กรุงเบอร์ลินเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงจนต้นไม้แห้งเหี่ยว CityLAB Berlin จึงพัฒนาแอป “Gieß den Kiez” ให้ชาวเมืองรับเลี้ยงและช่วยกันรดน้ำต้นไม้ริมถนนกว่า 9.6 แสนต้น ช่วยกู้วิกฤติสิ่งแวดล้อมและสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน
KEY POINTS
- กรุงเบอร์ลินเปิดตัวแอปพลิเคชัน ‘Gieß den Kiez’ เพื่อให้ประชาชนช่วยกันรดน้ำต้นไม้ในเมืองที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อน
- แอปฯ ใช้ข้อมูลเปิดเพื่อคำนวณความต้องการน้ำของต้นไม้แต่ละต้น และแสดงตำแหน่งให้ผู้ใช้เข้าไปดูแลพร้อมบันทึกข้อมูลการรดน้ำ
- โครงการนี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาต้นไม้ขาดน้ำ แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน
- แพลตฟอร์มนี้เป็นโอเพนซอร์ส ทำให้เมืองอื่น ๆ ทั้งในเยอรมนีและต่างประเทศสามารถนำไปปรับใช้เพื่อดูแลพื้นที่สีเขียวได้
กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี เป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบจาก “คลื่นความร้อน” รุนแรง จนทำให้พื้นที่สีเขียวและต้นไม้ในเมืองแห้งเหี่ยว เพื่อรับมือกับวิกฤติดังกล่าว CityLAB Berlin หน่วยงานภายใต้สถาบันเทคโนโลยีเบอร์ลิน เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลชื่อ Gieß den Kiez ซึ่งแปลว่า รดน้ำในย่านของคุณ ช่วยให้ชาวเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยดูแลและรดน้ำต้นไม้ในเมือง โดยระบุตำแหน่งของต้นไม้ริมถนนและในสวนสาธารณะทั่วกรุงเบอร์ลินมากกว่า 962,000 ต้น
Gieß den Kiez เชื่อมโยงชุดข้อมูลเปิดหลากหลายแหล่ง ข้อมูลประกอบด้วยบัญชีต้นไม้ของเมืองจาก Geoportal Berlin, ข้อมูลปริมาณน้ำฝนรายวันจากกรมอุตุนิยมวิทยาเยอรมนี, และตำแหน่งของปั๊มน้ำสาธารณะจาก OpenStreetMap โดยแพลตฟอร์มจะคำนวณความต้องการน้ำของต้นไม้แต่ละต้นตามอายุ สายพันธุ์ และปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการแสดงสัญลักษณ์สีเพื่อระบุระดับความต้องการน้ำอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ใช้รู้ได้ทันทีว่าต้นไม้ต้นใดกำลังอยู่ในภาวะขาดแคลนน้ำอย่างวิกฤติ
ประชาชนที่สนใจจะช่วยดูแลต้นไม้ สามารถลงทะเบียนสร้างโปรไฟล์บนแอปพลิเคชันเพื่อเข้ามารับเลี้ยงต้นไม้ในย่านที่พักอาศัย ผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลการรดน้ำ โดยระบุวัน เวลา และปริมาณน้ำที่รดจริง การรับเลี้ยงและการบันทึกข้อมูลนี้จะปรากฏบนแผนที่ส่วนกลาง ทำให้เพื่อนบ้านคนอื่น ๆ สามารถมองเห็นได้ว่าต้นไม้ต้นใดได้รับการดูแลแล้ว และต้นใดที่ยังต้องการน้ำเพิ่มเติม ปัจจุบันโครงการนี้มีอาสาสมัครลงทะเบียนใช้งานระบบแล้วมากกว่า 12,000 คน
อามันดา เกลเซอร์-ไบลก์ ชาวเมืองในย่านชาร์ล็อทเทินบวร์ค(Charlottenburg) ตัดสินใจรับเลี้ยงต้นลินเดนที่อยู่ริมถนนอายุ 8 ปี พร้อมตั้งชื่อให้ต้นไม้นี้ว่า “ลินดา” ในช่วงฤดูร้อน เธอจะหิ้วบัวรดน้ำขนาด 20 ลิตรเดินขึ้นลงบันไดสัปดาห์ละครั้งเพื่อนำน้ำมาให้ลินดา โดยต้นลินเดนถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเบอร์ลิน โดยร่มเงาของมันช่วยลดความร้อนบนถนน และดอกของมันยังเป็นแหล่งน้ำหวานสำคัญให้แก่ผึ้งในเมือง
“ฉันรู้สึกสนุกมาก เกือบจะเหมือนเล่นวิดีโอเกม ฉันคิดว่าหลายคนอาจจะอยากรดน้ำต้นไม้ แต่พวกเขาอาจจะรู้สึกแปลก ๆ หรือไม่แน่ใจว่ามันเป็นหน้าที่ของตัวเองหรือไม่ แต่ถ้ามีแอปนี้คอยกระตุ้น คุณก็จะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำ” เธอยังกล่าวเสริมอีกว่า “แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่มันส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศโดยตรง” อามันดาเล่าว่าแม้ชาวเบอร์ลินจะดูไม่ค่อยเป็นมิตร แต่คนส่วนใหญ่กลับยิ้มแย้มและเป็นมิตร เมื่อเห็นเธอออกมาดูแลต้นไม้
ความช่วยเหลือจากประชาชนถือเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากสำนักงานพื้นที่สีเขียวและถนนประจำเขตของกรุงเบอร์ลินประสบปัญหาข้อจำกัดด้านกำลังคนและทรัพยากรในช่วงคลื่นความร้อน ในช่วงปี 2018-2019 กรุงเบอร์ลินต้องตัดต้นไม้ทิ้งไปมากกว่า 7,000 ต้นเนื่องจากความแห้งแล้ง ปรกติทางเทศบาลจะเน้นดูแลต้นไม้ปลูกใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 5 ปี ดังนั้นต้นไม้วัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 5-10 ปี จึงมักขาดการดูแล และเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือจากอาสาสมัครในชุมชนมากที่สุด
อันนา แมร์แลนเดอร์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์โครงการ Gieß den Kiez จาก CityLAB Berlin กล่าวว่า “ฉันแปลกใจมากที่ได้เห็นว่าผู้คนใส่ใจต้นไม้มากแค่ไหน สำหรับหลาย ๆ คน แล้ว พวกเขาดูแลต้นไม้แทบจะไม่ต่างจากการดูแลสัตว์เลี้ยง พร้อมกล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดตรงหน้าของเรา แต่การรดน้ำต้นไม้เป็นการกระทำเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ย่านของคุณรับมือกับฤดูร้อนที่ร้อนขึ้นได้ มันยังช่วยสร้างชุมชนในช่วงเวลาที่ผู้คนทำงานจากบ้านและใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์ตลอดทั้งวัน”
โครงการนี้ ยังมีส่วนช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคนในชุมชน โดยสถิติการรดน้ำสูงสุดเกิดขึ้นในช่วงเปิดตัวแพลตฟอร์มปี 2020 ระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีการใช้น้ำรดต้นไม้รวมเกือบ 500,000 ลิตร เนื่องจากช่วยให้ผู้คนมีเหตุผลในการออกมานอกบ้านและเชื่อมโยงกับธรรมชาติและผู้คนอีกครั้ง นอกจากนี้ ในวันที่ 27 มิถุนายน ซึ่งกรุงเบอร์ลินเผชิญกับอุณหภูมิร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ถึง 39.9 องศาเซลเซียส อาสาสมัครก็ได้ร่วมใจกันนำน้ำมารดต้นไม้ทั่วเมืองรวมกันถึง 8,000 ลิตรภายในวันเดียว
ดร.เซซิล โคนินเอินไดก์ ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ในเมือง เสนอแนวคิด “กฎ 3:30:300” (3:30:300 rule) สำหรับพื้นที่สีเขียว โดยตั้งเป้าให้ประชาชนทุกคนควรมองเห็นต้นไม้ได้อย่างน้อย 3 ต้นจากบ้าน มีร่มเงาต้นไม้ครอบคลุม 30% ในย่านที่อยู่อาศัย และอยู่ห่างจากสวนสาธารณะไม่เกิน 300 เมตร
“ในอดีต ต้นไม้ถูกมองว่าเป็นเพียงองค์ประกอบด้านความสวยงามในเมือง แต่ในปัจจุบันเราเริ่มมองว่าพวกมันเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ” ดร.เซซิลระบุ พร้อมเน้นย้ำว่า “คำถามที่ผมมักจะถามเสมอคือ คุณดูแลต้นไม้ที่มีอยู่แล้วอย่างไร? เพราะต้องใช้เวลาถึง 30-40 ปี กว่าต้นไม้ใหม่จะเริ่มให้บริการทางระบบนิเวศได้เท่ากับต้นไม้ที่โตเต็มวัย”
เพื่อให้การรดน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด แพลตฟอร์มและกรมคุ้มครองพืชแห่งกรุงเบอร์ลินแนะนำว่า ควรพรวนดินที่แห้งแข็งก่อนรดน้ำเพื่อให้น้ำซึมลงสู่ใต้ดินได้ดี ควรรดน้ำในช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อลดการระเหย สำหรับต้นไม้วัยรุ่น ควรใช้น้ำปริมาณ 50-100 ลิตร ต่อการรด 2 ครั้งต่อเดือน ซึ่งจะให้ผลดีกว่าการรดน้ำปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อกระตุ้นให้รากหยั่งลึกลงไปในดิน
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ใช้ปั๊มน้ำสาธารณะหรือน้ำฝนที่กักเก็บไว้ในการรดน้ำต้นไม้เพื่อประหยัดน้ำประปา ส่วนต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุเกิน 10 ปีมักมีรากหยั่งถึงน้ำใต้ดินแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำในปริมาณเล็กน้อยเพราะจะเป็นการสิ้นเปลือง
ความสำเร็จของโครงการ Gieß den Kiez ยังขยายผลไปสู่ระดับสากล เนื่องจากแพลตฟอร์มนี้พัฒนาขึ้นในรูปแบบโอเพนซอร์ส ตามหลักการ “เงินสาธารณะเพื่อโค้ดสาธารณะ” บน GitHub ทำให้เมืองอื่น ๆ สามารถนำโค้ดไปปรับใช้ได้ จนหลาย ๆ เมืองของเยอรมนีมีโครงการในลักษณะที่คล้ายกัน เช่น เมืองไลป์ซิช, เมืองมัคเดอบวร์ค, เมืองพ็อทซ์ดัม รวมถึงเขต 17 ของกรุงปารีส ในประเทศฝรั่งเศส
โครงการ Gieß den Kiez กลายเป็นโมเดลต้นแบบในการปกป้องป่าไม้ในเมืองอย่างยั่งยืน และในอนาคต โครงการจะใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น เซนเซอร์วัดความชื้นในดิน เทคโนโลยีไลดาร์ และเอไอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลต้นไม้
ท้ายที่สุดแล้ว การลงมือทำเพียงคนละเล็กละน้อยสามารถช่วยรักษาชีวิตของต้นไม้ในเมืองเอาไว้ พร้อมกับสร้างชุมชนที่เข้มแข็งเพื่อรับมือกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศไปด้วยกัน
ที่มา: Tagesspiegel, The Guardian, Upworthy





