บีไอจี (BIG) ร่วมมือกับ ปตท. เปิดตัว "โรงกลั่นสีเขียว" แห่งแรกในอาเซียน โดยใช้นวัตกรรม "กลั่นเย็น" ในการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม เทคโนโลยี "กลั่นเย็น" คือการนำพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาใช้ในการแยกอากาศ ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้ 30-40%
KEY POINTS
- บีไอจี (BIG) ร่วมมือกับ ปตท. เปิดตัว "โรงกลั่นสีเขียว" แห่งแรกในอาเซียน โดยใช้นวัตกรรม "กลั่นเย็น" ในการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม
- เทคโนโลยี "กลั่นเย็น" คือการนำพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาใช้ในการแยกอากาศ ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้ 30-40%
- โรงกลั่นแห่งนี้สามารถผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันต่อปี เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของภาคอุตสาหกรรม
เคยคิดไหมว่า “ก๊าซธรรมชาติเหลว” หรือ LNG แท้จริงแล้วอยู่ใกล้ตัวเราตั้งแต่ชิปสมาร์ทโฟนไปจนถึงออกซิเจนในโรงพยาบาล บีไอจี (BIG) จับมือ ปตท. เปิดมิติใหม่แห่งวงการอุตสาหกรรม ด้วยการดึง “พลังงานความเย็นเหลือทิ้ง” จาก LNG มาผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ณ โรงแยกอากาศ MAP สร้างปรากฏการณ์ “โรงกลั่นสีเขียว” แห่งแรกในอาเซียน ที่ประหยัดพลังงานได้สูงถึง 30–40% พร้อมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน
LNG ไม่ใช่เรื่องไกลตัว จากชิปสมาร์ทโฟน ถึงห้องคลอดในโรงพยาบาล
เมื่อพูดถึง ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หรือก๊าซอุตสาหกรรม คนส่วนใหญ่มักนึกถึงภาพโรงงานนิคมอุตสาหกรรม หรือท่อลำเลียงขนาดใหญ่ในภาคปิโตรเคมีที่ดูไกลตัว แต่ในความเป็นจริง อรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) ได้สัมภาษณ์พิเศษกับ 'กรุงเทพธุรกิจ' ว่า ผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมและนวัตกรรมพลังงานสะอาดนั้นแฝงอยู่ในชีวิตประจำวันของเราตลอดเวลา
"บีไอจีอยู่ใกล้กว่าที่คุณคิด แม้แต่เครื่องมือถือ ชิปประมวลผล หรือคอมพิวเตอร์ ก็มีกระบวนการที่ก๊าซของเราเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งยามที่ภรรยาคลอดลูก ออกซิเจนที่ใช้ตามโรงพยาบาลก็มาจากเรา" อรลา กล่าว
นอกจากใช้ในทางการแพทย์และเทคโนโลยีแล้ว ก๊าซไนโตรเจน ยังทำหน้าที่สำคัญด้านความปลอดภัยในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยถูกนำไปฉีดไล่ก๊าซ ในท่อส่งเพื่อป้องกันการระเบิด ตลอดจนใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
ฉีกกฎโรงกลั่นเดิมๆ บีไอจีโชว์นวัตกรรม “กลั่นเย็น” แห่งแรกในอาเซียน
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บีไอจีกลายเป็น “ฟีลโรงกลั่นสีเขียว” (Green Refinery) คือการเปิดดำเนินงาน โรงแยกอากาศ MAP (Map Ta Phut Air Separation Plant) ในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บีไอจี และ ปตท.
ในกระบวนการแยกอากาศปกติ (ซึ่งประกอบด้วย ไนโตรเจน 78% ออกซิเจน 20% และอาร์กอน) จะต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลเพื่อทำให้อากาศเย็นจัดจนถึงจุดเยือกแข็งเพื่อแยกก๊าซแต่ละชนิดออกจากกัน แต่โรงแยกอากาศ MAP ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการนำ “พลังงานความเย็นเหลือทิ้ง” จากกระบวนการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว กลับมาใช้ประโยชน์
- เปลี่ยน "กลั่นร้อน" เป็น "กลั่นเย็น": โรงกลั่นน้ำมันทั่วไปใช้ความร้อนในการแยกส่วนประกอบ ("กลั่นร้อน") แต่บีไอจีใช้จุดเยือกแข็งและความเย็นจัดจาก LNG มาแยกก๊าซ ("กลั่นเย็น")
- ประหยัดพลังงาน 30–40%: เปรียบเสมือนการดึงพลังงานความเย็นที่มีอยู่แล้วมาใช้โดยไม่ต้องเสียบปลั๊กสร้างความเย็นใหม่ทั้งหมด ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงอย่างมหาศาล
- ลดก๊าซเรือนกระจกมหาศาล: MAP เริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2564 มีกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำรวมกว่า 450,000 ตันต่อปี และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
การันตีด้วยฉลากคาร์บอน หนุนคู่ค้าบรรลุเป้าหมาย Net Zero
ความสำเร็จในการใช้ความเย็น LNG ผลิตก๊าซอุตสาหกรรม ส่งผลให้บีไอจีได้รับ เครื่องหมายรอยเท้าคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ (CFP) สำหรับ 6 ผลิตภัณฑ์หลัก (ออกซิเจนเหลว ไนโตรเจนเหลว อาร์กอนเหลว ก๊าซออกซิเจน ก๊าซไนโตรเจน และไฮโดรเจน) ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตทั่วไป
นอกจากนี้ บีไอจียังได้รับการรับรอง เครื่องหมายลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CFR) เป็นแห่งแรกในประเทศไทยสำหรับผลิตภัณฑ์ไนโตรเจนเหลวและไฮโดรเจน จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) การใช้ก๊าซคาร์บอนต่ำนี้กลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้านำไประบุในแผน Net Zero Roadmap ของตนเอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
MAP2 และความท้าทายของ “กรีนไฮโดรเจน” ในอนาคต
เพื่อรองรับการเติบโตของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บีไอจีและ ปตท. เดินหน้าลงทุนก้าวต่อไปผ่านโครงการ MAP2 ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 (ค.ศ. 2028) โดยจะขยายกำลังการผลิตรวมเป็นเกือบ 900,000 ตันต่อปี และดันศักยภาพการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมพุ่งสูงกว่า 186,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
สำหรับทิศทางในระยะยาว บีไอจีภายใต้ความร่วมมือกับบริษัทแม่ (Air Products) ยังมองไปถึง ก๊าซไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งผลิตจากพลังงานหมุนเวียน 100% แม้ปัจจุบันต้นทุนการผลิต จะยังสูงกว่าพลังงานทั่วไปประมาณ 3 เท่า และประเทศไทยยังอยู่ระหว่างรอความชัดเจนด้านนโยบาย คาร์บอนแท็กซ์ (Carbon Tax) หรือมาตรการจูงใจจากภาครัฐ แต่แรงกดดันจากมาตรการการค้าระหว่างประเทศ เช่น CBAM ของยุโรป จะเป็นตัวเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวเข้าสู่พลังงานสะอาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้





