ไทยแสดงวิสัยทัศน์ในประชุม CBD COP17 ณ อาร์เมเนีย ชูกลไกการเงินเพื่อธรรมชาติ พร้อมนำเสนอนวัตกรรมนโยบายอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
KEY POINTS
- ไทยร่วมเวที CBD COP17 ผลักดันเงินทุนอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมนำเสนอมาตรการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์
- เดินหน้าตลาด Biodiversity Credit นำร่องดอยตุง สร้างรายได้ชุมชนจากการอนุรักษ์ธรรมชาติ
- หารือ UNDP-BIOFIN และ NPI ระดมทุนท้องถิ่น พร้อมยกระดับธุรกิจไทยสู่มาตรฐานการลงทุนสีเขียวสากล
คณะผู้แทนประเทศไทย นำโดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 17 (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน สาธารณรัฐอาร์เมเนีย ระหว่างวันที่ 19–30 ตุลาคม 2569 การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมประเมินความก้าวหน้าระดับโลกตามกรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออล (KM-GBF) นำเสนอนวัตกรรมนโยบายการอนุรักษ์ และเจรจาขยายความร่วมมือทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ
CBD COP17 สำคัญอย่างไรต่อโลก
การประชุม CBD COP17 เป็นเวทีเจรจาด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่มีผู้แทนกว่า 15,000 คน จาก 196 ประเทศเข้าร่วม โดยปีนี้มี นายฮัมบาร์ดซุม มาเตโวสยาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐอาร์เมเนีย ทำหน้าที่ประธานการประชุม สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการทบทวนความก้าวหน้าระดับโลก ซึ่งเป็นการประเมินผลครึ่งทางตามเป้าหมายของกรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (KM-GBF) มุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)
ประเด็นหลักที่ประชาคมโลกร่วมหารือ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) ให้ครอบคลุมร้อยละ 30 การฟื้นฟูระบบนิเวศเสื่อมโทรม การแก้ปัญหาช่องว่างงบประมาณด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดทำกลไกการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเป็นธรรม (ABS) รวมถึงการส่งเสริมบทบาทของชุมชนท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ และภาคเอกชนในการดูแลธรรมชาติ
ประเทศไทยในเวที CBD COP17
คณะผู้แทนไทยซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (สพภ.), กรมประมง, สกสว., สอวช., ศช. และกรมองค์การระหว่างประเทศ ได้เข้าร่วมผลักดันภารกิจสำคัญในหลายมิติ
การผลักดันการปฏิรูปแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ (Target 18): ในเวทีระดับรัฐมนตรี "The Yerevan Call on Incentives Positive to Biodiversity" ไทยได้นำเสนอตัวอย่างการยกเลิกมาตรการที่ส่งผลเสียต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยยกกรณีศึกษาการปรับเปลี่ยนโครงการกำแพงกันคลื่นในจังหวัดเพชรบุรี มาเป็นการใช้แนวทางแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) ด้วยการใช้กำแพงไม้ไผ่ ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐไปได้กว่า 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ยังได้เสนอนโยบายยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับพื้นที่สีเขียวป่าชายเลนและพื้นที่ขึ้นทะเบียน TVER เพื่อป้องกันการแปลงสภาพพื้นที่ธรรมชาติไปเป็นแปลงเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว พร้อมทั้งร่วมสนับสนุนกลไกใหม่อย่าง Yerevan Call, Friends of Target 18 และ Yerevan Biodiversity Finance Challenge
การขับเคลื่อนตลาดเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ: ในงาน Presidency Event การหารือระดับรัฐมนตรี International Advisory Panel on Biodiversity Credits (IAPB) ไทยได้ร่วมหารือกรอบมาตรฐาน Biodiversity Credit ที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดย สผ. และ สพภ. เตรียมนำกลไกทางการเงินนี้ไปทดลองในพื้นที่นำร่อง "โครงการพัฒนาดอยตุง" โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายที่ 19 ของ KM-GBF ด้านการระดมทุน
การหารือทวิภาคีร่วมกับองค์กรสากล: คณะผู้แทนไทยได้หารือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาติ (UNDP-BIOFIN) เพื่อระดมทุนและขยายกลไกการเงินสู่ระดับท้องถิ่น พร้อมทั้งหารือกับ Nature Positive Initiative (NPI) ในการนำกรอบประเมินสถานภาพธรรมชาติ มาประยุกต์ใช้กับภาคธุรกิจและสถาบันการเงินในไทย[5] นอกจากนี้ ไทยยังได้เชิญผู้แทน NPI เข้าร่วมการประชุม International Conference on Biodiversity 2027 (IBD2027) ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพใน พ.ศ. 2570 อีกด้วย
ดึงทุนธรรมชาติ สร้างรายได้ ลดภาระรัฐ
การเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ช่วยสร้างผลประโยชน์และทิศทางการพัฒนาแก่ประเทศไทยในหลากหลายด้าน เช่น
- การสร้างรายได้ทางเลือกให้เกษตรกรและชุมชน: การนำร่องตลาด Biodiversity Credit ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง ช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มเติมจากการอนุรักษ์ธรรมชาต
- การประหยัดงบประมาณและมาตรการจูงใจทางภาษี: การเลือกใช้แนวทาง Nature-based Solutions พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดินได้มหาศาล ขณะที่การยกเว้นภาษีที่ดินป่าชายเลนและ TVER ช่วยจูงใจให้เจ้าของที่ดินร่วมรักษาพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
- การยกระดับกฎหมายและการบริหารจัดการทรัพยากร: ประเทศไทยนำเป้าหมายสากลมาเร่งรัดการขยายพื้นที่ OECMs ทั้งทางบกและทางทะเล พร้อมเร่งขับเคลื่อน "ร่างพระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. ...." เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อวางกลไกการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม (ABS) ในระดับประเทศ
- การเตรียมความพร้อมภาคธุรกิจและการดึงดูดการลงทุนสีเขียว: การเชื่อมโยงเครื่องมือประเมินสถานภาพธรรมชาติกับ NPI และ UNDP-BIOFIN ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจและสถาบันการเงินไทยให้สอดรับกับมาตรฐานการลงทุนเพื่อความยั่งยืนในระดับสากล





