เมื่อการบริหารน้ำคือหัวใจของเมืองแห่งอนาคตในยุค Climate Extremes การเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำจากประเทศที่เป็นผู้นำโลกในเรื่องการบริหารจัดการและการรับมือกับภัยพิบัติ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับไทย โดยควรปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการเร่งระบายน้ำเมื่อเกิดเหตุเป็นการวางแผนเตรียมรับมือ
ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มาพร้อมกับภาวะโลกร้อน หรือที่นักวิชาการบางคนได้กล่าวว่าเข้าสู่ภาวะโลกเดือดแล้ว ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว (climate extremes) ทั้งฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลันและภัยแล้ง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิต เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศ ในช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา เนปาล อินเดีย ไปจนถึงไทยประสบปัญหาน้ำท่วมแบบฉับพลัน
โดยเนปาลได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำหลากหลายระลอก ทำให้มีผู้คนบาดเจ็บและเสียชีวิต บ้านเรือน ถนนและสะพานเสียหาย และไฟฟ้าในบางพื้นที่ถูกตัดขาด ส่วนอินเดียก็ประสบภัยน้ำท่วมในรัฐอุตตรประเทศและพิหาร ซึ่งในกรณีของอินเดียยังสะท้อนความซับซ้อนของการบริหารจัดการน้ำ เมื่อบางพื้นที่เผชิญน้ำท่วมอย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกันบางพื้นที่ในรัฐมหาราษฏระกลับประสบภัยแล้งจากปริมาณฝนที่ขาดแคลน สถานการณ์เหล่านี้ตอกย้ำว่า การบริหารจัดการน้ำและการวางผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงมาตรการรับมือภัยพิบัติ แต่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
สองประเทศที่เป็นกรณีศึกษาอันดับต้น ๆ ของโลกในการบริหารจัดการน้ำคือ เนเธอร์แลนด์และสิงคโปร์ เมื่อรัฐบาลทั้งสองประเทศมีการวางแผนผังเมืองแบบบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาในภายหลังโดยการระบายน้ำให้เร็วเท่านั้น
เนเธอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญด้านการจัดการน้ำ โดยการผสมผสานระบบคันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ และการฟื้นฟูพื้นที่รับน้ำเข้ากับการวางแผนระดับชาติ แนวคิดสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้แม่น้ำมีที่รองรับน้ำ และกำหนดการใช้ที่ดินโดยคำนึงถึงความเสี่ยงน้ำท่วมตั้งแต่ต้น
ส่วน สิงคโปร์ ได้วางแผนผังเมืองที่มีพื้นที่จำกัดและอยู่ติดทะเลให้ลดความเสี่ยงน้ำท่วมด้วยการบูรณาการคลอง อ่างเก็บน้ำ สวนสาธารณะ และพื้นที่กักเก็บน้ำฝนเข้ากับผังเมือง โดยหน่วยงานน้ำแห่งชาติสิงคโปร์ (PUB - Public Utilities Board) ได้ระบุว่าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในสิงคโปร์ลดจากประมาณ 3,200 เฮกตาร์ในทศวรรษ 1970 เหลือน้อยกว่า 25 เฮกตาร์ในปัจจุบัน และรัฐบาลสิงคโปร์ยังคงลงทุนปรับปรุงระบบระบายน้ำเพื่อรองรับฝนที่รุนแรงขึ้น
อีกสามประเทศที่เป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับการบริหารจัดการน้ำ คือ เดนมาร์ก ญี่ปุ่น และเยอรมนี เพราะรัฐบาลได้ออกแบบเมืองให้พร้อมรับน้ำอย่างฉับพลัน
ในเดนมาร์ก โดยเฉพาะกรุงโคเปนเฮเกน มีแผนรับมือฝนตกหนักด้วยการออกแบบเส้นทางให้น้ำไหลบนผิวดินไปยังพื้นที่รองรับ เช่น สวนสาธารณะ ทะเลสาบ และพื้นที่สีเขียว แทนการพึ่งพาท่อระบายน้ำเพียงอย่างเดียว
ส่วนญี่ปุ่น เป็นกรณีศึกษาด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินในกรุงโตเกียว ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า G-Cans ซึ่งเป็นเหมือนอุโมงค์กู้เมืองจากภัยน้ำท่วมได้เพราะเป็นที่ระบายน้ำขนาดใหญ่ของเมืองทั้งเมือง นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีระบบเตือนภัยและแผนอพยพในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลที่ทันเวลาและการเตรียมพร้อมของประชาชน
ในขณะที่ เยอรมนี ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำ โดยการจัดทำแผนที่ความเสี่ยง และการกำหนดพื้นที่รับน้ำที่ควรหลีกเลี่ยงการ
โลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนและความเสี่ยงจากภัยพิบัติอย่างรุนแรงและฉับพลันอาจทำให้ไม่มีประเทศใดสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ทั้งหมด แม้แต่ประเทศที่มีระบบบริหารจัดการน้ำก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม การวางแผนเมืองที่ดีสามารถช่วยลดความสูญเสีย และประเทศที่มีความพร้อมและมีการวางแผนเตรียมการในการจัดการน้ำที่ดีจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ
สำหรับประเทศไทย การเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำจากประเทศที่เป็นผู้นำโลกในเรื่องการบริหารจัดการและการรับมือกับภัยพิบัติ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการเร่งระบายน้ำเมื่อเกิดเหตุเป็นการวางแผนเตรียมรับมือโดยการออกแบบเมืองที่เข้าใจธรรมชาติของน้ำ เพื่อให้ประชาชน เศรษฐกิจ และประเทศสามารถรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่นับวันจะมีความรุนแรงมากขึ้นได้อย่างยั่งยืน





