ชนเผ่าพื้นเมืองมีบทบาทสำคัญในการปกป้องพื้นที่ป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพของโลก แต่กลับได้รับงบประมาณสนับสนุนโดยตรงไม่ถึง 1% พื้นที่ของชนเผ่าพื้นเมืองรองรับปริมาณคาร์บอนสำคัญของโลกมากกว่า 1 ใน 3 แต่กลับถูกคุกคามจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และไม่ได้รับการรับรองสิทธิตามกฎหมายอย่างเพียงพอ
KEY POINTS
- ชนเผ่าพื้นเมืองมีบทบาทสำคัญในการปกป้องพื้นที่ป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพของโลก แต่กลับได้รับงบประมาณสนับสนุนโดยตรงไม่ถึง 1%
- พื้นที่ของชนเผ่าพื้นเมืองรองรับปริมาณคาร์บอนสำคัญของโลกมากกว่า 1 ใน 3 แต่กลับถูกคุกคามจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และไม่ได้รับการรับรองสิทธิตามกฎหมายอย่างเพียงพอ
- ข้อมูลปี 2566 พบว่ามีเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (ODA) เพียง 0.82% ที่ระบุเป้าหมายเพื่อชนเผ่าพื้นเมือง และมีเพียง 0.04% ที่ให้องค์กรชนเผ่ามีส่วนร่วมตัดสินใจ
- มีข้อเสนอเรียกร้องให้ที่ประชุมสิ่งแวดล้อมโลก (COP17) กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งมอบเงินทุนโดยตรงให้แก่ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ทั้งจากภาครัฐและเอกชน
ขณะที่ทั่วโลกกำลังเตรียมจัดสรรงบประมาณล้านล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ รู้หรือไม่ว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” ผู้ปกป้องผืนป่าและคาร์บอนสำคัญของโลก กลับได้รับเงินสนับสนุนทางตรงไม่ถึง 1% ซ้ำร้ายยังต้องแบกรับความเสี่ยงจากการรุกรานของทุนใหญ่ หัวข้อร้อนที่เตรียมสั่นสะเทือนเวทีประชุมสิ่งแวดล้อมระดับโลก COP17
ขณะที่ผู้แทนรัฐบาลจากทั่วโลกเตรียมเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (COP17) ณ เมืองเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ประเด็นการถกเถียงคงหนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆ เช่น "ต้องใช้เงินเท่าไร" "ขาดอยู่อีกเท่าไร" และ "ใครจะเป็นคนจ่าย" ทว่า กลับมีกลุ่มคนสำคัญกลุ่มหนึ่งที่ถูกลืมและไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีงบประมาณ นั่นคือ “ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น”
บทบาทอันยิ่งใหญ่ แต่ไร้การเหลียวแล
ผลการศึกษาชี้ว่า ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล จัดการ และครอบครองพื้นที่ดินของโลกตั้งแต่ 18% ถึง 48% ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ของพวกเขายังรองรับปริมาณคาร์บอนที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้คืนมา (Irrecoverable Carbon) มากกว่า 1 ใน 3 ของโลก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการกู้วิกฤติภูมิอากาศโลก
แต่ความย้อนแย้งที่น่าสะเทือนใจคือ
- มีเพียง 18.6% ของผืนดินเหล่านี้เท่านั้นที่ได้รับการรับรองสิทธิตามกฎหมาย
- แหล่งน้ำของชนเผ่าพื้นเมืองแทบไม่อยู่ในระบบข้อมูลระดับโลก
- พื้นที่เหล่านี้กำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากอุตสาหกรรมทำไม้ เกษตรกรรม และการทำเหมืองแร่ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับเงินทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) มหาศาลนับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ชนเผ่าพื้นเมืองต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงต่อชีวิตในการปกป้องผืนป่า แต่เงินสนับสนุนที่ไหลกลับลงสู่พื้นที่จริงกลับน้อยนิดอย่างน่าใจหาย
เปิดตัวเลขความเหลื่อมล้ำ เงินช่วยเหลือที่ไม่เคยส่งถึงมือ
จากข้อมูลสาธารณะพบว่า ในปี พ.ศ. 2566 มีงบประมาณช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาเป็นทางการ (ODA) เพียง 0.82% (ราว 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เท่านั้นที่ระบุเป้าหมายเพื่อชนเผ่าพื้นเมือง และมีเพียง 0.04% (ราว 143 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่เปิดโอกาสให้องค์กรชนเผ่าพื้นเมืองมีส่วนร่วมตัดสินใจใช้เงิน
สถาบันเพื่อการพัฒนาและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ (IIED) ได้วิเคราะห์โครงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพระหว่างปี พ.ศ. 2554 – 2567 พบตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่า
- โครงการ 1 ใน 3 มีการกล่าวถึงระดับท้องถิ่น
- มีเพียง 0.28% ที่ระบุว่าดำเนินงานโดยมีท้องถิ่นเป็นผู้นำ
- มีเพียง 2.24% ที่เอ่ยถึงชนเผ่าพื้นเมือง
- และมีเพียง 0.001% เท่านั้นที่เป็นโครงการที่ดำเนินงานโดยชนเผ่าพื้นเมืองอย่างแท้จริง
ขณะที่ภาคเอกชนยิ่งไร้การตรวจสอบ ชุมชนท้องถิ่นในแอฟริกาใต้ที่อาศัยในพื้นที่สัตว์ป่า ได้รับรายได้เพียง 10% เมื่อเทียบกับที่ดินเอกชนข้างเคียง และท้ายที่สุดเหลือตกถึงมือชุมชนจริงเพียง 5% เท่านั้น โดยที่พวกเขาต้องแบกรับความเสี่ยงต่อชีวิตและความเป็นอยู่โดยไร้การคุ้มครอง
สัญญาณแห่งความหวังและแบบอย่างใหม่
แม้ภาพรวมจะดูริบหรี่ แต่ยังมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากรายงานของกลุ่มผู้ให้ทุนด้านการถือครองป่าไม้ (Forest Tenure Funders Group) ประจำปี พ.ศ. 2568 - 2569 ที่ระบุว่า เงินทุนสนับสนุนทางตรงแก่ชนเผ่าพื้นเมืองเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 และมีองค์กรที่ได้รับทุนเพิ่มขึ้นจาก 22 แห่ง เป็น 135 แห่ง
นอกจากนี้ ยังเริ่มมีโมเดลธุรกิจที่เป็นธรรมเกิดขึ้น เช่น
- Savimbo ในลาตินอเมริกา ที่ให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขในการขายเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ
- Bank of Montreal ในแคนาดา ที่ออกพันธบัตรเพื่อชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Bond) โดยเฉพาะ
3 ข้อเสนอถึงประชุม COP17 ณ เมืองเยเรวาน
เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ผู้นำโลกในการประชุม COP17 ควรมุ่งมั่นใน 3 ประเด็นสำคัญ
- นับรวมชนเผ่าพื้นเมืองเป็น "ผู้ลงทุน": รัฐบาลต้องรายงานข้อมูลการเข้าถึงเงินทุนทางตรง (ทั้งภาครัฐและเอกชน) ในรายงานระดับชาติปี พ.ศ. 2572 ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ
- ระดมทุนเข้ากองทุนที่มีเป้าหมายชัดเจน: เร่งอัดฉีดเงินเข้ากองทุน Cali Fund (ตั้งเป้ากระจายเงินทางตรง 50%) และกองทุน GBF Fund (ตั้งเป้า 20%) ให้ใช้งานได้จริง
- กำหนดเป้าหมายสำหรับภาคเอกชน: สร้างมาตรฐานการลงทุนที่เป็นธรรม มอบความเป็นเจ้าของ ให้เช่าระยะยาวเพื่อความมั่นคง และมีระบบประกันความเสี่ยงที่ออกแบบมาเพื่อผู้ดูแลธรรมชาติ
"ชนเผ่าพื้นเมืองไม่ได้เป็นเพียงผู้ขอรับความช่วยเหลือ แต่พวกเขาคือ 'ผู้ลงทุนดูแลธรรมชาติ' มาโดยตลอด คำถามสำคัญในเวทีเยเรวานครั้งนี้คือ ทั่วโลกพร้อมที่จะนับมูลค่าการลงทุนของพวกเขาแล้วหรือยัง?"
ที่มา : World Economic Forum





