โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC รวม 41 แห่ง สร้างข้อกังวลเรื่องการแย่งชิงไฟฟ้าและน้ำประปา มลพิษทางเสียง ฝุ่น ควันดีเซล และการจ้างงานน้อย ขณะที่ Galaxy Data Center ชี้แจงใช้ระบบบำบัดน้ำ ยันไฟไม่ดับ พร้อมจัดตั้งสภาชุมชนร่วมแก้ปัญหา ด้าน EEC Watch เสนอชะลอโครงการใหม่เพื่อทำ EIA และ SEA หาสมดุลก่อนขยายตัว
KEY POINTS
- การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC สร้างความกังวลเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้ามหาศาล ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนและภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นของประชาชน
- ชุมชนได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางเสียงและอากาศ แต่กลับได้ประโยชน์ด้านการจ้างงานในพื้นที่น้อย สวนทางกับขนาดของการลงทุน
- แม้ผู้ประกอบการจะชี้แจงว่ามีเทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบและให้คำมั่นสัญญาต่างๆ แต่คนในพื้นที่ยังคงกัง
“ดาต้าเซ็นเตอร์” เป็นธุรกิจใหม่ที่ดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย โดยปัจจุบันมีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก โดยเฉพาะใน “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” ทำให้เกิดความกังวลอย่างหนักจากประชาชนในท้องถิ่น ทั้งในประเด็นการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำและไฟฟ้า มลพิษทางเสียงและอากาศ ตลอดจนผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความปลอดภัยของคนในพื้นที่
จากข้อมูลการสำรวจโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ EEC ของ JustPow ซึ่งครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา พบว่ามีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ปรากฏข้อมูลสาธารณะรวมทั้งสิ้น 41 โครงการ ดังนี้
- โครงการที่เปิดดำเนินงานแล้ว 9 โครงการ
- โครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่ 22 โครงการ
- โครงการที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคตอีก 10 โครงการ
สำหรับศูนย์ข้อมูลใน EEC ส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่พิเศษใช้ไฟฟ้าสูงหลายร้อยเมกะวัตต์ เพื่อรองรับเอไอและคลาวด์ ต่างจากในกรุงเทพฯ ที่มักมีขนาดเล็กที่อาศัยการวางเซิร์ฟเวอร์บนอาคาร
ทั้งนี้ จากข้อมูลโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดเผยข้อมูล 26 แห่งใน EEC มีความต้องการไฟฟ้ารวมกันสูงถึง 2,822.9 เมกะวัตต์ มากกว่าความต้องการไฟฟ้าของจ.ชลบุรีในปี 2568 ที่อยู่ที่ 2,362.13 เมกะวัตต์ เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ส่วนการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ 26 แห่งใน EEC เพื่อระบายความร้อนระบบเซิร์ฟเวอร์ พบว่ามีการใช้น้ำรวมกันประมาณ 49.46 ล้านลบ.ม.ต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำของ 225,832 ครัวเรือน ทำให้เกิดความกังวลว่าจะยิ่งซ้ำเติมภาวะขาดแคลนน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำหลักของ EEC ที่วิกฤติอยู่แล้ว
ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ
ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการทบทวนและตรวจสอบนิติบัญญัติร่วม (JLARC) ระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ใกล้ชุมชน ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบระบายความร้อนและพัดลมยักษ์จะส่งคลื่นความดันสั่นสะเทือนในร่างกายกระทบต่อการนอนหลับ ปวดหัวเรื้อรัง และมีอาการวิตกกังวลสะสม
นอกจากนี้ ชุมชนยังเจอมลพิษทางอากาศจากฝุ่นก่อสร้างและควันเสีย จากเครื่องปั่นไฟดีเซลสำรอง โดยควันเสียดีเซลเป็นควันอันตรายที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ และมะเร็ง
รายงานจากสถาบันเพื่อน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-INWEH) เตือนว่าภายในปี 2030 อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์จะใช้น้ำพุ่งสูงถึง 9.3 ล้านล้านลิตรเท่าความต้องการน้ำของประชากร 1,300 ล้านคน และใช้ไฟฟ้าถึง 945 เทราวัตต์-ชั่วโมง คิดเป็น 3% ของโลก
ขณะเดียวกัน ค่าไฟบางพื้นที่ในสหรัฐปรับสูงขึ้นถึง 267% เพราะบริษัทสาธารณูปโภคผลักภาระค่าขยายสายส่งมาให้ประชาชน แต่การจ้างงานในท้องถิ่นกลับน้อย เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พนักงานประจำเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น
ข้อกังวลจากคนในพื้นที่
จ.ระยอง มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังก่อสร้างมากที่สุดถึง 8 โครงการ โดย วัชรพงษ์ ศิริรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต 5 ซึ่งดูแล อ.บ้านฉาง ที่มีการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์โครงการ “Galaxy Data Center” กล่าวว่า แม้ดาต้าเซ็นเตอร์ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่กลับจ้างงานไม่เกิน 50 คน คนจึงรู้ว่าได้ผลประโยชน์น้อย และดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาแย่งชิงทรัพยากร โดยเรื่องของทรัพยากรน้ำเป็นเรื่องที่ชาวบ้านกังวลมากที่สุด
วัชรพงษ์มองว่าจะเกิดวิกฤติภัยแล้งตามมาอย่างแน่นอน พร้อมกับตั้งคำถามว่าทำไมต้องสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ หากยืนยันว่าน้ำพอ อีกทั้งกำลังไฟฟ้าที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ของ EEC สูงกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มาก จึงไม่แปลกที่ชาวบ้านจะเป็นกังวล เพราะตอนนี้ไฟก็ดับบ่อยอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในการก่อสร้าง ซึ่งเมื่อทำผิดกฎหมายกลับไม่สามารถเอาผิดได้ อีกทั้งทำให้เกิดปัญหาขยะมูลฝอย และไม่มีการตรวจสุขภาพก่อนทำงาน
วัชรพงษ์ ยังวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและข้อบังคับทางกฎหมายที่ล่าช้าว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เพิ่งมี ที่ผ่านมาทำอะไรอยู่? คุณเป็นรัฐบาลมาตลอด แถมกฎระเบียบใหม่จะไม่มีผลย้อนหลัง แล้วที่สร้างไปแล้ว จะไม่ทำอะไรเลยหรือ?”
ดร.สมนึก จงมีวศิน จากกลุ่ม EEC Watch ห่วงว่าการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และที่ดิน จะส่งผลให้ชาวบ้านต้องแบกรับปัญหา เช่น ไฟตก ไฟดับ น้ำไม่พอใช้จนต้องซื้อน้ำบริโภคเอง อีกทั้งเมื่อชาวบ้านออกมาเรียกร้องคัดค้าน กลับเผชิญกับกลุ่มอิทธิพลและการขู่ฟ้องร้อง จนทำให้เกิดความหวาดกลัวและไม่ไว้ใจ
การชี้แจงจากบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์
เมื่อหันมามองในมุมของผู้ประกอบการอย่าง “Galaxy Data Center” ซึ่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่กำลังไฟฟ้า 404 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและชี้แจงข้อเท็จจริงแก่ชุมชนภายใต้ชื่อ “BAN CHANG TALKS” เพื่อตอบข้อกังวลและสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และชาวบ้าน เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2026
สำหรับข้อกังวลในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ สกล ถุงทรัพย์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค สาขาบ้านฉาง ชี้แจงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ทำเรื่องขอใช้น้ำจำนวน 7,000 ลบ.ม.ต่อวัน แต่อนุมัติเพียง5,000 ลบ.ม.ต่อวันเท่านั้น ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน
ขณะที่ กรวัฒน์ สุขวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และกิจการสาธารณะของ กาแล็คซี่ ดาต้าเซ็นเตอร์อธิบายว่าโครงการใช้เทคโนโลยีทำความเย็นด้วยของเหลวในระบบปิด โดยใช้น้ำประปาเพียง 35% ส่วนอีก 65% ซื้อจากเอกชน พร้อมให้คำมั่นว่า ถ้าภัยแล้งมา ก็ยินดีให้ชุมชนได้ใช้น้ำก่อน อีกทั้งบริษัทได้ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน และใช้สารอินทรีย์ปรับสภาพน้ำ ทำให้น้ำเสียได้รับการบำบัดก่อนปล่อยสู่ระบบสาธารณะ
โครงการระยะแรกจะใช้กำลังไฟอยู่ที่ 230 เมกะวัตต์ และหากรวมทั้งหมดจะใช้อยู่ที่ประมาณ 400 เมกะวัตต์ โดยบริษัทยืนยันว่าไฟจะไม่ดับหรือตก เพราะได้ต่อไฟตรงจากโครงข่ายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมใช้พลังงานหมุนเวียน
นอกจากนี้ บริษัทยังระบุว่า โครงการนี้ใช้นวัตกรรมทำความเย็นด้วยของเหลว นำน้ำเย็นหมุนเวียนตรงเข้าสู่ชิปประมวลผล เพื่อดูดซับความร้อนโดยตรง จึงช่วยลดการใช้พัดลมความเร็วสูงและลดระดับเสียงรบกวนลงอย่างมาก ส่วนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง บริษัทได้ออกแบบและก่อสร้างอาคารด้วยผนังกั้นเสียงพิเศษ เพื่อซับเสียงและป้องกันไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกสู่ภายนอก
ระหว่างภาครัฐ เอกชน และชาวบ้าน เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2026
Galaxy Data Center ระบุว่าจะสร้างงานให้คนในพื้นที่กว่า 350 ตำแหน่ง พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนวิศวกรและช่างไทยให้เกิน 80% ภายใน 5 ปี อีกทั้งมีการสร้างความร่วมมือกับมจพ. เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับแรงงาน
ทั้งนี้ บริษัทยอมรับว่าผู้รับเหมานำแรงงานต่างด้าวที่มีใบอนุญาตไม่ถูกต้องหรือเอกสารไม่ครบถ้วนเข้ามาปฏิบัติงาน แต่ตอนนี้บริษัทได้เปลี่ยนผู้รับเหมา พร้อมตรวจสอบเอกสารและขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติเป็นรายบุคคลด้วยตนเองอย่างเคร่งครัด
เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่พูดคุยระหว่างผู้พัฒนาโครงการศูนย์ข้อมูล ภาครัฐ และประชาชนในชุมชนท้องถิ่น บริษัทจึงได้จัดตั้ง “สภาชุมชนบ้านฉาง” ให้เป็นสื่อกลางในการรับฟัง สะท้อน และติดตามการแก้ไขข้อกังวลของชาวบ้านอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยระบบการทำงานแบบ “ฟัง วิเคราะห์ ปฏิบัติ และรายงานกลับ”
สำหรับ ดร.สมนึก จากกลุ่ม EEC Watch เห็นว่ารัฐบาลควรสั่งชะลอการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ทั่วประเทศ เพื่อจัดทำมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้น้ำและไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินกิจการตามหลัก “Clear, Care, Fair, Share” ด้วยการทำ EIA ภาคสมัครใจ เพื่อเปิดเผยข้อมูลรอบด้านแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างจริงใจ มากกว่าการเร่งก่อสร้างโดยไม่รับฟังเสียงของชุมชน
นอกจากนี้ ดร.สมนึกยังกล่าวอีกว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายในการชะลอการอนุมัติโครงการได้ โดยอ้างข้อกังวลของประชาชนและความไม่ชัดเจนของข้อมูลโครงการ พร้อมทั้งควรเร่งออกกฎเกณฑ์กำหนดพื้นที่ตั้งที่เหมาะสม และทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เพื่อประเมินขีดความสามารถในการรองรับของทรัพยากรธรรมชาติในภาพรวม
ทุกคนรู้ดีว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญและจำเป็นต้องมี เพียงแต่จำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน บทเรียนจากกรณีศึกษาต่างประเทศและข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่ ยิ่งตอกย้ำให้ภาครัฐต้องเร่งวางกฎเกณฑ์ควบคุมที่รัดกุม และตามให้ทันเทคโนโลยีที่พัฒนาไปทุกวัน





