหะสูตรน้ำสำหรับทาหลังคารถบัสประจำทางในสิงคโปร์ เพื่อลดการสะสมความร้อน ช่วยประหยัดการใช้เชื้อเพลิงดีเซลและพลังงานของระบบปรับอากาศในรถ อีกทั้งยังมีสีทาภายในสูตร Care และ Clean Care ที่ปราศจากสาร VOCs และฟอร์มาลดีไฮด์ สามารถย่อยสลายมลพิษในอากาศและป้องกันเชื้อราในภาวะความชื้นสูงได้อย่างดีเยี่ยม
เลสเตอร์ เหลียง ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ GUSH กล่าวว่า “เมื่อโลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เราจำเป็นต้องมีโซลูชันที่ช่วยลดความร้อนนี้ สำหรับองค์กรใหญ่ การลดคาร์บอนคือเป้าหมายสำคัญ ส่วนประชาชนทั่วไป การใช้วัสดุอย่างสีและฟิล์มของเราจะช่วยให้คุณอยู่อาศัยได้อย่างเย็นสบายขึ้น” พร้อมกล่าวถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมว่า “เราไม่ได้ตั้งเป้าที่จะเป็นอันดับหนึ่งในตลาดสีตกแต่งทั้งหมด แต่เป้าหมายของเราคือวันหนึ่งเราจะก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในตลาดโซลูชันวัสดุเคลือบผิวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”





