เมื่อโลกตกอยู่ในความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤติราคาพลังงาน ไทยจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุค "พลังงานสะอาด" ได้อย่างไร?
บริษัท เวรียนส์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส (Vriens & Partners) ร่วมกับกระทรวงพลังงาน ชวนเจาะลึกทิศทางแผน PDP 2026 และทางออกการปลดล็อกโครงข่ายไฟฟ้าไทย ทั้งภาคอุตสาหกรรมส่งออกและภาคครัวเรือนอย่างยั่งยืน ในการประชุมโต๊ะกลมสุดยอดผู้นำ (Roundtable Summit) "สร้างไทยให้แกร่ง ฝ่าวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์และพลังงาน" เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
เปิดฉากวิกฤติโลก เมื่อความผันผวนบีบให้ไทยต้อง "อยู่ให้เป็น"
พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดประเด็นถึงภาพรวมความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญว่า ปัจจุบันประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะความเสี่ยงบริเวณช่องแคบสำคัญอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบตรงต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90% จนส่งผลให้ภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตึงตัวอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน มองว่าวิกฤติครั้งนี้คือ "สปริงบอร์ด" หรือแรงผลักดันสำคัญ ที่สามารถพลิกกลับให้เป็นโอกาสได้ด้วยการเร่งลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า แล้วหันมาส่งเสริมทรัพยากรภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันพลังงานชีวภาพจากพืชเกษตร เช่น เอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง หรือไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมัน (E20 และ B20) ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนกลายเป็น "ผู้ผลิตโภค" ผ่านโครงการส่งเสริมโซลาร์เซลล์หลังคาเรือน 1 ล้านหลังคาเรือน
นอกจากนี้ แผนแม่บทไฟฟ้าอย่าง PDP 2026 กำลังถูกวางทิศทางเพื่อรับมือกับความต้องการพลังงานรูปแบบใหม่ ทั้งการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการใช้ไฟสูงสุด เปลี่ยนไปอยู่ช่วงดึก และคำขอใช้ไฟฟ้ามหาศาลจากกลุ่ม Data Center และ AI กระทรวงพลังงาน จึงเน้นย้ำแนวคิดการทำงานที่พร้อมรับฟัง ปรับเปลี่ยนตามข้อเท็จจริง และร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างโปร่งใส พร้อมกับเร่งมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
โอกาส กับดัก และความท้าทายของไทย
ในขณะที่ประเทศไทยมีโอกาสเติบโตจากการเป็นศูนย์กลางการลงทุน Data Center อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ พลังงานสะอาด ก็มี "กับดักและความท้าทาย" ที่ต้องระมัดระวัง ได้แก่
1. กับดักอุปสงค์แฝง (Phantom Demand)
คำขอใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center พุ่งสูงถึง 35,000 เมกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกับยอดพีคทั้งประเทศ ภาครัฐจึงต้องคัดกรองตัวเลขจริงให้เหลือราว 8,800 เมกะวัตต์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลงทุนโรงไฟฟ้าเกินจำเป็นจนกลายเป็นภาระค่าไฟของประชาชน
2. ข้อจำกัดของระบบโครงข่าย (Grid Bottleneck)
พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์และลม มีความผันผวนสูง หากนำไฟฟ้าสะอาดเข้าสู่ระบบพร้อมกันถึง 10,000 เมกะวัตต์ ระบบสายส่งเดิมจะไม่สามารถรองรับได้ทันทีโดยไม่ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ดี ที่ประชุมได้เสนอแนวคิด Customer Energy Resources (CER) ให้เปลี่ยนจากการมองไฟฟ้าจากภาคครัวเรือนว่าเป็นภาระของระบบโครงข่าย มาเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่ต้องบริหารจัดการไปพร้อมๆ กันเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้า
3. ความสมดุลระหว่าง "ราคา" กับ "ความมั่นคง"
การลงทุนเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) หรือการปรับปรุงระบบสายส่งมีต้นทุนสูง การวางแผนจึงต้องระวังไม่ให้ต้นทุนเหล่านี้ถูกดันไปใส่ไว้ในค่าไฟฟ้าฐานจนกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
การรับมือวิกฤติพลังงานและความผันผวน เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น ของประเทศไทย
แนวทางการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน จึงควรมุ่งเน้นไปที่การพึ่งพาพลังงานในประเทศโดยเฉพาะการนำเศษวัสดุเกษตร เช่น ใบอ้อยและชานอ้อย มาผลิตไฟฟ้าเพื่อลดการนำเข้า LNG ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า พร้อมบริหารสายส่งไฟฟ้าร่วมระหว่างชีวมวลและโซลาร์เซลล์เพื่อช่วยรักษาความต่อเนื่องของระบบ นอกจากนี้ต้องเร่งแก้ไขกฎระเบียบที่ไม่ยืดหยุ่น อย่างโครงสร้างกิจการไฟฟ้าที่มีผู้รับซื้อไฟฟ้าเพียงรายเดียว (Enhanced Single Buyer) และเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ส่วนเกินย้อนกลับจากภาคธุรกิจและ SMEs เพื่อป้องกันการสูญเสียพลังงานสะอาดโดยไร้ประโยชน์
ติดปีกไทย ในห้วงสงครามเศรษฐกิจและการค้า
เมื่อ พลังงานสะอาด กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ โจทย์สำคัญคือการมุ่งผลักดันภาคธุรกิจและ SMEs ให้เท่าทันกติกาโลกใหม่ที่คาดหวังให้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนหรือระบุ Carbon Footprint ได้ เช่น Digital Product Passport และกลไกภาษีคาร์บอนอย่าง CBAM ผ่านการขับเคลื่อนแบตเตอรี่นำร่องและ Bioeconomy ขณะที่ BOI เร่งส่งเสริม New Economy และพัฒนาทักษะแรงงาน ควบคู่กับข้อเสนอปลดล็อกระบบ Third Party Access (TPA) และ Private PPA เพื่อให้ภาคเอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้สะดวกขึ้น พร้อมผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain โลก
แผน PDP 2026 ตอบโจทย์อนาคตเพียงพอหรือยัง?
แผน PDP 2026 มุ่งเน้นการจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ เพิ่มสัดส่วน พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกำหนดเงื่อนไขความมั่นคงให้อัตราไฟดับอยู่ในระดับต่ำและราคาต้องแข่งขันได้ แต่คำถามสำคัญคือ แผนนี้เพียงพอแล้วหรือไม่ในการพาประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว?
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แผน PDP 2026 เป็นเข็มทิศรอบด้าน แต่การจะทำให้เกิดขึ้นได้จริงต้องมองเพิ่มเติมมากกว่าแค่การพยากรณ์ความต้องการ จาก GDP โดยจำเป็นต้องเพิ่ม ความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า (Grid Flexibility) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาค่าไฟให้สะท้อนพฤติกรรมจริง และการเปิดช่องทางกฎระเบียบให้เอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้สะดวกรวดเร็วขึ้น
ปลดล็อกข้อติดขัดภาคพลังงาน
มุมมองภาคอุตสาหกรรม "สามเหลี่ยมพลังงาน" กุญแจรอดของส่งออกไทย ตัวแทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ และ AI ได้สะท้อนภาพว่า ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ 3 ด้านไปพร้อมกัน ได้แก่
- ความมั่นคง 24 ชั่วโมง (Energy Security): กระบวนการผลิตหยุดชะงักไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที
- ราคาแข่งขันได้ (Competitive Price): เพื่อรักษาฐานการผลิตในไทย เนื่องจากเป็นปัจจัยที่กระทบต่อต้นทุน
- การเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียว (Green Access): เนื่องจากคู่ค้าหลักในยุโรปและสหรัฐกำหนดเงื่อนไขบังคับใช้อุตสาหกรรมซัพพลายเชนต้องใช้พลังงานสะอาดภายใน 3–5 ปี
ทั้งนี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Semiconductor, Electronics, Hard Disk Drive (HDD) และ AI Infrastructure ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องและต้องการไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูง การเข้าถึง พลังงานสะอาด ในราคาที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน การขยายกำลังการผลิต และการเลือกประเทศที่จะเป็นฐานการผลิตในอนาคต ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการให้ภาครัฐเร่งปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) และจัดทำอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) ให้มีความชัดเจนโดยเร็ว
มุมมองผู้ดูแลระบบจ่ายไฟฟ้า นวัตกรรมนโยบายราคา ย้ายพีคชาร์จ EV โดยไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อน
ทรงวุฒิ ขันดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เสนอให้รัฐบาลเพิ่มความยืดหยุ่นแก่ระบบ ซึ่งทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก้อนโตเสมอไป เพียงแค่ใช้ "นโยบายเปลี่ยนพฤติกรรม" (Policy Change) โดยการปรับอัตราค่าไฟตามช่วงเวลาใช้ (TOU) หรือประกาศช่วง Peak Critical ใหม่ หากเร่งกระจายการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและปรับให้การชาร์จรถ EV หรือการใช้ไฟหนัก ย้ายจากช่วงดึก (22.00 น.) มาเป็นช่วงกลางวัน (09.00–15.00 น.) ซึ่งเป็นช่วงที่โซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้ล้นระบบ ไฟฟ้าส่วนเกินจะถูกดึงไปใช้ทันที โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อแบตเตอรี่มาเก็บไฟ
นอกจากนี้ กฟภ. ยังได้เตรียมพร้อม Smart Grid ปรับปรุง Grid Code รองรับอินเวอร์เตอร์บ้าน และพร้อมนำร่องทดลอง Sandbox การซื้อขายไฟ Direct PPA และคิดค่าบริการสายส่ง ในระดับพื้นที่
มุมมองฝั่งผลิตไฟฟ้า Grid Modernization และการสร้างความยุติธรรมเชิงโครงสร้าง
ศุภชัย คูณเศรษฐ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า กฟผ. กำลังเร่งยกระดับระบบไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ พลังงานสะอาด โดยมีมาตรการสำคัญ อาทิ การพัฒนาและปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิมให้มีความยืดหยุ่น สามารถเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็วเพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม การปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าทั่วประเทศเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RE Forecast Center) โดยใช้ AI และแบบจำลองสภาพอากาศล่วงหน้าเพื่อคาดการณ์ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมทั่วประเทศพร้อมส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ (National Control Center) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า ตลอดจนการนำแบตเตอรี่มาใช้ในการกักเก็บพลังงาน ควบคู่กับการศึกษาแนวทางการนำแบตเตอรี่จากยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ในการกักเก็บพลังงาน และการ Recycle แบตเตอรี่ที่หมดอายุแล้ว ให้ครอบคลุมระบบนิเวศของแบตเตอรี่ในการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อความยั่งยืน (Sustainable) ของประเทศ
ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังให้การสนับสนุนหน่วยงานกำกับดูแลกิจการพลังงาน ในการนำเสนออัตราค่าบริการระบบส่งและกลไกการจัดสรรต้นทุนด้านการบำรุงรักษาระบบส่งไฟฟ้าให้มีความมั่นคง สะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงจากการเปิดให้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA)
4 ออฟชันปลดล็อกพลังงานไทยสู่ความยั่งยืน
- Demand & Tariff Shifting (ย้ายช่วงเวลาใช้ไฟ): ปรับโครงสร้างค่าไฟ (TOU) จูงใจให้ชาร์จ EV และใช้ไฟหนักช่วงกลางวัน (09.00–15.00 น.) เพื่อดึงพลังงานโซลาร์เซลล์ส่วนเกินมาใช้ทันที โดยไม่ต้องเสียเงินลงทุนแบตเตอรี่เพิ่ม
- Grid Modernization (ยกระดับสายส่งและโรงไฟฟ้า): ปรับโรงไฟฟ้าเดิมให้ยืดหยุ่น เพิ่ม AI พยากรณ์แดด-ลม และยกระดับสายส่งพร้อมระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อรองรับไฟหมุนเวียนที่ผันผวน
- Direct PPA & Fair Wheeling Charge (เปิดทางไฟเขียวภาคอุตสาหกรรม): เปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงแก่ผู้ประกอบการทุกอุตสาหกรรม พร้อมคิดค่าบริการสายส่งที่เป็นธรรมตามต้นทุนจริง ช่วยรักษาฐานการผลิตส่งออกโดยไม่เพิ่มภาระค่าไฟประชาชน
- Prosumer & Bio-Energy (หนุนไฟบ้านและพลังงานชีวภาพ): ส่งเสริมโซลาร์หลังคาเรือน 1 ล้านหลังคาเรือนให้ประชาชนผลิต-ขายไฟเองได้ พิจารณาการส่งเสริมติดโซลาร์พร้อมแบตเตอรี่ พร้อมดันการใช้เอทานอลและไบโอดีเซลจากพืชเกษตรไทย เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันต่างประเทศ
การเปลี่ยนผ่านสู่ พลังงานสะอาด ของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างโรงไฟฟ้าสีเขียวเพิ่มขึ้น แต่คือการ "ปรับสมดุลโครงสร้าง" ทั้งนโยบาย ราคา และเทคโนโลยีสายส่ง เพื่อให้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่โรงงานอุตสาหกรรมไฮเทคไปจนถึงครัวเรือน ได้ใช้พลังงานที่มั่นคง มั่นใจ และเป็นธรรมในราคาที่แข่งขันได้จริง





