วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

สับระบบจัดการน้ำไทย 20 หน่วยงาน 'ไร้บูรณาการ' ในการร่วมมือ

ระบบจัดการน้ำของไทยมีปัญหาขาดการบูรณาการ แม้จะมีหน่วยงานเกี่ยวข้องกว่า 20 แห่ง แต่เมื่อเกิดวิกฤติกลับทำงานซ้ำซ้อนและไร้เอกภาพในการสั่งการเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานไม่กล้าตัดสินใจในภาวะวิกฤติ

KEY POINTS

  • ระบบจัดการน้ำของไทยมีปัญหาขาดการบูรณาการ แม้จะมีหน่วยงานเกี่ยวข้องกว่า 20 แห่ง แต่เมื่อเกิดวิกฤตกลับทำงานซ้ำซ้อนและไร้เอกภาพในการสั่งการ
  • เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานไม่กล้าตัดสินใจในภาวะวิกฤติ เช่น การผันน้ำหรือทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำ เนื่องจากกลัวถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในภายหลัง
  • มีการเรียกร้องให้ สทนช. ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ มาตรา 24 เพื่อประกาศภาวะวิกฤติด้านน้ำ ซึ่งจะให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่และทำให้การแก้ปัญหารวดเร็วขึ้น

กรุงเทพฯ ถูกประคบประหงบจนกลายสภาพเป็นน้ำเน่า ขณะที่ต่างจังหวัดต้องรับกรรมท่วมก่อนยาวนานเป็นเดือน จี้รัฐบาลและ สทนช. เลิกกลัวโดนฟ้อง แล้วใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.น้ำ มาตรา 24 คุ้มครองเจ้าหน้าที่เร่งผันน้ำช่วยประชาชน

ปัญหาการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย

รศ. ดร.สิตางคุ์ พิลัยหล้า จากภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ฉายภาพปัญหาการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยว่า แม้ประเทศจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมากกว่า 20 หน่วยงาน สังกัดอยู่ถึง 10 กระทรวง แต่เมื่อเกิดภาวะวิกฤติกลับเกิดความอลหม่านและไร้เอกภาพในการสั่งการ ดังเช่นกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่สับสนผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่แท้จริง

ในส่วนของกรุงเทพมหานคร รศ. ดร.สิตางคุ์ เปรียบเทียบว่า กรุงเทพฯ ถูกวางตำแหน่งเป็นเหมือน "ไข่ในหิน" ที่ทุกหน่วยงานต้องประคบประหงบไม่ยอมให้น้ำทะลวงเข้ามาได้ แต่ในความเป็นจริง ก่อนที่ฝนจะเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ฝนได้ตกหนักในพื้นที่ต่างจังหวัดล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ทั้งสระแก้ว ปราจีนบุรี จันทบุรี ระยอง รวมถึงลุ่มน้ำแม่กลองในจังหวัดกาญจนบุรีและราชบุรี ส่งผลให้ประชาชนในต่างจังหวัดต้องเผชิญน้ำท่วมทุ่งยาวนานถึง 20 วัน ถึง 1 เดือน ในขณะที่กรุงเทพฯ แม้จะถูกปกป้องเต็มที่ แต่เมื่อเจอฝนตกกระจายทั่ว 50 เขต ก็เปลี่ยนสภาพจากความตื่นตระหนกฝนตก ไปสู่ภาวะน้ำท่วมขัง และกลายสภาพเป็น "น้ำเน่า" ในที่สุด

สำหรับทางออกในการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤติ

รศ. ดร.สิตางคุ์ อธิบายว่า โครงสร้างตามกฎหมายกำหนดให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลน้ำล่วงหน้า ก่อนส่งต่อให้กระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดำเนินการตามระดับภัยพิบัติ อย่างไรก็ตาม

ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือความกังวลของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่กล้าตัดสินใจในภาวะวิกฤติ รศ. ดร.สิตางคุ์ จึงเสนอแนะให้รัฐบาลและ สทนช. กล้าใช้อำนาจตาม มาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ในการประกาศภาวะวิกฤติด้านน้ำ เนื่องจากมาตราดังกล่าวจะให้การคุ้มครองทางกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน หากจำเป็นต้องผันน้ำเข้าพื้นที่เกษตรกรรมที่ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ หรือทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อบรรเทาสาธารณภัย ช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องหวาดระแวงการถูกฟ้องร้องในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดภาวะวิกฤติ ระบบกลับเกิดความอลหม่านและไร้เอกภาพในการสั่งการ ดังเช่นกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่มีการแต่งตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์ทับซ้อนกันหลายฝ่าย จนทั้งเจ้าหน้าที่และทหารในพื้นที่สับสนว่าต้องฟังคำสั่งจากใคร รศ. ดร.สิตางคุ์ จึงเสนอโมเดลการบริหารวิกฤติที่ต้องทำงานร้อยเรียงกัน 2 ฝั่ง อย่างเป็นระบบ

  • ฝั่งซ้าย (การประมวลผลข้อมูลก่อนเกิดวิกฤติ - ด้านน้ำ): สทนช. ต้องนั่งหัวโต๊ะเป็นพระเอกหลักในการประมวลผลข้อมูลร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลน้ำในอ่าง บึง สระ เพื่อวิเคราะห์และประเมินระดับความเสี่ยงล่วงหน้า
  • ฝั่งขวา (การบริหารจัดการภัยเมื่อเกิดวิกฤติ - ด้านการช่วยเหลือ): เมื่อเข้าสู่ภาวะวิกฤต ต้องส่งต่อการทำงานให้กระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อบริหารความช่วยเหลือ เรือ เจ็ทสกี และกำลังคน โดยแบ่งระดับภัยตั้งแต่ ระดับ 1 (อำเภอ/เทศบาล), ระดับ 2 (จังหวัด/ผู้ว่าราชการจังหวัด), ระดับ 3 (กระทรวงมหาดไทย) จนถึง ระดับ 4 (วิกฤติร้ายแรงระดับประเทศ/นายกรัฐมนตรี)

สำหรับหัวใจสำคัญในการแก้ไขอุปสรรคการทำงาน รศ. ดร.สิตางคุ์ เน้นย้ำว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกิดความกลัวโดนฟ้องร้องย้อนหลัง หรือโดน สตง. ตรวจสอบ จนไม่กล้าตัดสินใจในภาวะวิกฤติ ดังนั้น รัฐบาลและ สทนช. ต้องกล้าใช้อำนาจตาม มาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ในการประกาศภาวะวิกฤติด้านน้ำ

เนื่องจากมาตรา 24 จะมอบ ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน หากมีความจำเป็นต้องผันน้ำเข้าพื้นที่เกษตรกรรมที่ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ หรือจำเป็นต้องระเบิดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เช่น ถนน หรือสะพาน เพื่อเปิดทางน้ำหลากบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้เจ้าหน้าที่สามารถตัดสินใจเร่งผันน้ำช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องหวาดระแวงการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในภายหลัง