วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดโครงสร้างเงินบริจาคเอเชีย พุ่ง 3.9 ล้านล้านบาท บุคคลทั่วไปทำการกุศุลสูงสุด 50%

มูลค่าเงินบริจาคในภูมิภาคเอเชียปี 2024 สูงถึง 3.9 ล้านล้านบาท โดยแหล่งที่มาใหญ่ที่สุดคือบุคคลทั่วไป คิดเป็นสัดส่วน 50%

KEY POINTS

  • มูลค่าเงินบริจาคในภูมิภาคเอเชียปี 2024 สูงถึง 3.9 ล้านล้านบาท
  • โครงสร้างเงินบริจาคมาจาก 4 แหล่งหลัก ได้แก่ บุคคลทั่วไป (50%) องค์กรธุรกิจ (25%) การบริจาคโดยภาครัฐ (21%) และกลุ่มบุคคลผู้มั่งคั่งสูง (4%)
  • รายงานชี้ให้เห็นว่าระบบการกุศลเป็น "ต้นทุนเชิงยุทธศาสตร์" ที่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของชาติ ไม่ใช่แค่การบริจาคเพื่อบรรเทาทุกข์
  • มีการประเมินว่ามูลค่าเงินบริจาคสะสมในทศวรรษหน้า (ปี 2027–2036) อาจมีมูลค่าสูงถึง 35–53 ล้านล้านบาท

รายงานฉบับเฉพาะกาลโดยคณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย (Commission on Asian Philanthropy) ฉบับเดือนกันยายน 2026 เปิดเผยการประเมินมูลค่าเชิงปริมาณครั้งแรกของระบบนิเวศการกุศลภายในประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยพบว่ามียอดเงินบริจาคภายในเขตอำนาจรัฐของคณะกรรมาธิการฯ รวมสูงถึง 1.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.9 ล้านล้านบาท) ณ ปี 2024

ทั้งนี้ รายงานฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอต่อผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารระดับสูง ชี้ให้เห็นว่าระบบนิเวศการกุศลไม่ได้เป็นเพียงเงินบริจาคเพื่อบรรเทาทุกข์ในรูปแบบเดิม แต่เป็น "ต้นทุนเชิงยุทธศาสตร์" ที่สามารถระดมความร่วมมือข้ามภาคส่วน และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ระดับชาติสู่การเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืนภายในปี 2050

รายงานฉบับดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันขององค์กรการกุศล สถาบันวิจัย และผู้กำหนดนโยบายทั่วเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และเอเชียตะวันตก โดยครอบคลุมพื้นที่ประชากรร้อยละ 70 และสัดส่วน GDP ถึงร้อยละ 80 ของภูมิภาคเอเชีย การศึกษาประเมินว่า หากคำนึงถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและสมมติฐานภายใน มูลค่าเงินบริจาคสะสมตลอดทศวรรษข้างหน้า (ปี 2027–2036) อาจสูงถึง 1 ล้านล้าน ถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (35–53 ล้านล้านบาท) "กรุงเทพธุรกิจ" สรุปสาระสำคัญของรายงานฉบับนี้ ดังนี้

แหล่งเงินบริจาค 4 แหล่ง และ 5 โมเดลการกุศลหลัก

ผลการศึกษาเชิงปริมาณของคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า ยอดเงินบริจาคภายในประเทศ 1.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 จำแนกออกเป็น 4 แหล่งที่มาหลัก ได้แก่

  • บุคคลทั่วไป: คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 50 หรือประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท)
  • องค์กรธุรกิจ: มีมูลค่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 25 หรือประมาณ 9.6 แสนล้านบาท)
  • การบริจาคตามดุลยพินิจของภาครัฐ: มีมูลค่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 21 หรือประมาณ 8.1 แสนล้านบาท)
  • กลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงเป็นพิเศษ: มียอดบริจาค 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 4 หรือประมาณ 1.4 แสนล้านบาท)

คณะกรรมาธิการฯ เน้นย้ำว่า ระบบนิเวศการกุศลในเอเชียเป็นภาพย่อส่วนที่หล่อหลอมขึ้นจาก 3 กลไกขับเคลื่อนทางสังคมหลัก ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน ส่งผลให้เกิด 5 โมเดลการกุศลหลัก ที่นำเสนอศักยภาพและสินทรัพย์เฉพาะตัวที่ก้าวพ้นมิติตัวเงิน

  • โมเดลที่นำโดยชุมชน: ใช้เครือข่ายระดับปลายทาง ทุนทางสังคม และความเข้าใจพื้นที่ในการสร้างหลักประกันสังคมเบื้องต้น
  • โมเดลที่นำโดยฐานศรัทธา: หลอมรวมความเชื่อร่วมเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ และระดมเงินทุนระยะยาว เช่น ระบบการเงินอิสลามเพื่อสังคม
  • โมเดลที่นำโดยภาคธุรกิจ: นำสินทรัพย์หลัก เทคโนโลยี ทุนทางปัญญา และนวัตกรรมองค์กรเข้ามาเพิ่มศักยภาพการบริการสาธารณะ
  • โมเดลที่นำโดยภาครัฐ: สร้างความน่าเชื่อถือ ความชอบธรรมเชิงสถาบัน และช่องทางระดมทรัพยากรผ่านกองทุนสลากกินแบ่ง กองทุนสมทบ หรือบัญชีธนาคารที่ไม่เคลื่อนไหว
  • โมเดลที่นำโดยกลุ่มบุคคลที่มีทรัพย์สินสุทธิสูงมาก (UHNWI): มอบเงินทุนรับความเสี่ยงระยะยาว เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่กลไกปกติยังเข้าไม่ถึง

บทบาทพลังการเงินตามฐานศรัทธา

หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของรายงาน คือการสะท้อนมูลค่าที่ซ่อนอยู่ของการบริจาคตามหลักศาสนา

ในอินโดนีเซีย คณะกรรมาธิการฯ ได้สนับสนุนกระทรวงการศาสนา ในการจัดทำแบบสำรวจระดับชาติประจำปี 2026 พบว่า การบริจาคตามหลักศาสนาอิสลามในชีวิตประจำวัน เช่น ซะกาตมาล, อินฟัก และซอดะเกาะห์ มีมูลค่ารวมสูงถึง 15.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5 แสนล้านบาท) ต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณสวัสดิการสังคมของภาครัฐอินโดนีเซียในปี 2026

ศ.ดร. Waryono Abdul Ghafur ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมศักยภาพซะกาตและวะกัฟ แห่งกระทรวงการศาสนา ประเทศอินโดนีเซีย ได้กล่าวถึงความสำคัญของข้อมูลดังกล่าวว่า ประเทศอินโดนีเซียมีศักยภาพอันมหาศาลในด้านการบริจาคเพื่อการกุศลตามหลักศาสนาอิสลาม ความท้าทายของเราคือ การทำให้มั่นใจว่าศักยภาพนี้จะได้รับบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ดีขึ้นในการบรรเทาความยากจน การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชุมชน การศึกษา และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ดังนั้นข้อมูลการสำรวจที่มีความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันซะกาต สถาบันวะกัฟ รวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารและการใช้ประโยชน์จากระบบการเงินเพื่อสังคมตามหลักศาสนาอิสลาม"

กรณีศึกษา จีน อินเดีย ไทย และมาเลเซีย

รายงานฉบับเฉพาะกาลได้ขยายความผ่านกรณีศึกษาเชิงลึก แสดงให้เห็นว่าประเทศต่าง ๆ นำระบบนิเวศการกุศลไปผนวกกับภารกิจพัฒนาระดับชาติอย่างไร

สาธารณรัฐประชาชนจีน — การบรรเทาความยากจนและการฟื้นฟูชนบท: ในช่วงปี 2013–2020 รัฐบาลจีนประสบความสำเร็จในการนำประชาชนในชนบท 98.99 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนขั้นรุนแรง ผ่าน "โครงการความร่วมมือตะวันออก-ตะวันตก" ซึ่งจับคู่มณฑลฝั่งตะวันออกที่มั่งคั่งกับอำเภอยากจน 573 แห่งในภาคกลางและตะวันตก รัฐวิสาหกิจส่วนกลางได้อัดฉีดเงินลงทุนและเงินบริจาครวมกว่า 1 แสนล้านหยวน

ขณะที่สมาคมส่งเสริมโครงการกวางไฉ่ (China Society for Promotion of the Guangcai Program) ได้ดำเนินโครงการ "หมื่นวิสาหกิจช่วยเหลือหมื่นหมู่บ้าน" ระดมภาคเอกชน 127,000 แห่ง ร่วมลงทุน 1.11 แสนล้านหยวน และบริจาค 1.7 หมื่นล้านหยวน ช่วยเหลือประชาชนกว่า 18 ล้านคน

นอกจากนี้ ในเฟสการฟื้นฟูชนบทตั้งแต่ปี 2021 มูลนิธิ Tencent ได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลร่วมกับกระทรวงเกษตรและกิจการชนบท ครอบคลุม 82,000 หมู่บ้าน ช่วยลดระยะเวลาการจัดการปัญหาระดับหมู่บ้านลงร้อยละ 65[31] ส่วน Alibaba ได้ส่งผู้แทนพิเศษไปยัง 29 อำเภอยากจน ช่วยสร้างยอดขายสินค้าชุมชนผ่านอีคอมเมิร์ซกว่า 9 พันล้านหยวน

สาธารณรัฐอินเดีย — โครงการยกระดับความเป็นอยู่สตรีชนบทรัฐพิหาร (JEEViKA): รัฐพิหารซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อบุคคลต่ำที่สุด สามารถช่วยประชาชน 38 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนหลายมิติในช่วงปี 2014–2023 โดยองค์กร JEEViKA ซึ่งได้รับการสนับสนุนร่วมระหว่างรัฐบาลพิหาร 175 ล้านดอลลาร์ฯ และธนาคารโลก 453 ล้านดอลลาร์ฯ ได้จัดตั้ง "กลุ่มพึ่งพาตนเอง" (Self-Help Groups: SHGs) ของสตรีชนบทมากกว่า 1 ล้านกลุ่ม ครอบคลุมสตรี 12 ล้านคน กลุ่มเหล่านี้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบธนาคาร สามารถระดมสินเชื่อชุมชนสะสมสูงถึง 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.6 แสนล้านบาท) โดยรักษายอดหนี้เสีย (NPL) ไว้ต่ำกว่าร้อยละ 1.5

ประเทศไทย — โครงการน่านแซนด์บ็อกซ์: ธนาคารกสิกรไทยร่วมมือกับภาครัฐและภาคประชาสังคม นำเอาบุคลากร ทุนทางปัญญา และเครือข่ายธุรกิจเข้ามาขับเคลื่อนโมเดลพัฒนาเชิงพื้นที่แบบบูรณาการในจังหวัดน่าน ครอบคลุมการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ การส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าวนเกษตรพฤกษเภสัช ตลอดจนการเข้าถึงระบบสุขภาพและการพัฒนาเยาวชนอย่างเป็นระบบ

มาเลเซีย — โครงการ GEAR-UP ของกระทรวงการคลัง: รัฐบาลมาเลเซียเปิดตัวโครงการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและบริษัทจัดการลงทุนที่รัฐถือหุ้นผ่านเครือข่าย GDRN (โดยมีมูลนิธิ Yayasan Hasanah และ Yayasan TM เป็นสำนักเลขาธิการร่วม) โดย ณ กลางปี 2025 สามารถระดมทุน 1.1 หมื่นล้านริงกิต เพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการยกระดับฐานราก ประกันค่าแรงขั้นต่ำเพื่อการดำรงชีพอย่างน้อย 3,100 ริงกิตต่อเดือน ให้แก่พนักงาน 153,000 คน

3 การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์สู่ปี 2050 และแนวทางสู่รายงานฉบับสมบูรณ์

คณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชียสรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการลงทุน 3 ด้าน เพื่อปลดล็อกศักยภาพระบบนิเวศการกุศลในทศวรรษหน้า: ดังนี้

ยกระดับการมองเห็นและการเข้าถึงข้อมูล: สำรวจข้อมูลสถิติการบริจาคที่ไม่เป็นทางการและสินทรัพย์ศาสนา เพื่อให้นำมาวางแผนร่วมกับงบประมาณแผ่นดินได้อย่างแม่นยำ

ต่อยอดโมเดลการกุศลผ่าน "คู่มือแนวทางยุทธศาสตร์การเติบโต": รวบรวมแนวทางส่งเสริม 12 รูปแบบ ซึ่งในจำนวนนี้มี 6 แนวทางที่สามารถสร้างมูลค่าการบริจาคได้เกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คาดว่าการเรียนรู้ข้ามเขตอำนาจรัฐจะช่วยปลดล็อกเม็ดเงินบริจาคเพิ่มขึ้นอีก 1.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.7 ล้านล้านบาท) ในอีก 10 ปีข้างหน้า

ผนวกระบบนิเวศการกุศลเข้ากับการวางแผนพัฒนาระดับชาติ: เปิดโอกาสให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานวางแผนใช้ทรัพยากรการกุศลเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาสังคมสูงวัย การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี AI และภาวะโลกร้อน

คณะกรรมาธิการฯ ระบุทิ้งท้ายว่า รายงานฉบับเฉพาะกาลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเปิดบทสนทนาร่วมกับผู้กำหนดนโยบาย สถาบันวิจัย และหน่วยงานภาครัฐตลอดปีหน้า ก่อนที่จะจัดทำ "แผนปฏิบัติงาน" และนำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์อย่างเป็นทางการในช่วงสิ้นปี 2027 ต่อไป