วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ซาอุฯ’ ใช้ ‘ฟาร์มโซลาร์’ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ ‘สัตว์ใกล้สูญพันธุ์’ ฟื้นฟูระบบนิเวศยั่งยืน

“เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน” ใน “ซาอุดีอาระเบีย” เปิดโครงการ “ReWildingVoltaics” ซึ่งเป็นโมเดลการอนุรักษ์รูปแบบใหม่ที่ผสานใช้พื้นที่ภายในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ป่าที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

KEY POINTS

  • ซาอุดีอาระเบียริเริ่มโครงการใช้พื้นที่ใต้แผงโซลาร์เซลล์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ
  • แผงโซลาร์เซลล์ช่วยสร้างร่มเงา ลดอุณหภูมิพื้นดิน และมีรั้วป้องกัน ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยซึ่งเพิ่มศักยภาพการเพาะพันธุ์สัตว์ได้ถึง 15 เท่า
  • โครงการนำร่องด้วยการเพาะพันธุ์ "แซนด์กาเซลล์" (Sand gazelle) โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนประชากรให้เพียงพอต่อการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติตามธรรมชาติ
  • นอกจากแซนด์กาเซลล์ เขตรักษาพันธุ์ฯ ยังประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์สัตว์อื่น ๆ เช่น ลาป่าเปอร์เซีย และนำสัตว์คืนสู่ธรรมชาติแล้ว 14 สายพันธุ์

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 24,500 ตารางกิโลเมตร กินพื้นที่ตั้งแต่ที่ราบภูเขาไฟไปจนถึงชายฝั่งทะเลแดง แม้พื้นที่แห่งนี้จะคิดเป็นเพียง 1% ของพื้นที่ทางบก และ 1.8% ของพื้นที่ทางทะเลของประเทศ แต่กลับเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากกว่า 50% ของสายพันธุ์ทั้งหมดในซาอุดีอาระเบีย กระจายตัวอยู่ในระบบนิเวศที่หลากหลายถึง 15 รูปแบบ

ภารกิจหลักของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ คือ การเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศและการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อต่อสู้กับปัญหาการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมุ่งเน้นไปที่การนำสัตว์ป่าท้องถิ่นตามประวัติศาสตร์กลับคืนสู่ถิ่นอาศัยเดิม เพื่อฟื้นฟูระบบธรรมชาติให้สามารถฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ด้วยการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ามาช่วยเพาะพันธุ์สัตว์ป่า

 

เพาะพันธุ์สัตว์ใต้แผงโซลาร์

โครงการ “ReWildingVoltaics” สร้างขึ้นบนพื้นที่สวนพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 250 เมกะวัตต์ ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 3,156 ไร่ ในเมืองทาบุก ดำเนินงานโดย บริษัท AMAALA Sustainable Company for Energy หรือ ASCE ซึ่งเป็นการร่วมทุนของกลุ่มทุนระดับโลก ได้แก่ EDF Group, Masdar, SUEZ และ Korea East-West Power เพื่อผลิตพลังงานสะอาด 100% ป้อนให้กับโครงการท่องเที่ยวระดับอภิมหาโปรเจกต์ มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของ Red Sea Global

พื้นที่สวนพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้มีระบบรั้วป้องกันสัตว์นักล่าที่แน่นหนา ช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์ป่า ขณะเดียวกัน แผงโซลาร์เซลล์ยังช่วยบดบังแสงแดดและลดอุณหภูมิบนพื้นดินลงได้ราว 5-10 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดร่มเงาตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการดูแลและเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้สูงถึง 15 เท่า

“แซนด์กาเซลล์” (Sand gazelle หรือ Gazella marica) เป็นสัตว์ที่ถูกเลือกเพาะพันธุ์ในสวนแสงอาทิตย์ เพราะสามารถอาศัยอยู่ใต้แผงโซลาร์ได้โดยไม่รบกวนโครงสร้าง อีกทั้งยังเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็กที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ เพราะช่วยกินวัชพืช กระจายเมล็ดพันธุ์ และฟื้นฟูห่วงโซ่อาหาร 

ในเดือนพฤษภาคม 2026 มีการนำแซนด์กาเซลล์จำนวน 38 ตัว แบ่งเป็นตัวเมีย 33 ตัว และตัวผู้ 5 ตัว เข้าสู่พื้นที่เพาะพันธุ์ และคาดว่าจะได้ต้อนรับลูกแซนด์กาเซลล์ครอกแรกในเดือนธันวาคม 2026 นี้

จากแบบจำลองประชากร โดยฝ่ายบริการวิทยาศาสตร์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า คาดการณ์ว่าฝูงแซนด์กาเซลล์จะเพิ่มจำนวนเป็นประมาณ 600 ตัวภายในปี 2031 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประชากรเริ่มต้นขั้นต่ำที่กำหนดไว้ที่ 500 ตัว อันเป็นจำนวนที่เพียงพอต่อการนำพวกมันปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าขนาดใหญ่ต่อไป

แอนดรูว์ ซาลูมิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน กล่าวว่า “เราต้องการสร้างประชากรสัตว์ป่าที่พึ่งพาตนเองได้ และสามารถดำรงชีวิตในธรรมชาติได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากมนุษย์อย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเร่งรัดงานอนุรักษ์ให้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังนำเสนอกรอบการทำงานแบบดับเบิลกรีน ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั่วโลก”

ทางด้าน โอมาร์ อัลดาเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำซาอุดีอาระเบียและบาห์เรนของ EDF Group กล่าวว่า “โครงการริเริ่มนี้ แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียน สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าแค่การผลิตไฟฟ้าสะอาด พร้อมกับ พิสูจน์ให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูล”

‘ซาอุฯ’ ใช้ ‘ฟาร์มโซลาร์’ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ ‘สัตว์ใกล้สูญพันธุ์’ ฟื้นฟูระบบนิเวศยั่งยืน แซนด์กาเซลล์ ที่เพาะพันธุ์ในฟาร์มโซลาร์

นอกจากนี้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ยังสามารถเพาะพันธุ์ “ลาป่าเปอร์เซีย” (Persian onager หรือ Equus hemionus) เพศผู้ ซึ่งนับเป็นตัวแรกที่เกิดบนแผ่นดินซาอุดีอาระเบียในรอบกว่าสิบปี โดยเจ้าหน้าที่ได้รอจนกระทั่งมันมีอายุครบ 12 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่มีอัตราการรอดชีวิตน้อยสุด จึงได้ประกาศข่าวดีนี้แก่สาธารณชน

ขณะเดียวกัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้ดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรระดับนานาชาติ เช่น การแลกเปลี่ยนพันธุกรรมลาป่าเปอร์เซีย และ ออริกซ์อาระเบีย (Arabian oryx) กับองค์กรอนุรักษ์ในประเทศจอร์แดน เพื่อสร้างกลุ่มเพาะพันธุ์ที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรม ยกระดับความแข็งแกร่งและการอยู่รอดในระยะยาวตามมาตรฐานของ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN)

ปัจจุบัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ ประสบความสำเร็จในการนำสัตว์ป่าท้องถิ่นคืนสู่ธรรมชาติแล้วถึง 14 สายพันธุ์ จากเป้าหมายทั้งหมด 23 สายพันธุ์ รวมถึง นกกระจอกเทศคอแดง (Red-necked ostrich), กาเซลล์ภูเขา (Mountain gazelle), และ กระต่ายป่าอาหรับ (Arabian hare) โดยมีสัตว์ป่า 5 สายพันธุ์ที่สามารถผสมพันธุ์และขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติแล้ว


ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ครอบคลุมทุกมิติ โดยมีทีมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าออกลาดตระเวนทั้งทางบกและทางทะเลเกือบ 50,000 ครั้ง พร้อมจัดเก็บข้อมูลภาคสนามแบบเรียลไทม์ส่งตรงไปยังแดชบอร์ดดิจิทัล เพื่อให้ผู้บริหารใช้ในการตัดสินใจและปรับเปลี่ยนแผนการจัดการได้อย่างทันท่วงที

มีการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพเคลื่อนไหวมากกว่า 100 ตัว เพื่อบันทึกพฤติกรรมและการใช้ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ขณะเดียวกัน การใช้โดรนบินสำรวจ ก็ช่วยให้ค้นพบรังของ “นกแร้งสีน้ำตาลยูเรเซีย” (Eurasian griffon vulture) ที่ยังมีนกอาศัยอยู่ ทำให้สามารถเข้าปกป้องได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังใช้การติดตามผ่านดาวเทียม กับ เต่ากระ, เต่าตนุ และแมวทรายอาหรับ

ขณะเดียวกัน ก็มีสถานีวิดีโอใต้น้ำระยะไกลแบบมีเหยื่อล่อ (BRUVs) สำหรับการดูแลระบบนิเวศทางทะเลที่มีพื้นที่เขตอนุรักษ์ถึง 4,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจะสามารถบันทึกความหลากหลายของชีวิตใต้น้ำโดยไม่รบกวนสัตว์ รวมถึงการใช้ระบบบันทึกเสียงและซอฟต์แวร์วิเคราะห์เสียงค้างคาวอัตโนมัติ ตลอดจนภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อวัดดัชนีพืชพรรณและการฟื้นตัวของป่าชายเลน

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ตั้งเป้าที่จะเชื่อมโยงชุดข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันผ่านระบบเอไอ เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์ภัยคุกคามล่วงหน้า ทำให้การตัดสินใจและบริหารจัดการพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และอิงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

โครงการทั้งหมดนี้สอดคล้องกับกรอบความร่วมมือระดับสากล เช่น กรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (KM – GBF)  และตอบสนองต่อ ข้อริเริ่มซาอุดีอาระเบียสีเขียว ที่ตั้งเป้าคุ้มครองพื้นที่บกและทะเลให้ได้ 30% รวมถึงเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 50% ภายในปี 2030

การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด และการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างเป็นระบบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้กลายเป็นต้นแบบระดับโลกที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาทางเทคโนโลยีและการฟื้นฟูธรรมชาติไม่จำเป็นต้องแยกออกจากกัน แต่สามารถเติบโตไปพร้อมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน


ที่มา:  Alarabiya, Arab News, Good News Network, The Saudi Press Agency, Wired