จากรายงาน Global Education Monitoring (GEM) Report 2026 ของ UNESCO สะท้อนความท้าทายสำคัญว่า ทั่วโลกมีเด็กและเยาวชน 273 ล้านคนอยู่นอกระบบการศึกษา ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกยังมีเด็กและเยาวชนนอกระบบในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายถึง 77 ล้านคน สถานการณ์ดังกล่าวชี้ว่า ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การขยายโอกาสเข้าถึงการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบระบบที่ลดอุปสรรค ตอบสนองต่อความแตกต่างของผู้เรียน เพื่อที่จะสามารถมีการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ (UNESCO Regional Office in Bangkok) ภายใต้การขับเคลื่อนงานกลุ่มพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equitable Education Alliance: EEA) และภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 4 (4th International Conference on Equitable Education: All for Education Conference 2026 หรือ AFE 2026) ระหว่างวันที่ 23–24 ต.ค. 2569 ภายใต้หัวข้อ “Designing Tomorrow’s Equity: Equitable Solutions for Out-of-School Children and Youth by 2030 and Beyond” มุ่งร่วมกันออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา และพัฒนาระบบการศึกษาที่มีความเสมอภาค ครอบคลุม และยืดหยุ่น
การประชุมได้รับความสนใจจากหลากหลายภาคส่วน เช่น ผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญ นักการศึกษา เยาวชน และภาคีจากหลากหลายภาคส่วนในเอเชียและแปซิฟิก
เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการขับเคลื่อน โดยเน้นการเชื่อมโยงนโยบาย ข้อมูล การจัดสรรทรัพยากร และการปฏิบัติ เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถกลับเข้าสู่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และสำเร็จการศึกษาได้ตามศักยภาพ
รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนเชิงระบบของประเทศไทยว่า “การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการเชื่อมโยงการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยเข้าด้วยกัน ประเทศไทยจึงเดินหน้าขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิต ( Credit Bank) ควบคู่กับระบบรับรองสมรรถนะ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถสะสมทักษะและเทียบโอนคุณวุฒิ พร้อมสร้างสะพานเชื่อมจากการศึกษาไปสู่การมีงานทำ และเปิดทางให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้เพื่อมีรายได้อย่างยั่งยืน”
ความมุ่งมั่นเชิงระบบของประเทศไทยดังกล่าว สอดรับกับสถานการณ์และความท้าทายเร่งด่วนในระดับสากล โดย
“การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน แต่ปัจจุบันเด็กและเยาวชนทั่วโลกถึง 1 ใน 6 คนยังไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา”
ซูฮย็อน คิม ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ กล่าวว่า สำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เราจำเป็นต้องนำข้อมูลมาใช้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ขยายโอกาสการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะและโลกของการทำงาน พร้อมทั้งส่งเสริมการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาที่เป็นธรรมและยั่งยืน เมื่อเรามองไปถึงอนาคตการศึกษาหลังปี 2573 การเร่งลงมือดำเนินการตั้งแต่วันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเด็กและเยาวชนที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษาไม่สามารถรอคอยได้อีกต่อไป
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เสริมว่า “เมื่อเด็กไม่สามารถเข้ากับระบบการศึกษาได้ เราต้องไม่ถามแค่ว่าจะดึงเขากลับมาอย่างไร แต่ต้องถามว่า ระบบการศึกษาจะเปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์ชีวิตพวกเขาได้อย่างไร กสศ. พร้อมนำบทเรียนจาก Thailand Zero Dropout Plus ผนึกกำลังกับยูเนสโกและภาคีเครือข่าย ผลักดันวาระในระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่การรับรอง ‘ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นศูนย์’ (ASEAN Zero Dropout Declaration) ในช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียนปี 2571 โดยข้อเสนอแนะและองค์ความรู้จากเวที AFE 2026 จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกร่างปฏิญญาฉบับนี้ เพื่อสร้างหลักประกันว่าเด็กและเยาวชนทุกคนในภูมิภาคจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกต่อไป”
การประชุม AFE 2026 มุ่งขับเคลื่อน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น การใช้ข้อมูลและระบบเตือนภัยเพื่อค้นหาและช่วยเหลือผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงนโยบายสูตรจัดสรรงบประมาณที่เสมอภาคและยั่งยืน และการเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา
ผลจากการแลกเปลี่ยนในเวทีจะนำไปสู่การจัดทำ Outcome Document on Equitable Education by 2030 and Beyond เพื่อรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติสำหรับการขับเคลื่อนความเสมอภาคทางการศึกษา โดยจะนำไปใช้ประกอบการหารือในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลกที่เกี่ยวข้องในปี 2570 รวมถึงการประชุม Asia-Pacific Meeting on Education ครั้งที่ 7 (APMED7) และ Global Education Meeting ซึ่งประเทศไทยร่วมเป็นเจ้าภาพกับ UNESCO





