วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ภารกิจ 50 วัน จุฬาฯ ส่งปะการังไทยสู่อวกาศ สู้วิกฤติทะเลเสื่อมโทรมยุคโลกร้อน

จุฬาฯ ผนึก National Geographic ส่งจุลินทรีย์จากปะการังไทยขึ้นสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ทดลอง 50 วันในสภาวะไร้น้ำหนักและความเครียดสูง หวังไขกลไกการปรับตัว ต่อยอดนวัตกรรมฟื้นฟูแนวปะการังให้ทนทานต่อวิกฤติโลกร้อน

KEY POINTS

  • จุฬาฯ ร่วมมือกับ National Geographic ส่งจุลินทรีย์จากปะการังไทยขึ้นไปศึกษาวิจัยบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เป็นครั้งแรกของประเทศ
  • ภารกิจนี้ใช้เวลา 50 วัน เพื่อทดสอบการปรับตัวและความทนทานของจุลินทรีย์ในสภาวะเครียดจัดและไร้น้ำหนัก
  • มีเป้าหมายเพื่อนำองค์ความรู้มาพัฒนานวัตกรรมฟื้นฟูแนวปะการังให้ทนทานต่อภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตทะเลเสื่อมโทรม

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับ National Geographic Society จัดงานเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 43 ในหัวข้อ “Chula x National Geographic: Exploring Thailand, Impacting the World” ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ความร่วมมือในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และงานวิจัยไทยสู่สากล พร้อมเปิดตัวโครงการวิจัยระดับนวัตกรรมในการนำจุลินทรีย์จากปะการังไทยขึ้นไปศึกษาบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เพื่อแก้ปัญหาการเสื่อมโทรมของแนวปะการังจากภาวะโลกร้อน โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารสมาคมระดับโลก และคณะนักวิจัยเข้าร่วมถ่ายทอดแนวคิดและรายละเอียดโครงการอย่างครอบคลุม

Wisdom-based ต่อยอดงานวิจัยเพื่อความยั่งยืน

"ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร" อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงทิศทางความร่วมมือว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ National Geographic Society มีพันธกิจที่สอดคล้องกันอย่างยิ่งในการสร้างและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยจุฬาฯ ทำหน้าที่สร้างบุคลากรที่มีความรู้และปัญญา เพื่อออกไปสำรวจและส่งต่อผลการศึกษาวิจัยให้แก่สังคม ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำงานร่วมกันระหว่างสององค์กร แต่เป็นการผนึกกำลังเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับสากล

“AI อาจบอกเราได้ว่าสิ่งต่าง ๆ คืออะไร แต่ประสบการณ์คือสิ่งที่เรารู้สึกและจดจำ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นความตระหนักรู้ในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่า จุฬาฯ กำลังขับเคลื่อนการเป็น Wisdom-based University ที่มุ่งส่งเสริมนิสิตและนักวิจัยรุ่นใหม่ให้ออกไปค้นหาประสบการณ์จริง และสร้างงานวิจัยที่ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และ ESG

ภารกิจ 50 วัน จุฬาฯ ส่งปะการังไทยสู่อวกาศ สู้วิกฤติทะเลเสื่อมโทรมยุคโลกร้อน

นอกจากนี้ "ศ.ดร.วิเลิศ" ในฐานะประธาน CUPT กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลงานและโครงการวิจัยที่เกิดขึ้นจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในจุฬาฯ เท่านั้น แต่จะมีการสื่อสารและขยายผลไปยังเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย

รวมถึงมีแนวคิดในการผลักดันนิสิตนักศึกษาให้ทำหน้าที่เป็น National Geographic Ambassador หรือ National Explorer และการจัดตั้งรางวัล National Geographic University Award ประจำปี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นการรับรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ต่อไป

พันธกิจ National Geographic

"ดร. จิลล์ ทีเฟนธาเลอร์" (Dr. Jill Tiefenthaler) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคม National Geographic เปิดเผยถึงบทบาทของ National Geographic Society ว่า สมาคมได้ก่อตั้งมานานกว่า 138 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1888) นอกเหนือจากการเผยแพร่ผ่านนิตยสาร รายการโทรทัศน์ หรือ Disney+ แล้ว พันธกิจหลักที่แท้จริงคือการสนับสนุนวิทยาศาสตร์และการศึกษา

ที่ผ่านมาได้มอบทุนสนับสนุนนักสำรวจไปแล้วมากกว่า 15,000 คน ใน 140 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ในรอบปีที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้สนับสนุนทุนแก่นักสำรวจไทยจำนวน 15 คน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีเป้าหมายขยายการสนับสนุนในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง

ภารกิจ 50 วัน จุฬาฯ ส่งปะการังไทยสู่อวกาศ สู้วิกฤติทะเลเสื่อมโทรมยุคโลกร้อน

"ดร. จิลล์" กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกับจุฬาฯ ว่า เกิดจากความตั้งใจในการค้นหาผู้มีความสามารถ และการส่งเสริมความสนใจใฝ่รู้ ในตัวเยาวชนและนักวิจัย พร้อมระบุว่าลำพังข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้

“ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ฉันเคยให้ความสำคัญกับกราฟและตัวเลข แต่บทเรียนสำคัญคือ วิทยาศาสตร์และข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการได้ การเล่าเรื่องที่ผสานกับวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์อย่างลงตัวเท่านั้น ที่จะสร้างความสะเทือนใจและนำไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร National Geographic Society กล่าวปิดท้ายโดยเชิญชวนให้นิสิตนักศึกษาเข้าร่วมโครงการระดับโลก เช่น โครงการ Externship ของสมาคมฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้เข้ามาศึกษาร่วมกันในประเด็นสำคัญของโลก โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการอนุรักษ์มหาสมุทร เพื่อนำความรู้และความช่างสังเกตกลับมาสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชนและสังคมของตนเอง

จุลินทรีย์ปะการังไทยสู่อวกาศ ภารกิจฟื้นฟูระบบนิเวศ

"ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์" รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสำรวจ National Geographic อธิบายถึงที่มาของโครงการวิจัย “Can Space Help Save Coral Reefs?” ว่า เกิดจากปัญหาแนวปะการังเสื่อมโทรมอย่างหนักจากภาวะโลกร้อน แม้จะมีการเพาะเลี้ยงและปลูกย้ายปะการังใหม่ แต่เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ตัวอ่อนปะการังก็มักจะไม่สามารถทนทานได้ นักวิจัยจึงมุ่งศึกษาการปรับตัวของจุลินทรีย์ในปะการัง ซึ่งทำหน้าที่คล้าย "โปรไบโอติก" ในการช่วยเสริมความแข็งแรงและทนทานต่อสภาพแวดล้อมให้แก่ปะการัง

"ศ.ดร.สุชนา" เปิดเผยถึงข้อจำกัดทางเทคโนโลยีที่นำไปสู่แนวคิดส่งจุลินทรีย์ขึ้นสู่อวกาศว่า เดิมทีคณะนักวิจัยมีความตั้งใจที่จะนำตัวปะการังขึ้นไปทดลองในอวกาศ แต่เนื่องจากเงื่อนไขของ SpaceX และ National Geographic ที่จัดสรรพื้นที่ให้เพียงกล่องขนาดเล็ก และมีข้อกำหนดเข้มงวดห้ามนำของเหลวหรือน้ำขึ้นไปด้วย เพื่อป้องกันอันตรายต่อสถานีอวกาศและนักบินอวกาศ คณะวิจัยจึงปรับแผนมาเป็นการส่งแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในปะการังขึ้นไปศึกษาแทน โดยจะเป็นการนำแบคทีเรียไปทดสอบในสภาวะเครียดจัดและสภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เป็นเวลา 50 วัน

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ และร่วมมือกับหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือ โดยได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์กล้องจิ๋วจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology: Caltech) เพื่อถ่ายภาพการเติบโตของแบคทีเรียส่งกลับมายังโลกแบบ Real-time เปรียบเสมือน Reality Show ของแบคทีเรียในอวกาศ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการส่งสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กไปศึกษาบน ISS โดยมีกำหนดการปล่อยตัวสู่อวกาศในช่วงเดือนเมษายนปีหน้า

ภารกิจ 50 วัน จุฬาฯ ส่งปะการังไทยสู่อวกาศ สู้วิกฤติทะเลเสื่อมโทรมยุคโลกร้อน

กุญแจสู่ความแข็งแรงของแนวปะการัง

"รศ.ดร.นราพร สมบูรณ์นะ" อาจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางมัลติโอมิกส์เพื่อผลิตภัณฑ์เชิงฟังก์ชัน อธิบายมิติทางจุลชีววิทยาว่า แบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นก่อนและมีความสามารถในการปรับตัวสูง หากระบบนิเวศปะการังปราศจากแบคทีเรีย ปะการังจะมีอายุขัยที่สั้นลงอย่างมาก

คณะนักวิจัยซึ่งทำงานร่วมกันมาเกือบ 10 ปี จึงได้ทำการคัดกรองสายพันธุ์แบคทีเรียหลักจากปะการังเขากวาง (Acropora) ซึ่งเป็นปะการังสร้างแนวหลักของประเทศไทย เพื่อนำขึ้นไปทดสอบในอวกาศ

"รศ.ดร.นราพร" ระบุถึงคุณสมบัติเด่น 4 ประการของแบคทีเรียปะการังสายพันธุ์ที่ได้รับเลือก ได้แก่

  1. การทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกัน ช่วยต่อต้านเชื้อก่อโรคในปะการัง
  2. การช่วยดึงและรีไซเคิลสารอาหารในน้ำทะเลที่มีสารอาหารเจือจางให้แก่ปะการัง
  3. การสร้างไบโอฟิล์ม บนชั้นเมือกเพื่อยึดเกาะและสร้างสังคมจุลินทรีย์ที่สมบูรณ์
  4. การสร้างสารปฏิชีวนะและสารชีวภาพที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต

การคัดเลือกแบคทีเรียที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ไปเผชิญสภาวะเครียดในอวกาศ จะช่วยให้ทราบถึงกลไกการอยู่รอดและการแสดงออกของยีน

นอกจากนี้ การทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติจะมีการเก็บตัวอย่างเพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อในระดับมัลติโอมิกส์ ซึ่งเป็นการศึกษาโครงสร้างสังคมและปฏิสัมพันธ์ของชุมชนจุลินทรีย์ทั้งหมดที่อยู่ร่วมกับปะการัง

"รศ.ดร.นราพร" ชี้ว่า องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษานี้ จะไม่เพียงช่วยพัฒนานวัตกรรมการฟื้นฟูแนวปะการังให้ทนทานต่อสภาวะโลกร้อนได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเดลต้นแบบในการนำไปประยุกต์ใช้กับการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศอื่น ๆ ที่เผชิญความเครียดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย