วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วิกฤติแรงงานไทย' เม็ดเงินลงทุนพุ่ง แต่การจ้างงานดิ่งเหว

ยอดการลงทุนครึ่งปีแรกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แต่สวนทางกับการจ้างงานที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center ที่ลงทุนสูงแต่จ้างคนน้อย เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โรงงานอัตโนมัติ (Dark Factory) และ AI ทำให้ความต้องการแรงงานลดลง ขณะที่ไทยยังขาดแคลนแรงงานทักษะสูงที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมเหล่านี้

KEY POINTS

  • ยอดการลงทุนครึ่งปีแรกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แต่สวนทางกับการจ้างงานที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center ที่ลงทุนสูงแต่จ้างคนน้อย
  • เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โรงงานอัตโนมัติ (Dark Factory) และ AI ทำให้ความต้องการแรงงานลดลง ขณะที่ไทยยังขาดแคลนแรงงานทักษะสูงที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมเหล่านี้
  • ทางออกคือ การปฏิรูประบบการศึกษาให้เป็นแบบ Demand-driven โดยภาครัฐ และเอกชนต้องร่วมมือกันสร้างหลักสูตรที่เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต

ยอดขอส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งปีแรกพุ่งกระฉูดทำ New High ทะลุ 1.47 ล้านล้านบาท แต่กลับแฝงวิกฤติเงียบเมื่ออุตสาหกรรมใหม่อย่าง Data Center ลงทุนพันล้านบาทแต่จ้างงานเพียง 5 คน ท่ามกลางการคืบคลานของ "Dark Factory" โรงงานไร้แสงในจีนที่ไร้มนุษย์

วิกฤติซ่อนรูป เงินลงทุนพุ่งสูง แต่การจ้างงานดิ่งลงเหว

ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงาน NATION FORUM 2027 ช่วง THE FRONTIER TRANSITION CROSS-SECTOR OXFORD DEBAT ว่าตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนแรกของปี ซึ่งพุ่งสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยกว่า 76% หรือคิดเป็นมูลค่า 1.15 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนในกลุ่มดิจิทัล และ Data Center

ทว่าสิ่งที่น่าตกใจคือ "สัดส่วนการจ้างงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ" ในอดีต เม็ดเงินลงทุนทุก 1,000 ล้านบาท จะเกิดการจ้างงานราว 400–500 คน แต่ปัจจุบัน อุตสาหกรรม Data Center กลับจ้างงานเฉลี่ยเพียง 5 คน ต่อเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท เท่านั้น ขณะที่อุตสาหกรรมแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) จ้างงานเพียง 200 คน และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จ้างงานราว 300–400 คนต่อเงินลงทุนพันล้านบาท สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมใหม่ใช้แรงงานลดลงอย่างมหาศาล ขณะเดียวกันประเทศไทย ยังขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตรงตามที่อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการอย่างหนัก

'วิกฤติแรงงานไทย' เม็ดเงินลงทุนพุ่ง แต่การจ้างงานดิ่งเหว

ฝันร้าย 'Dark Factory' และการใช้ AI ลดต้นทุน 30%

เกรียงไกร ได้สะท้อนภาพความน่ากลัวของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีจากการไปดูงาน ณ ประเทศจีน ซึ่งพบว่าโรงงานขนาดใหญ่ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ Dark Factory (โรงงานมืด/ไร้แสง) ซึ่งเป็นโรงงานที่ทำงาน 24 ชั่วโมง โดยใช้หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติทั้งหมด เดินเครื่องภายใต้แสงไฟสีน้ำเงินหลอดเล็กๆ โดยไม่ต้องเปิดไฟสว่าง ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ ไม่มีลาป่วย ไม่มีข้อผิดพลาด และไม่มีสหภาพแรงงาน

นอกจากนี้ โครงการทดลอง AI for Manufacturing ที่ ส.อ.ท. ร่วมมือกับกระทรวง อว. นำระบบ AI ไปใช้วัดผลจริงใน 25 อุตสาหกรรม พบว่าสามารถ ลดต้นทุนได้เฉลี่ยถึง 30% คุณเกรียงไกร ระบุว่า ทักษะสำคัญที่แรงงานไทยต้องมีเพื่อให้อยู่รอด ไม่ใช่การทำงานซ้ำๆ อีกต่อไป แต่คือ การคิดวิเคราะห์ แยกแยะ อ่านข้อมูล (Data) เป็น แก้ปัญหาได้ ปรับตัวไว และสามารถทำงานร่วมกับ AI และหุ่นยนต์เป็นทีมเดียวกัน

รื้อระบบการศึกษา ลาขาดห้องเรียนแบบเดิม สู่ Experiential Learning

ทางด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยอมรับว่า ระบบการศึกษาแบบเดิมที่ให้นักเรียนนั่งเรียนในห้องเรียนเป็นเวลา 4 ปี ไม่สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีอย่าง Generative AI ได้ทัน

กระทรวง อว. จึงวางแผนปฏิรูปหลักสูตรที่มีอยู่ในดูแลกว่า 9,500 หลักสูตรทั่วประเทศ โดยปรับเปลี่ยนเข้าสู่การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง เช่น การทำโปรเจกต์จริงร่วมกับภาคเอกชน โดยตั้งเป้าดันหลักสูตรลักษณะนี้ให้ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เด็กไทยคือ Soft Skills สำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการปรับตัว และจิตใจที่ยืดหยุ่นล้มแล้วลุกไว เพื่อให้พร้อมรับมือทุกความเปลี่ยนแปลง

'วิกฤติแรงงานไทย' เม็ดเงินลงทุนพุ่ง แต่การจ้างงานดิ่งเหว

ติดอาวุธ STEM ให้เด็กสาย Non-STEM & ดึงเอกชนร่วมสอน

ปัญหาโครงสร้างการศึกษาไทยที่สะสมมานานกว่า 20 ปี คือ สัดส่วนผู้จบการศึกษาในสาย Non-STEM มีมากถึง 60% ขณะที่สาย STEM มีเพียง 40% ศ.ดร.ศุภชัย ชี้ว่า การจะเปลี่ยนเด็กสาย Non-STEM ให้กลายเป็น STEM ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก กระทรวง อว. จึงใช้กลยุทธ์ "ติดอาวุธทักษะ STEM และ AI ให้เด็กสาย Non-STEM" เพื่อนำจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์  มาสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่าเดิม

นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังเปิดปลดล็อกความยืดหยุ่นของหลักสูตร ให้มหาวิทยาลัยนำหลักสูตรทักษะเฉพาะทางจากภาคเอกชนชั้นนำ เช่น Microsoft ตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือบริษัท AI มาให้ผู้เรียนศึกษาผ่านระบบออนไลน์ แล้วนำมานับเทียบโอนเป็นหน่วยกิตวิชาศึกษาทั่วไปได้ทันที

ทางรอด Demand-Driven ผสานอาชีวะ-อุตสาหกรรม สร้างแรงงานตรงเป้า

สำหรับความต้องการแรงงานเร่งด่วน เช่น อุตสาหกรรม PCB/PCBA ที่ต้องการกำลังคนสูงถึง 100,000 อัตรา กระทรวง อว. ได้จับมือกับสถาบันอาชีวศึกษา จัดตั้ง Training Center ด้าน PCBA นำร่อง 10 แห่งทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่ Training for the Trainer อบรมอาจารย์ และผลิตกำลังคนเข้าสู่อุตสาหกรรมอย่างคล่องตัว

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ทางรอดเดียวของประเทศคือ การเปลี่ยนระบบการศึกษาจาก Supply-driven มาเป็น Demand-driven โดยภาคอุตสาหกรรม (ส.อ.ท.) และภาคการศึกษา (กระทรวง อว.) ต้องทำ Talent Intelligence และ Roadmap ร่วมกันล่วงหน้า 3–5 ปี ออกแบบหลักสูตร และส่งนักศึกษาเข้าฝึกงานในโรงงานจริงพร้อมการันตีสัญญาจ้างงาน เพื่อให้แรงงานไทยมีทักษะที่ใช้ได้จริง และมีอนาคตที่มั่นคงในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์