กลุ่มเซ็นทรัล ขับเคลื่อนอีโคซิสเต็ม เปลี่ยน "ขยะ" เป็น "ทรัพยากร" ปลดล็อกพลังธุรกิจเพื่อโลก สู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill
เมื่อ “ขยะ” ไม่ใช่แค่เรื่องของการกำจัดที่ปลายทางอีกต่อไป แต่คือ “ทรัพยากร” ที่สามารถหมุนเวียนกลับมาสร้างประโยชน์ได้อย่างไม่สิ้นสุด กลุ่มเซ็นทรัล เจ้าของอาณาจักรธุรกิจค้าปลีกและบริการขนาดใหญ่ของประเทศไทย ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนอีโคซิสเต็มอย่างยั่งยืน ผ่านแคมเปญ “Central Group Love the Earth - Zero Waste” ดึงศักยภาพของทุกเครือข่ายธุรกิจที่หลากหลาย รวมพลังกับลูกค้า ร้านค้า พนักงาน คู่ค้า พันธมิตร และชุมชน มุ่งสู่เป้าหมาย “Zero Waste to Landfill” ลดการสูญเสียทรัพยากรตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
“หัวใจของการขับเคลื่อนคือ ลดการสูญเสียทรัพยากร และเพิ่มโอกาสในการหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง การคัดแยกอย่างถูกต้อง และการส่งต่อวัสดุเข้าสู่กระบวนการที่เหมาะสม ทั้งการใช้ซ้ำ รีไซเคิล และอัปไซเคิล ควบคู่กับการลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัดและฝังกลบ ให้การจัดการทรัพยากรและของเสียเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง”
จะเห็นว่า ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้มองแค่การลดการใช้ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างผ่าน 4 แนวทางหลัก ที่วัดผลได้จริง ประกอบด้วย
แนวทางแรก “Food Surplus & Food Waste : ป้องกันการเกิดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง ลดอาหารเหลือทิ้ง และส่งต่อคุณค่าของอาหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
เริ่มจาก ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CHR) บริหารบุฟเฟต์ตามจำนวนผู้เข้าพักจริงและใช้ระบบ FIFO/FEFO พร้อมจัดโครงการ “NO Bin Day” ในห้องอาหารพนักงาน จดบันทึกปริมาณขยะอาหารเป็นศูนย์ในวันกิจกรรม ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมในเครือ 16 แห่งนำแนวทางนี้ไปปรับใช้
ส่งต่ออาหารที่ยังรับประทานได้ Tops ร่วมมือกับ SOS Thailand เดินหน้าโครงการ “Food For Good Deed อาหารปันสุข” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ส่งต่ออาหารส่วนเกินแล้วกว่า 2.1 ล้านกิโลกรัม (มากกว่า 9 ล้านมื้อ) พร้อมโครงการ “Food Hero, Taste not Waste” นำสินค้าใกล้หมดอายุคุณภาพดีมาจำหน่ายในราคาพิเศษ 30-50% ด้าน GO Wholesale ส่งมอบอาหารส่วนเกินกว่า 80 ตัน ราว 334,000 มื้อ ฝั่ง CRG หรือ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป โดย Mister Donut ส่งต่อโดนัทส่วนเกินในปี 2568 ได้ 796,549 ชิ้น ประมาณ 223,034 มื้อ ช่วยลดขยะอาหารก่อนเข้าหลุมฝังกลบกว่า 53,103 กิโลกรัม และ CHR บริจาคอาหารส่วนเกินในปี 2568 ได้ 27,626.16 กิโลกรัม หรือ 116,030 มื้อ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 69.89 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนี้สำหรับอาหารที่ไม่สามารถบริโภคต่อได้ จะถูกนำไปผลิตเป็น อาหารสัตว์ ปุ๋ย หรือพลังงาน
แนวทางที่สอง “Reduce Plastic & Packaging : ลดการใช้ก่อนเกิดขยะ และออกแบบทางเลือกที่หมุนเวียนกลับมาใช้ได้” การลดพลาสติกไม่ใช่แค่ใช้น้อยลง แต่รวมถึงการตั้งคำถามตั้งแต่ต้นว่า วัสดุที่เลือกใช้จำเป็นแค่ไหน และเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้วจะไปต่ออย่างไร เพื่อเลือกใช้วัสดุที่จำเป็นและออกแบบทางเลือกที่หมุนเวียนได้นั่นเอง
โดย Thai Watsadu พัฒนา “ตาข่ายคลุมพาเลท” ทดแทนฟิล์มพลาสติก ลดการใช้ฟิล์มได้กว่า 12 ตันต่อปี และพัฒนา “Extra Roll Cage” ช่วยประหยัดค่าขนส่งได้ประมาณ 20.4 ล้านบาทต่อปี CMG หรือ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป เปลี่ยนวัสดุสื่อจาก PP Board เป็น Honeycomb Paper ลดการใช้ PP Board ได้ 410 ตารางเมตร และลดก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1.16 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ขณะที่ B2S ปรับเปลี่ยนวัสดุสื่อประชาสัมพันธ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดขยะพลาสติกได้กว่า 2 ตัน และลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 20,000 ใบ ส่วนห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เดินหน้าแนวทาง Say No to Plastic Bags งดแจกถุงพลาสติกทุกสาขา ขณะที่ CHR ลดบรรจุภัณฑ์จัดส่ง ใช้ภาชนะหมุนเวียนสำหรับผัก ผลไม้ เบเกอรี และใช้ผลิตภัณฑ์แบบแกลลอนใหญ่สำหรับเติมลงขวดรีฟิลในห้องพัก
แนวทางที่สาม “Sort Waste Right : แยกถูกถัง สู่ปลายทางที่ใช่” เพราะวัสดุที่มีคุณค่าจะหมดโอกาสนำกลับมาใช้ประโยชน์ทันทีหากถูกทิ้งรวมกัน
ทั้งนี้ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) ได้นำร่องระบบติดตามการคัดแยกขยะรายร้านค้าด้วย QR Code ที่เซ็นทรัล กระบี่, เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส ผลลัพธ์ที่เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ พบว่า ปริมาณการแยก Food Waste เพิ่มขึ้น 83% และขยะรีไซเคิลส่วน Plaza เพิ่มขึ้นถึง 280% ส่วน ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ยกระดับระบบจัดการขยะทั้งการจัดวางถัง ห้องขยะ การคัดแยก ชั่งน้ำหนัก บันทึกข้อมูล และอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ CHR มีระบบคัดแยก ชั่งน้ำหนัก และบันทึกข้อมูลก่อนเก็บ โดยในปี 2568 ปริมาณขยะส่งหลุมฝังกลบอยู่ที่ 2.39 กิโลกรัมต่อห้องพักที่มีการใช้งาน ลดลง 22.90% จากปีฐาน
แนวทางที่สี่ “Turn Waste into Value : ชุบชีวิตของเหลือใช้ สู่พลังงานยั่งยืนและสินค้า Upcycle” กลับมาเป็นวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือ พลังงาน สร้างประโยชน์ให้ผู้คนได้อีกครั้ง
โดย CRG รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วส่งต่อเพื่อผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในปี 2568 รวบรวมได้ 1,081.82 ตัน ช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2569 รวบรวมได้อีก 546 ตัน ด้าน CHR รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วปี 2568 ได้ 66.70 ตัน และครึ่งแรกปี 2569 อีก 28.64 ตัน เพื่อนำไปผลิตไบโอดีเซล
GO Wholesale คัดแยกกล่องกระดาษและพลาสติกพันพาเลทส่งรีไซเคิลได้กว่า 140 ตัน (ม.ค.-พ.ค. 2569) Power Buy ดำเนินโครงการ “เก่าแลกใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเข้าสู่กระบวนการคัดแยกชิ้นส่วน ขวด PET ที่รวบรวมได้จากงาน Supersports 10 Mile Run 2026 ผ่านโครงการ “Empty Bottles, No Waste” ถูกนำไปผลิตเป็นผ้าห่มสำหรับผู้ประสบภัย
ส่วนโครงการ “May Move Up 2025” ของ Supersports รวบรวมและส่งต่อรองเท้ากีฬา 4,400 คู่ (ลดขยะ 5,115 กิโลกรัม) ให้แก่เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน Tops นำป้ายไวนิลโฆษณาหมดอายุของ Tops Daily มา Upcycle เป็นกระเป๋าชอปปิงใบใหม่ภายใต้แนวคิด “Ugly Bag, Pretty World” ส่วนแบรนด์ Good Goods ได้ร่วมเปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วให้กลายเป็นกระเป๋ารีไซเคิลสุดเก๋
“Zero Waste” อาจไม่ได้หมายถึงวันที่โลกไม่มีขยะเหลืออยู่เลย แต่หมายถึงวันที่เราทำให้ทรัพยากรแต่ละชิ้นเดินทางไปได้ไกลที่สุด การขับเคลื่อนของกลุ่มเซ็นทรัลสะท้อนว่า เมื่อทุกคนในอีโคซิสเต็มร่วมมือกัน ทุกคนก็สามารถเป็นฮีโร่ที่ช่วยยืดอายุทรัพยากรเพื่อโลกได้อย่างแท้จริง





