มจธ. ผนึก Queen Mary มหาวิทยาลัยระดับโลกจากอังกฤษ เปิดตัว 3 หลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติ 2 ปริญญา พร้อมตั้งศูนย์วิจัยขั้นสูง ชูโมเดล ‘Flying Faculty’ หนุนอธิปไตยทางวิทยาศาสตร์ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานไฮเทค
KEY POINTS
- มจธ. ร่วมมือกับ Queen Mary University of London (QMUL) เตรียมเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกปีการศึกษา 2570 ใน 3 สาขาแห่งอนาคต ได้แก่ วิศวกรรมข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Data & AI), วิศวกรรมระบบอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้าอัจฉริยะ (Intelligent Electronic & Electrical System) และวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (Robotics & AI)
- นำโมเดล Flying Faculty มาใช้ในไทยเป็นครั้งแรก โดยบินตรงคณาจารย์จาก QMUL มาร่วมสอนกับอาจารย์ มจธ. ในรูปแบบ Research-Led Teaching
- พร้อมร่วมจัดตั้งศูนย์วิจัย Queen Mary KMUTT International Center for Future Technologies ณ กรุงเทพฯ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระยะยาว
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ Queen Mary University of London (QMUL) มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำระดับโลกและสมาชิกกลุ่ม Russell Group จากสหราชอาณาจักร ประกาศความร่วมมือทางวิชาการครั้งสำคัญในการเปิดตัว 3 หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) แบบ 2 ปริญญา (Dual Degree 4 ปี) และจัดตั้งศูนย์วิจัย International Center for Future Technologies ณ กรุงเทพมหานคร
โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และบริติช เคานซิล (British Council) ผ่านโครงการทุน UK-Thailand TNE Exploratory Grants 2025 เพื่อมุ่งยกระดับอธิปไตยทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาทุนมนุษย์สมรรถนะสูง และตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานเทคโนโลยีทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี
'เดลต้า' หารือ 'สภาพัฒน์' สะท้อน 4 ปัญหา ฉุดการลงทุนอุตฯ ไฮเทคไทย
3 หลักสูตรวิศวกรรมอนาคต
การเปิดตัวหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติปริญญาคู่ (Dual Degree) 4 ปี จัดการเรียนการสอนในกรุงเทพฯ เตรียมเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปีการศึกษา 2570 ครอบคลุม 3 สาขาวิชาสำคัญ ได้แก่
1.วิศวกรรมข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Data and Artificial Intelligence Engineering): มุ่งพัฒนาวิศวกรที่มีความเข้าใจครบทั้งวงจร Data-to-Deployment ตั้งแต่การจัดการและวิศวกรรมข้อมูล การพัฒนา AI และ Machine Learning ไปจนถึงการนำระบบไปใช้งานจริง ครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญ เช่น Cloud Computing, Deep Learning, Generative AI และ MLOps พร้อมการเรียนรู้ผ่านโครงงานและประสบการณ์จริง
2.วิศวกรรมระบบอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้าอัจฉริยะ (Intelligent Electronic and Electrical System Engineering): มุ่งพัฒนาวิศวกรที่สามารถประยุกต์ความรู้ด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบอัจฉริยะสำหรับโลกอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต
3.วิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (Robotics and Artificial Intelligence Engineering): มุ่งพัฒนาวิศวกรที่สามารถบูรณาการหุ่นยนต์ AI และระบบอัจฉริยะ เพื่อพัฒนาระบบอัตโนมัติที่สามารถรับรู้ วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ เหมาะกับการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีขั้นสูง
นำร่องโมเดล ‘Flying Faculty’
การเรียนการสอนในหลักสูตรนี้ได้นำโมเดล "Flying Faculty" มาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยคณาจารย์และนักวิจัยจาก QMUL จะเดินทางมาจัดการเรียนการสอนร่วมกับอาจารย์ มจธ.โดยตรง ทำให้นักศึกษาไทยสามารถเข้าถึงการศึกษานานาชาติคุณภาพสูงตามมาตรฐานสหราชอาณาจักรได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศตลอดหลักสูตร
โมเดล Flying Faculty เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาข้ามชาติ (TNE) ที่ QMUL เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศจีน ร่วมกับ Beijing University of Posts and Telecommunications (BUPT) มาตั้งแต่ปี 2004 และเป็นสถาบันนานาชาติแห่งแรกที่ได้รับการรับรองโมเดลนี้จากกระทรวงศึกษาธิการจีน ตลอดระยะเวลา 22 ปีในจีน QMUL ได้ผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงานโลกแล้วกว่า 13,500 คน จากจำนวนนักศึกษาที่เข้าเรียนกว่า 20,000 คน การนำโมเดลนี้มาใช้ในไทยจึงเป็นการเปิดมิติใหม่ของความร่วมมือระยะยาว 10–20 ปี ที่สร้างบนพื้นฐานของความไว้วางใจ การแบ่งปันองค์ความรู้ และการยกระดับมาตรฐานวิชาการร่วมกัน ทั้งนี้ หลักสูตรเปิดรับทั้งนักศึกษาชาวไทยและต่างชาติ ค่าธรรมเนียมการศึกษาอยู่ที่ 450,000 บาทต่อปีการศึกษา (รวมตลอดหลักสูตร 4 ปี 1,800,000 บาท)
ผนึกจุดแข็งสองสถาบัน ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัย
ศ.ดร. คอลิน เบลีย์ (Colin Bailey) อธิการบดีและผู้บริหารสูงสุด คลีนแมรี มหาวิทยาลัยลอนดอน QMUL เปิดเผยว่า มจธ. เป็นพันธมิตรที่มีความพร้อมสูงและได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากการจัดอันดับของ Times Higher Education World University Rankings อีกทั้งยังมีสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมายาวนานกว่า 30 ปี ขณะที่ QMUL ติดอันดับที่ 32 ของโลกด้านคุณภาพงานวิจัย อันดับที่ 15 ด้านมุมมองนานาชาติ (International Outlook) และอันดับที่ 25 ด้านความร่วมมือทางการวิจัยระดับสากล
ศ.ดร. คอลิน กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้นับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญของทั้งสองมหาวิทยาลัย และเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักศึกษาในประเทศไทย โดย Queen Mary มีความเชื่อมั่นว่าการศึกษาที่เป็นเลิศควรมุ่งพัฒนาศักยภาพ ขยายโอกาส และสนับสนุนนักศึกษา เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีให้แก่โลก การนำความเชี่ยวชาญในการวิจัยและประสบการณ์ทางการศึกษาระดับสากลกว่า 20 ปี ของ Queen Mary ผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์ของ มจธ. นับเป็นการสร้างสรรค์ที่ไม่มีสถาบันใดทำได้เพียงลำพัง ความร่วมมือครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่การมอบใบปริญญา แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่น แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาและบ่มเพาะวิศวกร นวัตกร และผู้นำรุ่นใหม่ ที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีในอนาคตของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
การเรียนการสอนจะเป็นรูปแบบ Research-Led Teaching ที่นำผลงานวิจัยล่าสุดมาถ่ายทอดโดยตรงจากคณาจารย์ที่เป็นผู้แต่งตำราเรียนและผู้นำการวิจัยระดับโลก เพื่อบ่มเพาะวิศวกรให้มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านเทคนิค คิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ สื่อสาร และทำงานข้ามวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง มจธ. และ Queen Mary University of London นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับการศึกษาในประเทศไทย โดยการนำความแข็งแกร่งของ มจธ. ด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยประยุกต์ รวมทั้งความใกล้ชิดและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม มาผสานเข้ากับความเป็นเลิศทางวิชาการระดับสากลของ Queen Mary นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ระดับนานาชาติอย่างแท้จริง ณ วิทยาเขตกรุงเทพฯ พร้อมเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และมุมมองระดับสากลที่จำเป็นต่อการเติบโตในสายงานซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาทิ AI และ Data
รศ.ดร.สุวิทย์ ระบุเพิ่มเติมว่า มจธ. มุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษาใหม่ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษารับมือกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ได้อยู่เพียงการเปิดตัว 3 หลักสูตร แต่เป็นการต่อยอดสู่ความร่วมมือระยะยาว ทั้งด้านการศึกษา การวิจัย การพัฒนานวัตกรรม และการเชื่อมโยงนักวิชาการ นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
จัดตั้งศูนย์วิจัย International Center for Future Technologies
นอกจากการเปิดตัว 3 หลักสูตรใหม่แล้ว ทั้งสองสถาบันยังได้ร่วมกันจัดตั้ง Queen Mary KMUTT International Center for Future Technologies ขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร โดยศูนย์วิจัยแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มระยะยาวในการเชื่อมโยงนักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรเข้าด้วยกัน เพื่อมุ่งเน้นการสร้างสรรค์งานวิจัย การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างทุนมนุษย์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของเศรษฐกิจและสังคมอนาคตอย่างยั่งยืน
หนุน “อธิปไตยทางวิทยาศาสตร์” ตอบโจทย์ 3 โครงการ
ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ว่า การแข่งขันด้าน AI ต้องพัฒนา 4 เสาหลักไปพร้อมกัน ได้แก่ พลังการคำนวณ (Computing Power), พลังงาน (Energy), ข้อมูล (Data) และผู้มีความสามารถ (Talent)
ความร่วมมือนี้สอดคล้องกับนโยบายสร้าง "อธิปไตยทางวิทยาศาสตร์" (Scientific Sovereignty) ซึ่งหมายถึงความสามารถของประเทศในการเข้าถึง ตรวจสอบ สร้างสรรค์ และประยุกต์ใช้ความรู้สำคัญ เพื่อให้สามารถตัดสินใจเลือกและร่วมมือกับพันธมิตรนานาชาติได้อย่างมั่นใจ โดยเปลี่ยนบทบาทจากเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีไปสู่ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม นอกจากนี้ หลักสูตรและงานวิจัยใหม่จะส่งกำลังสำคัญในการสนับสนุน 3 โครงการเรือธง (Flagship Initiatives) ของกระทรวง อว. ได้แก่:
- สยามชิป / สยามไอซี (Siam Chip / Semisiam): การพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ โฟโทนิกส์ เซนเซอร์ และไบโอเซนเซอร์
- สยามเมดิคัล (Siam Medica): การแพทย์ สุขภาพ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และการรักษาขั้นสูง
- สยามเทอร์รา (Siam Terra): อาหารอนาคต ชีววิทยาสังเคราะห์ และเกษตรแม่นยำ
บทบาทการสนับสนุนจากกระทรวง อว. และบริติช เคานซิล
ศรันยา สาขากร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดม วิทยาศาตร์วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ย้ำว่า ระดับอุดมศึกษาเป็นเสาหลักสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร โดยความร่วมมือนี้ก้าวข้ามการแลกเปลี่ยนวิชาการแบบเดิม สู่การพัฒนาทุนมนุษย์และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
ด้าน ซาร่าห์ โรเจอร์สัน (Sarah Rogenson) ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดีกับการจัดตั้งศูนย์วิจัยและ 3 หลักสูตรใหม่ พร้อมยืนยันการสนับสนุนผ่านทุน UK-Thailand TNE Exploratory Grants 2025 และชื่นชมกระทรวง อว. ที่ให้ความชัดเจนด้านเกณฑ์ข้อบังคับจนทำให้การศึกษาข้ามชาตินี้เกิดขึ้นได้จริงอย่างยั่งยืน
เจาะลึกมุมมองภาคแรงงาน
ด้านดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jodsdb by SEEK ประเทศไทย ให้มุมมองว่า ตลาดแรงงานทั้งในไทยและต่างประเทศยังคงเปิดรับบัณฑิต Gen Z เพื่อสร้างพนักงานรุ่นใหม่ (Talent Pipeline) แก่องค์กร โดยกุญแจสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างภาคการศึกษากับการทำงานจริงคือการสะสมประสบการณ์จากการฝึกงาน นอกจากนี้ สายงานวิศวกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้าน Intelligent Electronics และ Semiconductor กำลังเติบโตสูงและเป็นที่ต้องการอย่างมากจากบริษัทข้ามชาติในไทยที่กำลังขยายทีมเทคนิคอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเด็นภาวะเบิร์นเอาท์ (Burnout) ขึ้นอยู่กับมุมมองและความคาดหวังส่วนบุคคลต่อสภาพแวดล้อมการทำงาน โดยองค์กรยุคปัจจุบัน (โดยเฉพาะหลังโควิด-19) ได้จัดให้มีโปรแกรมดูแลทั้ง สุขภาพกาย (Physical Health) และ สุขภาพจิต (Mental Health) ของพนักงานอย่างครอบคลุม





