ฟาร์มปลาแซลมอนในยุโรป เริ่มหันมาใช้ “ไก่” ที่เหลือจากการบริโภค เป็นวัตถุดิบอาหารปลา เพื่อแก้ปัญหาปลาป่นขาดแคลนและราคาพุ่งสูง ช่วยลดต้นทุนกว่าครึ่งและส่งเสริมความยั่งยืน
KEY POINTS
- ผู้ผลิตปลาแซลมอนรายใหญ่ในยุโรปหันมาใช้เศษไก่ที่เหลือจากการบริโภคของมนุษย์เป็นอาหารปลา เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนปลาป่นที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
- การใช้อาหารสัตว์หมุนเวียนจากเศษไก่ช่วยส่งเสริมความยั่งยืน โดยลดขยะ ลดการจับปลาเล็กในทะเลเพื่อรักษาระบบนิเวศ และเป็นทางเลือกที่ดีกว่าถั่วเหลือง
- เศษไก่แปรรูปมีโปรตีนสูง ย่อยง่าย และมีราคาต่ำกว่าปลาป่นดั้งเดิมเกินครึ่ง ทำให้เป็นวัตถุดิบทดแทนที่ตอบโจทย์ทั้งด้านโภชนาการและต้นทุน
- แม้จะมีประโยชน์หลายด้าน แต่ยังคงเผชิญความท้าทายจากทัศนคติของผู้บริโภคบางส่วนที่มองว่าไม่เป็นธรรมชาติ และกฎหมายการติดฉลากที่ยังไม่บังคับให้ระบุส่วนผสมอาหารสัตว์
บริษัท Mowi ผู้ผลิตปลาแซลมอนรายใหญ่ที่สุดในโลก ร่วมกับ Lerøy Seafood Group หันมาใช้ ชิ้นส่วน “ไก่” ที่เหลือจากการบริโภคของมนุษย์มาแปรรูปเป็น “อาหารปลา” สำหรับเลี้ยง “ปลาแซลมอน” ทั้งในนอร์เวย์ และสกอตแลนด์
ในอดีต สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรสั่งห้ามไม่ให้ใช้ “โปรตีนสัตว์แปรรูป” เป็นอาหารสำหรับสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อการบริโภค เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรควัวบ้า (Bovine Spongiform Encephalopathy - BSE) ในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ในปี 2013 สหภาพยุโรป ได้ยกเลิกมาตรการสั่งห้ามดังกล่าวบางส่วน โดยอนุญาตให้ใช้โปรตีนจากสัตว์ปีกในการผลิตอาหารปลาได้อย่างปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็ยังไม่ค่อยนำวัตถุดิบเหล่านี้มาใช้ เนื่องจากกลัวว่าผู้บริโภคจะมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมชาติ
แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา “ปลาป่น” ที่ผลิตจากปลาทะเลขนาดเล็กที่จับได้ตามธรรมชาติ มีราคาปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่าตัว ซึ่งผลมาจากปริมาณสัตว์น้ำในธรรมชาติที่ลดลง รวมทั้งความต้องการซื้อจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ขณะเดียวกัน ห่วงโซ่อุปทานปลาป่นยังถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยทางภูมิอากาศ โดยเฉพาะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่กำลังเกิดขึ้น ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการจับปลาแอนโชวีในเปรู ซึ่งเป็นแหล่งผลิตปลาป่นที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คิดเป็น 20% ของปริมาณปลาป่นทั่วโลก
อีกทั้ง ผู้ผลิตอาหารปลายังต้องลดปริมาณการใช้ปลาบลูไวติ้ง หลังจากปลาชนิดนี้สูญเสียใบรับรองความยั่งยืน เนื่องจากประเทศในยุโรปไม่สามารถตกลงจัดสรรโควตาการประมงร่วมกันได้
ดังนั้น ผู้เลี้ยงปลาแซลมอนแอตแลนติกที่ได้กำไรน้อยอยู่แล้ว จึงแบกรับราคาปลาป่นไม่ไหวอีกต่อไป บีบบังคับให้ต้องแสวงหาทางเลือกใหม่ ด้วยเหตุนี้อาหารปลาจากชิ้นส่วนไก่จึงกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ชิ้นส่วนไก่เหล่านี้ เป็นผลพลอยได้ที่เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมสัตว์ปีก เช่น กระดูก ตับ และสมอง ซึ่งเป็นส่วนที่มนุษย์ไม่บริโภค โดยเศษไก่แปรรูปนี้มีโปรตีนสูง ย่อยง่าย มีปริมาณมหาศาลตามขนาดการผลิตเนื้อไก่ระดับโลก และที่สำคัญที่สุดคือมีราคาต้นทุนต่อตันต่ำกว่าราคาปลาป่นดั้งเดิมเกินกว่าครึ่งหนึ่ง
ยอร์เกน สไคเด ผู้จัดการด้านอาหารสัตว์ของ Lerøy Seafood Group กล่าวถึงการตัดสินใจนำเศษไก่มาใช้ในฟาร์มปลาแซลมอนนอกชายฝั่งทั้งหมดว่า “ด้วยขนาดการดำเนินงานของเรา เรามีความจำเป็นต้องหาทางเลือกอื่นมาแทนที่ปลาป่น และไก่ป่นคือวัตถุดิบชนิดเดียวที่ตอบโจทย์ข้อกำหนดทั้งหมดของเรา” เขายังเสริมด้วยว่า วัตถุดิบจากทะเลมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นจึงต้องหาวัตถุดิบอื่นทดแทน นอกจากนี้ Grieg Seafood และ บริษัท SalMar ก็ได้เริ่มทดลองและใช้อาหารสัตว์ปีกแล้วเช่นกัน
“ปลาแซลมอนเป็นสัตว์กินเนื้อและจับปลาอื่นกินในธรรมชาติ ดังนั้นการให้อาหารไก่แก่พวกมันจึงถือเป็นเรื่องธรรมชาติอย่างยิ่ง” ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผลิตอาหารปลาแซลมอนรายใหญ่แห่งหนึ่งให้ความเห็นสนับสนุน
นอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว การเปลี่ยนมาใช้อาหารปลาจากชิ้นส่วนไก่ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างมีนัยสำคัญ เลียม คาร์ อาจารย์อาวุโสจากโรงเรียนภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยกัลเวย์ ระบุว่า การนำเศษไก่มาทำอาหารปลามีความยั่งยืนสูงมาก เนื่องจากชิ้นส่วนขยะเหล่านี้จะถูกนำไปเผาทำลายหากไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ ที่สำคัญ การใช้อาหารไก่ยังช่วยลดการจับปลาทะเลขนาดเล็กตามธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทร
ทางด้าน โซฟี ไรอัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนโลก กล่าวว่า “ผงโปรตีนและน้ำมันสัตว์ปีกผลิตมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่มนุษย์ไม่รับประทาน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะถูกทิ้งลงบ่อขยะอย่างสูญเปล่า การนำกลับมาใช้ช่วยลดรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม และยกระดับการหมุนเวียนทรัพยากร ขณะที่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการของปลาไว้”
อีกทั้ง การใช้สัตว์ปีกยังเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าการใช้ถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบอาหารปลาอีกชนิดหนึ่ง ที่เป็นสาเหตุหลักของการตัดไม้ทำลายป่าในอเมริกาใต้
ชิ้นส่วนไก่ที่เหลือจากการบริโภคในสหราชอาณาจักร จะถูกขนส่งไปยัง ประเทศนอร์เวย์ เพื่อแปรรูปเป็นเม็ดอาหารปลา จากนั้นจึงนำไปเลี้ยงปลาแซลมอน แล้วส่งออกปลาแซลมอนกลับมาจำหน่ายยังซูเปอร์มาร์เก็ตในอังกฤษ อลิสแตร์ คอลลินส์ กรรมการ บริษัท JG Pears ผู้แปรรูปผลพลอยได้จากสัตว์ ได้กล่าวว่า “ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากฟาร์มแซลมอนช่วยผลักดันให้มูลค่าของเศษไก่สูงขึ้น และทำให้อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกลายเป็นตลาดที่สำคัญมาก”
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากทัศนคติของผู้บริโภค โดยผลการศึกษาของ ฟลอร็องต์ โกวาแอร์ทส์ นักวิจัยจาก สถาบันวิจัยอาหารนอฟิมา พบว่าผู้บริโภคในอังกฤษและฝรั่งเศสจำนวนมากยังคงรู้สึกว่าการให้ปลาแซลมอนกินเนื้อไก่เป็นเรื่อง “ผิดธรรมชาติและน่ารังเกียจ”
ความกังวลนี้ ส่งผลให้เกิดนโยบายที่ขัดแย้งกันในกลุ่มห้างค้าปลีก โดยซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Waitrose และ Sainsbury's ยืนยันว่าไม่อนุญาตให้ใช้วัตถุดิบจากสัตว์ปีก ในอาหารสำหรับปลาแซลมอนแบรนด์ของตนเอง ขณะที่ Tesco และ Asda ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น
ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายติดฉลากอาหารในปัจจุบัน ไม่ได้บังคับให้ผู้ค้าปลีกต้องระบุส่วนผสมของอาหารสัตว์บนบรรจุภัณฑ์ ทำให้ผู้บริโภคแทบไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่าปลาแซลมอนที่ตนซื้อถูกเลี้ยงด้วยไก่หรือไม่
ด้วยความไม่ชัดเจนบนฉลากสินค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายอาหารจึงออกมาเรียกร้องสิทธิของผู้บริโภค ฮีเธอร์ ริตชี ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการประมงและค้าปลีก ให้ความเห็นว่าผู้บริโภคควรมีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตนเอง และไม่ควรต้องสืบหาห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดด้วยตนเองว่าอาหารผลิตมาอย่างไร
ด้าน จัสติน บัตเลอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก กลุ่มรณรงค์สิทธิสัตว์ Viva! กล่าวเสริมว่า “ผู้บริโภคที่พยายามหลีกเลี่ยงเนื้อไก่เนื่องจากความกังวลด้านสวัสดิภาพสัตว์หรือสิ่งแวดล้อม สมควรได้รับแจ้งข้อมูลอย่างสมเหตุสมผล เพื่อให้สามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างถูกต้อง”
แม้การนำชิ้นส่วนไก่มาทำเป็นอาหารปลา จะช่วยแก้ปัญหาต้นทุนและวิกฤตปลาป่นขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ เลียม คาร์ เตือนว่าประโยชน์นี้ไม่อาจแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยรวมของฟาร์มเลี้ยงปลาในกระชังเปิดได้ ทั้งเรื่องโรคระบาดและปลาหลุดสู่ธรรมชาติ ถึงกระนั้น ท่ามกลางความต้องการบริโภคปลาแซลมอนและเนื้อไก่ทั่วโลกที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง นวัตกรรมอาหารสัตว์หมุนเวียนจากเศษไก่ทิ้งจะกลายเป็นกลไกสำคัญ ที่อุตสาหกรรมประมงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในอนาคต
ที่มา: Financial Times, Independent, Investing, The Journal





