วันเสาร์ ที่ 24 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สตรีไทย’หนึ่งในร้อย‘ต้นแบบเอฟเอโอ’ ด้านระบบเกษตร,อาหารและการพัฒนาชนบท

มื่อเร็วๆนี้ ในช่วงการประชุม World Food Forum (WFF) ณ สำนักงานใหญ่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี

นางสาวกรียา สุไชยแสง ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับมอบโล่เชิดชูเกียรติจาก

ดร. ฉู่ ตงหยู  ผู้อำนวยการใหญ่ FAO ในโอกาสได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 สตรีต้นแบบของ FAO ด้านระบบเกษตรและอาหารและการพัฒนาชนบท หรือ 100 FAO Women Heroes in Agrifood Systems and Rural Development เสนอชื่อโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาสปีเกษตรกรสตรีสากล พ.ศ. 2569  หรือ International Year of the Women Farmer 2026 โดยผ่านการคัดเลือกเข้มข้นจากผู้ได้รับการเสนอชื่อมากกว่า 600 คน จาก 131 ประเทศทั่วโลก

ความสำเร็จของนางสาวกรียา สุไชยแสง ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และความมุ่งมั่นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย ที่ให้การส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทของสตรีอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้นำ นวัตกร ผู้ประกอบการ และกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเกษตรและอาหารและการพัฒนาชนบท

‘สตรีไทย’หนึ่งในร้อย‘ต้นแบบเอฟเอโอ’  ด้านระบบเกษตร,อาหารและการพัฒนาชนบท

 ดร.ฉู่ ตงหยู   เปิดเผยว่า นางสาวกรียา สุไชยแสง ได้ฉายความโดดเด่นอย่างยิ่ง ทั้งในด้านความเป็นผู้นำ ความทุ่มเท นวัตกรรม และผลงานที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเกษตรและอาหาร ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในชนบท

สำหรับผลงานโดดเด่นของ นางสาวกรียา สุไชยแสง ซึ่งเคยได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำนา ประจำปี 2568 เป็นผู้บุกเบิกการเปลี่ยนผ่านเกษตรกรรมแบบยังชีพดั้งเดิม ไปสู่ระบบเกษตรและอาหารอินทรีย์มาตรฐานสากล โดยมีผลงานสำคัญตามหลักเกณฑ์ของ FAO ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ 1. การผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Production): จัดตั้งระบบควบคุมภายใน (ICS) นำเกษตรกรรายย่อยกว่า 1,620 ครัวเรือน ย่อยเป็น 27 กลุ่มชุมชน บริหารจัดการพื้นที่เกษตรอินทรีย์กว่า 15,500 ไร่ จนได้รับมาตรฐานระดับโลก อาทิ Organic Thailand, EU Organic สหภาพยุโรปและ USDA-NOP สหรัฐ พร้อมนำมาตรฐานข้าวยั่งยืน (SRP) มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม

 2. การดูแลสิ่งแวดล้อม (Environmental Care): นำชุมชนยกเลิกการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีอย่างสิ้นเชิง ขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเกษตรกรรมขยะเหลือศูนย์ (Zero-Waste) โดยคิดค้นนำเถ้าแกลบมาแปรรูปเป็น “ซิลิกาน้ำสกัดบริสุทธิ์” สำหรับบำรุงพืช ช่วยลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ในการทำนาได้อย่างมีนัยสำคัญ 

3. ความมั่นคงทางโภชนาการ (Nutritional Security): อนุรักษ์และส่งเสริมการปลูกข้าวพื้นเมืองโภชนาการสูง เช่น ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ข้าวกล้องเมล็ดฝ้าย และข้าวกล้องมะลิแดง พร้อมพัฒนานวัตกรรมอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) แปรรูปเป็นชาข้าวกล้องงอก (GABA Rice Tea) และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ยกระดับคุณค่าทางโภชนาการ 

4. การพัฒนาชนบท (Rural Development): ยกระดับวิสาหกิจชุมชนให้เป็นศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการชุมชนเกษตรกรรมระดับชาติ ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้มากกว่า 40% ตัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง และสร้าง “งานสีเขียว” (Green Jobs) ที่มั่นคง ลดปัญหาการย้ายถิ่นฐานของเยาวชนและสตรีในท้องถิ่น และ 5) การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมและนวัตกรรม (Integration of Traditional Knowledge and Innovation): นำวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นสืบสานวิถี “ภูไท” มาผสานกับเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ (Agritech) สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์แปรรูปพรีเมี่ยมภายใต้แบรนด์ “ข้าวนาภู” (Khao Na Phu)

ความสำเร็จของ นางสาวกรียา สุไชยแสง บนเวทีระดับโลกของ FAO ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพอันโดดเด่นของสตรีเกษตรกรไทย ในการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ จนสามารถยกระดับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ขณะเดียวกันยังแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์จากความร่วมมืออันเข้มแข็งและการสนับสนุนอย่างจริงจังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งเสริมบทบาทสตรี การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนในชนบทได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน