การเงินเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงินเชิงส่งเสริม คือเครื่องมือสำคัญในการปลดล็อกเงินทุนภาคเอกชน เพื่อแก้ปัญหาการขาดกลไกแบ่งปันความเสี่ยงสำหรับโครงการทางทะเล ประเทศไทยได้นำแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินมาใช้ในแผนพัฒนาชาติฯ และมีภาคเอกชนนำร่องระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืน
KEY POINTS
- การเงินเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงินเชิงส่งเสริม (Catalytic Blue Finance) คือเครื่องมือสำคัญในการปลดล็อกเงินทุนภาคเอกชน เพื่อแก้ปัญหาการขาดกลไกแบ่งปันความเสี่ยงสำหรับโครงการทางทะเล
- ทุนประเภทนี้ไม่ได้จำกัดแค่สำหรับสตาร์ทอัพ แต่ถูกใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมและโครงการขนาดใหญ่เพื่อเอาชนะอุปสรรคด้านการลงทุน เช่น ความเสี่ยงของประเทศ หรือเทคโนโลยีใหม่
- ประเทศไทยได้นำแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินมาใช้ในแผนพัฒนาชาติฯ และมีภาคเอกชนนำร่องระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทางทะเล
มหาสมุทรไม่ใช่แค่แหล่งธรรมชาติ แต่คือ "เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ" ที่ค้ำจุนตำแหน่งงานมากกว่า 100 ล้านตำแหน่งทั่วโลกทว่าโครงการอนุรักษ์และนวัตกรรมทางทะเลจำนวนมากกลับติดล็อก ไม่สามารถข้ามผ่านระยะเริ่มต้นไปสู่ระดับเชิงพาณิชย์ได้ รายงานฉบับใหม่จากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum หรือ WEF) ร่วมกับมูลนิธิ UBS Optimus Foundation ได้ออกมาเปิดเผยทางรอดสำคัญ: ปัญหาไม่ได้เกิดจาก "การขาดแคลนเงินทุน" แต่เกิดจาก "ขาดกลไกแบ่งปันความเสี่ยง" ซึ่งเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Catalytic Blue Finance (การเงินเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงินเชิงส่งเสริม) คือคำตอบในการดึงดูดเงินทุนภาคเอกชนเข้ามาขับเคลื่อน
เปิดอินไซด์จากข้อมูล 229 ดีลทั่วโลก ทุนเร่งการเติบโตไม่ได้มีไว้แค่สำหรับ "สตาร์ทอัพ"
การวิเคราะห์ธุรกรรมการลงทุนทางทะเล 229 รายการที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2564 – 2569 ชี้ให้เห็นผลลัพธ์ดังนี้
- กระจายตัวในทุกอุตสาหกรรม: 46% ของรายการลงทุนทั้งหมดมีการใช้ "ทุนเร่งการเติบโต" และที่น่าประหลาดใจคือ ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มั่นคงแล้ว เช่น ท่าเรือ การขนส่งทางเรือ พลังงานลมลม offshore และระบบผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ก็มีการใช้เงินทุนประเภทนี้สูงถึงเกือบ 40%
- บิ๊กดีลก็ยังต้องการทุนนี้: 78% ของโครงการที่มีขนาดการลงทุน 100 ล้าน – 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,500 – 17,500 ล้านบาท) ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากทุนเร่งการเติบโต เพื่อเอาชนะอุปสรรคด้านความเสี่ยงของประเทศ กระบวนการขออนุญาตที่ซับซ้อน หรือเทคโนโลยีที่เป็นรุ่นแรกในตลาด
- สตาร์ทอัพทางทะเลเติบโตพุ่งทะยาน: มูลค่าของกิจการระยะเริ่มต้นในกลุ่มโอกาสทางทะเลใหม่ๆ เติบโตจาก 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน พ.ศ. 2553 พุ่งสูงถึง 24,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน พ.ศ. 2568 และทำให้มูลค่ารวมของสตาร์ทอัพกลุ่มนี้สูงแตะ 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.2 ล้านล้านบาท)
โมเดลการเงิน ปลดล็อกโครงการทะเลสู่โอกาสลงทุนซ้ำได้
เพื่อให้เข้าใจทิศทางนี้ รายงาน WEF ได้เสนอแนวทาง Ocean Investment Matrix เพื่อเปลี่ยนโครงการที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นการลงทุนที่ขยายผลได้จริง 4 รูปแบบ ได้แก่ กองทุนเฉพาะทาง (Portfolio Solutions) ใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริหารเงิน เพื่อกระจายความเสี่ยงให้แก่นักลงทุนรายย่อยและสถาบันทั่วไป
การรวบรวมผ่านสถาบันการเงินท้องถิ่น (Aggregation) ให้ธนาคารในพื้นที่เป็นผู้ปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดเล็ก เช่น ฟาร์มสัตว์น้ำ หรือการท่องเที่ยวชายฝั่ง แล้วใช้นักลงทุนภายนอกเข้ามาหนุนด้วยค้ำประกันพอร์ตสินเชื่อ และ การผลักดันนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ (Commercialization) อุดช่องว่างทางการเงินในช่วงที่สตาร์ทอัพต้องขยายจาก "โครงการทดลอง" ไปสู่ "ระดับอุตสาหกรรม" และท้ายสุด การเงินผสมผสานเพื่อธรรมชาติ (Blended Finance) ผสานเงินบริจาค เงินกู้ผ่อนปรน และเงินทุนเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนคุณค่าของการดูดซับคาร์บอนและอนุรักษ์ปะการังให้กลายเป็นรายได้ยั่งยืน
ส่องประเทศไทย ขยับทัพสู่ศูนย์กลาง "Blue Economy" ของภูมิภาค
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร ภาคเศรษฐกิจสีน้ำเงินถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเช่นกัน
- การบูรณาการในแผนชาติ: ประเทศไทยได้บรรจุแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินไว้ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) เพื่อมุ่งสู่การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนวิสัยทัศน์พัฒนาทรัพยากรชายฝั่งอย่างยั่งยืน
- การนำร่องตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Blue Finance): ภาคเอกชนไทยอย่างกลุ่ม ไทยยูเนี่ยน (Thai Union) ได้กลายเป็นผู้นำระดับโลกในการระดมทุนผ่าน Sustainability-Linked Loans และ Bonds (สินเชื่อและหุ้นกู้ที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน) รวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการเงินสีน้ำเงินให้สูงถึง 80% ของพอร์ตการเงินระยะยาวภายใน พ.ศ. 2568 - 2569
- ความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก: ธนาคารโลก (World Bank) และองค์กรการเงินระหว่างประเทศได้ร่วมมือกับหน่วยงานไทยในการเตรียมความพร้อมกลไกการเงินสีน้ำเงิน เพื่อปกป้องระบบนิเวศชายฝั่ง ป้องกันการกัดเซาะ และฟื้นฟูป่าชายเลน รวมถึงการใช้พลังระดมทุนภาคประชาชน เช่น โครงการ "Koh Tao, Better Together" เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs บนเกาะเต่า
การเงินเพื่อเศรษฐกิจสีน้ำเงินไม่ได้หยุดอยู่แค่การรับความเสี่ยงก้อนแรก (First loss) แต่คือการพิสูจน์ให้ตลาดเห็นเป็นครั้งแรก (First proof) เพื่อเปลี่ยนธุรกรรมต้นแบบให้กลายเป็นแนวทางที่ทำซ้ำได้ทั่วโลก ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนให้แก่ท้องทะเลไทยและโลกต่อไป





