“จีน” เร่งสร้าง “ดาต้าเซ็นเตอร์” เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะ เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน เพื่อรองรับความต้องการเอไอ มุ่งสู่ความเป็นมหาอำนาจเทคโนโลยีระดับโลก
KEY POINTS
- จีนเร่งขยายการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ "ข้อมูลตะวันออก การประมวลผลตะวันตก" เพื่อเป้าหมายในการเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแข่งขันกับสหรัฐฯ
- ชูจุดเด่นด้านการใช้พลังงานสะอาด โดยตั้งศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ตะวันตกของประเทศ เช่น เมืองอูหลานฉาปู้ ซึ่งมีแหล่งพลังงานลมและแสงอาทิตย์มหาศาล ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน
- มีความได้เปรียบด้านความเร็วในการก่อสร้าง โดยใช้ระบบโมดูลสำเร็จรูป (Lego-style) และมีห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร ทำให้สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้เร็วกว่าสหรัฐฯ
- แม้จะเผชิญปัญหาขาดแคลนชิปประมวลผลขั้นสูงจากมาตรการของสหรัฐฯ แต่รัฐบาลจีนก็ส่งเสริมการใช้ชิปที่ผลิตในประเทศและพัฒนากลยุทธ์อื่นเพื่อชดเชย
นครอูหลานฉาปู้ ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ของประเทศจีน เคยเป็นที่รู้จักกันในฐานะ “เมืองหลวงแห่งมันฝรั่ง” แต่ในปัจจุบัน พื้นที่เกษตรกรรมอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นเมืองแห่ง “ดาต้าเซ็นเตอร์” โดยมีโครงการมากถึง 89 แห่งที่สร้างเสร็จแล้วหรืออยู่ระหว่างการวางแผน เพื่อรองรับความต้องการเอไอที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
การแข่งขันของจีนและสหรัฐ
ปัจจุบัน การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลายเป็น “เครื่องมือสำคัญ” ในการแย่งชิงตำแหน่ง “มหาอำนาจทางเทคโนโลยี” ระหว่างจีนและสหรัฐ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ใครก็ตามที่ชนะในสงครามเอไอ จะเป็นผู้ชนะทั้งหมด”
ขณะที่ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน กล่าวยืนยันว่า “จีนอ้าแขนรับเอไอด้วยความเต็มใจ” พร้อมชี้ว่าการผลักดันเอไอเข้าสู่ภาคการผลิตถือเป็น “สัญลักษณ์ของการพัฒนาสู่ความทันสมัยแบบจีน” โดยรัฐบาลจีนได้ประกาศแผนมูลค่า 560,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและศูนย์ประมวลผลในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งรวมถึงแผนการลงทุนของภาครัฐจำนวน 295,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ
สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนแล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและระดับชาติ เมื่อก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นกลไกขับเคลื่อนภารกิจในการนำเอไอ ไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและสังคมจีนให้ครอบคลุมถึง 90% ภายในปี 2030
อย่างไรก็ตาม ดาริโอ อาโมเดอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเอไอ Anthropic เตือนว่าหากจีนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเอไอได้ “จะก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสหรัฐและโลก” ทำให้สื่อทางการจีนอย่าง Global Times ออกมาโต้ตอบว่า ความวิตกกังวลของสหรัฐ เป็นเพียงการนำแผนการสงครามเย็นมาใช้ เพื่อปิดล้อมและสกัดกั้นการเติบโตของจีน
ในปี 2022 จีนเปิดตัว “โครงการข้อมูลตะวันออก การประมวลผลตะวันตก” (Eastern Data, Western Computing) โครงการนี้ได้กำหนดให้มีศูนย์ประมวลผลแห่งชาติ 8 แห่ง และกลุ่มศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ 10 กลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตอนตะวันตกของประเทศ เพื่อดึงดูดและดูดซับพลังงานสะอาดอันมหาศาลจากลมและแสงอาทิตย์ที่มีอยู่มหาศาลในภูมิภาคเหล่านั้น
ทั้งนี้ จีนยังตามหลังสหรัฐอยู่พอสมควร โดยข้อมูลจากบริษัทวิจัย SemiAnalysis ระบุว่า สหรัฐมีกำลังการประมวลผลของดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดใช้งานแล้ว 56 กิกะวัตต์ (GW) ขณะที่จีนมีอยู่ 24 กิกะวัตต์ แต่ตอนนี้จีนกำลังใช้ “China Speed” มาเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ให้มีกำลังการประมวลเพิ่มขึ้นอีก 50 กิกะวัตต์
ขณะที่ จำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ของจีนก็ยังมีน้อยกว่าสหรัฐ โดยข้อมูลจากสถาบันเพื่อปัญญาประดิษฐ์ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เผยว่า สหรัฐมีดาต้าเซ็นเตอร์เอไอมากถึง 5,427 แห่ง ขณะที่จีนมี 449 แห่ง
เช่นเดียวกับงบลงทุนของทั้งสองประเทศยังคงห่างกันมาก โดยยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีฝั่งสหรัฐ เช่น Alphabet, Microsoft, Meta และ Amazon คาดว่าจะทุ่มเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอไอรวมกันสูงถึง 765,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 ในขณะที่บริษัทจดทะเบียนของจีนคาดว่าจะลงทุนราว 139,000 ล้านดอลลาร์
“บริษัทจีนยังไม่สามารถสร้างรายได้จากบริการเอไอได้มากเท่าไหร่ นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขายังไม่สามารถลงทุนในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ระดับเดียวกับคู่แข่งในสหรัฐได้” ผศ.เจฟฟรีย์ ดิง ผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตันกล่าว
อูหลานฉาปู้ ดาวเด่นดาต้าเซ็นเตอร์
แม้จะมีข้อจำกัดด้านเงินทุนจากภาคเอกชน แต่นครอูหลานฉาปู้กลับกลายเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย ด้วยกำลังการประมวลผลที่ได้รับความยินยอมสร้างสูงถึง 15 กิกะวัตต์ เนื่องจากเมืองนี้มีความพร้อมที่หาได้ยากในตลาดอื่น ทั้งสภาพอากาศที่หนาวเย็นด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยปีละ 4.3 องศาเซลเซียส ช่วยลดต้นทุนระบบระบายความร้อน ราคาที่ดินที่ถูก และการเดินทางที่สะดวกเพราะห่างจากกรุงปักกิ่งเพียง 2 ชั่วโมงด้วยรถไฟความเร็วสูง ข้อมูลจาก Goldman Sachs ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างในนครอูหลานฉาปู้ยังต่ำกว่าเมืองใหญ่ ๆ ในจีนถึง 20%
นอกจากนี้ ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในยังมีพลังงานไฟฟ้าล้นเหลือ ทำให้อูหลานฉาปู้มีข้อได้เปรียบสำคัญ โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมมากถึง 117 กิกะวัตต์ และพลังงานฟอสซิลอีกกว่า 130 กิกะวัตต์ เดวิด ฟิชแมน นักวิเคราะห์พลังงานจากบริษัทที่ปรึกษา The Lantau Group ชี้ว่า มองโกเลียในน่าจะเป็นภูมิภาคที่มีไฟฟ้าเกินความต้องการในท้องถิ่นมากที่สุดในโลก และดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาช่วยใช้พลังงานส่วนเกินเหล่านี้
อีกทั้ง โครงข่ายไฟฟ้าของมองโกเลียในยังเป็นอิสระจากรัฐบาลกลาง ส่งผลให้ผู้พัฒนาสามารถสร้างโรงไฟฟ้าเชื่อมตรงเข้ากับดาต้าเซ็นเตอร์ได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและไม่ต้องเสียค่าส่งไฟฟ้าให้แก่สายส่งของรัฐ
จีนสามารถสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้เร็วกว่าสหรัฐ โดยจีนใช้ระบบโมดูลสำเร็จรูป ที่เรียกว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์แบบเลโก้” ซึ่งช่วยให้การก่อสร้างเสร็จสิ้นภายใน 12-18 เดือน ขณะที่ สหรัฐต้องใช้เวลา 18-24 เดือน หรืออาจยาวนานถึง 2-3 ปี
ในบางกรณี จีนยังเปลี่ยนอาคารเก่าให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ZData เข้าซื้ออาคารโรงเรียนมัธยมปลายที่ถูกทิ้งร้างในนครอูหลานฉาปู้ แล้วเปลี่ยนพื้นที่ลานกิจกรรมและห้องเรียนให้กลายเป็นตู้แร็คประมวลผลคอมพิวเตอร์
นิคมอุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าบายิน ในนครอูหลานฉาปู้ กลายเป็นที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย เช่น Huawei, Alibaba, ByteDance, Kuaishou, และ VNET รวมถึงห้องปฏิบัติการเอไอชั้นนำอย่าง DeepSeek และ Z.ai ขณะที่ บริษัท Envision กำลังก่อสร้างโครงการกาแล็กซี แคมปัสขนาด 2 กิกะวัตต์ บนพื้นที่ใหญ่กว่าสนามฟุตบอล 20 สนาม
ริกกี้ เจิ้ง ผู้จัดการทั่วไปของโครงการ เปิดเผยว่า พลังงานมากกว่า 80% ของดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้มาจากฟาร์มกังหันลมโดยตรง พร้อมติดตั้งระบบแบตเตอรี่เก็บสำรอง และระบบระบายความร้อนแบบไม่ใช้น้ำ โดยใช้อัลกอฮอล์อุตสาหกรรมแทน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาแหล่งน้ำมีจำกัดของเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน
ข้อได้เปรียบของจีน
แม้แต่สหรัฐเอง ยังยอมรับว่าจีนมีห่วงโซ่อุปทานและความเร็วในการก่อสร้างเหนือกว่ามาก โดยเอสเค ลี รองประธานของ Brightray ซึ่งใช้ผู้ผลิตจีนอย่าง PrefabDC กล่าวว่า “ห่วงโซ่อุปทานของจีนมีความครบถ้วนสมบูรณ์มากและสามารถบูรณาการได้ดี นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราตั้งโรงงานในจีน”
ขณะที่ เบนจามิน บูเชอร์ นักวิเคราะห์หลักจาก Wood Mackenzie ให้ความเห็นว่า สหรัฐกำลังประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ไฟฟ้า และจีนกลายเป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนสำคัญอย่างหม้อแปลง แบตเตอรี่ และสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่มีระยะเวลาส่งมอบและราคาที่คุ้มค่ากว่า
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่ที่สุดของจีนในการเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์คือการขาดแคลนชิปประมวลผลขั้นสูง อันเป็นผลมาจากมาตรการควบคุมการส่งออกชิปจากสหรัฐ เช่น ชิปของ Nvidia และ AMD โดยนิค คอร์วิโน นักวิจัยจากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ ระบุว่า “ชิปคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างศูนย์ข้อมูล และจีนยังมีไม่เพียงพอ” ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจีนจึงแก้เกมด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและส่วนลดค่าไฟฟ้าแก่ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เลือกใช้ชิปที่ผลิตภายในประเทศแทน
นอกจากนี้ จีนยังใช้กลยุทธ์ชดเชยประสิทธิภาพชิปด้วยการรวมกลุ่มชิปท้องถิ่นเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้กำลังการประมวลผลเทียบเท่าชิประดับสูง แม้การทำเช่นนี้จะกินพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมากก็ตาม พร้อมทั้งผลักดันโมเดลเอไอแบบเปิด (Open-source Models) ซึ่งเปิดให้บริษัทและนักพัฒนาทั่วโลกนำไปปรับแต่งได้ฟรี แตกต่างจากโมเดลแบบปิดของสหรัฐ เช่น OpenAI และ Anthropic เพราะจีนมองว่าการแบ่งปันเทคโนโลยีช่วยให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วและสร้างอิทธิพลในระดับสากล
นอกจากนี้ จีนยังมีความพร้อมด้านแรงงานมากกว่าสหรัฐ โดยในแต่ละปีจีนมีผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STEM) สูงถึง 5 ล้านคน เมื่อเทียบกับสหรัฐ ที่มีราว 5 แสนคน นอกจากนี้ยังเกิดปรากฏการณ์บุคลากรสมองไหลกลับประเทศ เนื่องจากจีนให้การสนับสนุนทรัพยากรและงบประมาณจากรัฐบาลที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ถึงกระนั้น ศ.หลิว จวิน จากมหาวิทยาลัยชิงหวา ยังคงตั้งข้อสังเกตว่า ระบบและวัฒนธรรมการศึกษาของจีนบางส่วนยังคงเน้นการปฏิบัติตามมากกว่าการตั้งคำถามท้าทายความคิดเดิม
ทว่าในอีกมุมหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วก็สร้างความกังวลให้แก่ชาวบ้านบางกลุ่ม โดยชาวบ้านรายหนึ่งเปิดเผยว่า “บิ๊กดาต้าเหล่านี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคนธรรมดาอย่างพวกเราเลย” อีกทั้งยังเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ทางธรรมชาติและพื้นที่เกษตรกรรมดั้งเดิม โดยทุ่งหญ้า ทุ่งมันฝรั่ง ทุ่งทานตะวัน และทุ่งข้าวฟ่าง ถูกเปลี่ยนสภาพกลายเป็นไซต์งานก่อสร้างและนิคมอุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าขนาดใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ยังส่งผลให้เกิดการเวนคืนที่ดินและการย้ายถิ่นฐานของหมู่บ้านทั้งแห่ง ซึ่งทำให้ชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่เกิดความกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียที่ดินทำกิน และไม่สามารถทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงชีพได้เหมือนในอดีต รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าโครงข่ายไฟฟ้าของจีนบางส่วนยังต้องพึ่งพาพลังงานถ่านหินในการประมวลผล
ที่มา: BBC, CNBC, CNN, Fast Company



