วันเสาร์ ที่ 24 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปลดล็อกการกุศลยุคใหม่ มูลนิธิกสิกรไทยเชื่อมเครือข่ายเอเชีย เลิกต่างคนต่างทำ

‘กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร’ ถอดรหัสบทบาท ‘มูลนิธิกสิกรไทย’ บนเวทีเอเชีย ดัน Philanthropy เป็นพันธมิตรพัฒนาประเทศ รับมือความท้าทายภูมิภาค

KEY POINTS

  • ‘กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร’ ถอดรหัสบทบาท ‘มูลนิธิกสิกรไทย’ บนเวทีเอเชีย
  • มูลนิธิกสิกรไทยร่วมเครือข่ายการกุศลเอเชีย 13 องค์กร ยุติการทำงานแบบต่างคนต่างทำ
  • แลกเปลี่ยนนวัตกรรมการกุศลข้ามประเทศ ถอดโมเดลต้นแบบปรับใช้แก้ปัญหาสังคม
  • ชู “น่านแซนด์บ็อกซ์” ต้นแบบแก้จนควบคู่ฟื้นฟูป่า ผ่านการปลูกพืชยาสมุนไพร
  • ดันภาคการกุศลเป็น “ตัวทดลองรับความเสี่ยง” ก่อนใช้ Blended Finance ขยายผลอย่างยั่งยืน

งาน “Asia’s Philanthropic Future: Catalyzing Growth and Partnership” เวทีคู่ขนานอย่างเป็นทางการของการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) มุ่งสะท้อนบทบาทของภาคการกุศลในฐานะพลังขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิกสิกรไทยและคณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย (The Commission on Asian Philanthropy) ในโอกาสนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” ประธานกรรมการมูลนิธิกสิกรไทย ถึงทิศทางและบทบาทของภาคการกุศลในการเป็นพันธมิตรกับภาครัฐ เพื่อขยายผลการพัฒนาให้ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ การจัดงานครั้งนี้มีการเปิดตัวรายงานฉบับเฉพาะกาลฉบับภาษาไทยของคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งระบุว่า เงินทุนเพื่อการกุศลในภูมิภาคเอเชียมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.9 ล้านล้านบาท) ณ ปี 2567 และมีศักยภาพเติบโตเทียบเท่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในทศวรรษข้างหน้า

รวมพลัง Philanthropy เอเชีย รับมือโลกผันผวน

"กอบกาญจน์" เปิดเผยถึงที่มาของการเข้าร่วมเป็นสมาชิกใน คณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรการกุศล 13 องค์กร จาก 10 เขตอำนาจรัฐในเอเชีย อาทิ Tencent Foundation (จีน), Temasek Foundation (สิงคโปร์), Tata Foundation (อินเดีย) และ Nippon Foundation (ญี่ปุ่น) โดยมูลนิธิกสิกรไทยได้รับเลือกเป็นตัวแทนจากประเทศไทยในโครงการความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี

ปลดล็อกการกุศลยุคใหม่ มูลนิธิกสิกรไทยเชื่อมเครือข่ายเอเชีย เลิกต่างคนต่างทำ

"เมื่อเราได้รับทาบทาม เราได้เรียนรู้ว่าโลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จึงเกิดแนวคิดว่า 'เอเชียต้องช่วยเอเชีย' คนในทวีปเดียวกันต้องร่วมมือกัน ภาคสังคมหรือ Philanthropy ในเอเชียไม่ได้ด้อยไปกว่าอเมริกาหรือยุโรป แต่ที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ ไม่รู้จักกัน หรือทำเรื่องซ้ำซ้อนกัน การรวมตัวครั้งนี้จึงต้องการให้มีตัวแทนของแต่ละประเทศมาแลกเปลี่ยนความรู้และทำงานร่วมกัน"

ถอดโมเดลนวัตกรรมการกุศลจากเพื่อนบ้านเอเชีย

"กอบกาญจน์" อธิบายว่า การแลกเปลี่ยนในเครือข่ายช่วยให้เห็นรูปแบบการจัดหาแหล่งทุนและการดำเนินงานที่หลากหลายในภูมิภาค ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น (Nippon Foundation) ผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อดึงเงินจากบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเกิน 10 ปี นำมาบริหารจัดการเป็นกองทุนช่วยเหลือประชาชน และฮ่องกง (Hong Kong Jockey Club) บริหารจัดการเงินรายได้จากการแข่งขันม้าและการเดิมพันที่ถูกกฎหมาย นำมาสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขแก่ชาวฮ่องกง

ความรู้และแนวปฏิบัติเหล่านี้ถูกรวบรวมเป็น Playbook (แนวทางปฏิบัติ) แปลเป็นภาษาต่าง ๆ เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายและองค์กรการกุศลนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาของแต่ละประเทศ

"ในกระบวนการทำงาน แหล่งทุนถือเป็นเรื่องสุดท้าย สิ่งสำคัญกว่าคือการลงพื้นที่ เข้าใจปัญหา และปรับนโยบายให้ตรงจุด เพื่อสร้างผลกระทบที่แท้จริง และทำให้ชุมชนสามารถลุกขึ้นมายืนได้ด้วยตนเอง"

ปลดล็อกการกุศลยุคใหม่ มูลนิธิกสิกรไทยเชื่อมเครือข่ายเอเชีย เลิกต่างคนต่างทำ

‘น่านแซนด์บ็อกซ์’ Place-based Model ระดับภูมิภาค

หนึ่งในโมเดลการพัฒนาที่คณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชียให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ โครงการ "น่านแซนด์บ็อกซ์" ของมูลนิธิกสิกรไทย ซึ่งถูกยกเป็นตัวอย่างแนวทาง Place-based Model ในการแก้ปัญหาความยากจนซ้ำซ้อนควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ

"กอบกาญจน์" เล่าถึงจุดเริ่มต้นและบทบาทของน่านแซนด์บ็อกซ์ว่า จังหวัดน่านเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่ส่งจ่ายมวลน้ำถึง 40% ให้แก่แม่น้ำเจ้าพระยา แต่กลับสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปถึง 28% จากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว เนื่องจากเกษตรกรขาดทางเลือกในการดำรงชีพ นำไปสู่ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งเรื้อรัง

มูลนิธิกสิกรไทยจึงเข้าไปสร้างระบบนิเวศการพัฒนาแบบครบวงจร ได้แก่

ภาคเกษตรและอุตสาหกรรม: ส่งเสริมการปลูก "พืชยาใต้ป่า" ซึ่งเป็นสมุนไพรสร้างมูลค่าสูงทดแทนการรุกป่า ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมจัดตั้งโรงงานแปรรูปและสกัดต้นแบบ ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 400 ครอบครัว และเริ่มได้รับคำสั่งซื้อพืชยา 29 ชนิดล็อตแรกจากคลินิกแพทย์แผนจีน โรงพยาบาลหัวเฉียว (มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง) ซึ่งผลการทดสอบพบว่ามีคุณภาพสูงกว่าการนำเข้า

สาธารณสุขและการสร้างความเชื่อมั่น: ปรับปรุงสถานีสาธารณสุขและยกระดับศักยภาพโรงพยาบาลน่าน เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพชีวิตพื้นฐานให้แก่ชาวบ้าน

การพัฒนาเยาวชน: จัดทำโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ภาษา การค้าขาย กีฬา และการตระหนักรู้ในวัฒนธรรมท้องถิ่นแก่เด็กและเยาวชนน่าน เพื่อสร้างโอกาสอาชีพและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด โดยตั้งเป้าหมายในระยะยาวให้พื้นที่น่านและแพร่ก้าวสู่การเป็น Medical & Beauty Hub ของภูมิภาค

"ตัวทดลองรับความเสี่ยง" และ Blended Finance

ในมิติเชิงนโยบาย "กอบกาญจน์" ระบุว่า ภาคการกุศลสามารถทำหน้าที่เป็น "ตัวทดลอง" ให้แก่ภาครัฐและภาคการเงิน โดยเข้ามารับความเสี่ยงในการทดลองรูปแบบการแก้ปัญหาสังคมในระยะแรก ซึ่งภาครัฐหรือสถาบันการเงินอาจไม่สามารถรับความเสี่ยงได้

"เมื่อองค์กรการกุศลเข้าไปทดลองทำจนโมเดลเริ่มสถิตและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นไปได้แล้ว สถาบันการเงิน หรือเงินทุนเพื่อความยั่งยืนก็จะเข้ามาต่อยอดผ่านกลไก Blended Finance เพื่อขับเคลื่อนในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งมีเป้าหมายและการวางแผนถอนตัวที่ชัดเจน เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน"

3 ปัจจัยหลักขับเคลื่อนความสำเร็จของมูลนิธิกสิกรไทย

เมื่อถูกถามถึงจุดยืนและปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่อมูลนิธิกสิกรไทย "กอบกาญจน์" สรุป 3 คีย์พอยต์สำคัญ ดังนี้

เจตนารมณ์ธนาคารเพื่อความยั่งยืน: สืบทอดวัฒนธรรมองค์กรและภารกิจการเป็นเสาหลักของประเทศ ตั้งแต่ยุคคุณ "บัณฑูร ล่ำซำ" และบิดา ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลกำไรทางการเงิน แต่มุ่งดูแลทั้งเศรษฐกิจ ประชาชนตัวเล็ก และสิ่งแวดล้อม

การมุ่งสร้างผลกระทบจริงในระยะยาว: เลือกแก้ไขปัญหาที่มีความรุนแรงและมุ่งมั่นทำอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการน่านที่ดำเนินการมากว่า 10 ปี โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และประสานความร่วมมือกับภาครัฐหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงมหาดไทย สาธารณสุข เกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ความซื่อสัตย์ โปร่งใส และมีคุณธรรม: ดำเนินงานอย่างเปิดเผย ไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทนแอบแฝง มุ่งคืนพื้นที่ป่าต้นน้ำให้สำเร็จ และยึดมั่นในคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่สังคม

ก้าวต่อไปของระบบนิเวศการกุศลในประเทศไทย

"กอบกาญจน์" ทิ้งทายถึงความหวังในการจัดงานครั้งนี้ว่า จะเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงองค์กรการกุศล ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในประเทศไทย ให้เห็นถึงศักยภาพของภาคการกุศล

"เราอยากให้คนไทยได้มองเห็นภาพว่าบทบาทของ Philanthropy ทำอะไรได้อีกมาก โลกกว้างใหญ่เกินกว่าที่เราจะต่างคนต่างทำ หากเราเรียนรู้ร่วมกัน ปิดช่องว่างที่ขาดหาย และจับมือเป็นพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เราจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศและในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง"