วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

IMF เตือนวิกฤติอาหาร ราคาพุ่ง-เอลนีโญซ้ำ แนะพัฒนาระบบจ่ายเงิน โอนช่วยกลุ่มเปราะบางตรงเป้า

ผู้นำการเงินโลกเตือนวิกฤติอาหารเป็นความเสี่ยงเรื้อรังต่อเศรษฐกิจและการคลัง ซ้ำเติมด้วยความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤติภูมิอากาศ แนะรัฐเลิกอุดหนุนแบบหว่านแห หันสร้างระบบสวัสดิการดิจิทัลที่ยั่งยืนและตรงเป้าหมาย

KEY POINTS

  • วิกฤติความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการคลังที่เกิดซ้ำ ไม่ใช่ภัยชั่วคราว
  • ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤติภูมิอากาศซ้ำเติมราคาอาหารโลก กระทบการคลังของประเทศเปราะบาง
  • แนะรัฐเปลี่ยนจากมาตรการฉุกเฉินและอุดหนุนแบบหว่านแห สู่ระบบสวัสดิการดิจิทัลที่ยั่งยืนและตรงเป้าหมาย

ในงาน The 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ณ กรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ "Food Security in an Age of Shocks" (ความมั่นคงทางอาหารในยุคแห่งวิกฤติซ้อนวิกฤติ) เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและการคลังจากวิกฤตการณ์ราคาอาหารที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเสวนาครั้งนี้ดำเนินรายการโดย "จิฮาด อาซูร์" (Jihad Azour) ผู้อำนวยการฝ่ายตะวันออกกลางและเอเชียกลางของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยมีบรรดาผู้กำหนดนโยบายระดับสูงจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศ สหประชาชาติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจากประเทศที่ได้รับผลกระทบ ร่วมหารือถึงแนวทางปกป้องประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง การรักษาเสถียรภาพทางการคลัง และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางสวัสดิการให้พร้อมรับมือกับวิกฤติซ้ำซากในอนาคต

วิกฤติราคาอาหาร และผลกระทบเสถียรภาพทางการคลัง

"โรดริโก บัลเดซ" (Rodrigo Valdés) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง IMF ได้เปิดเผยข้อมูลพื้นฐานเพื่อฉายภาพความท้าทายระดับโลก โดยระบุว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหญ่ถึง 5 ครั้งติดต่อกัน นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 และล่าสุดคือปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ที่ส่งผลกระทบกดดันต่อความมั่นคงทางอาหารในทุกทวีป

"ราคาอาหารโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง โดยราคาข้าวพุ่งขึ้นร้อยละ 50 ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างข้าวสาลีเพิ่มขึ้นร้อยละ 37 และถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นร้อยละ 21 ซึ่งความแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภูมิภาคซาเฮล แหลมแอฟริกา อเมริกากลาง ตลอดจนเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

IMF เตือนวิกฤติอาหาร ราคาพุ่ง-เอลนีโญซ้ำ แนะพัฒนาระบบจ่ายเงิน โอนช่วยกลุ่มเปราะบางตรงเป้า

วิกฤติอาหาร VS วิกฤติน้ำมัน

อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF อธิบายเพิ่มเติมถึงความแตกต่างระหว่างวิกฤติอาหารและวิกฤติน้ำมัน โดยระบุว่าตลาดอาหารมีความจำเพาะเจาะจงตามประเภทพืชและห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น ทำให้วิกฤติราคาอาหารมีลักษณะกระจายตัวตามพื้นที่และมักจะคืนสู่ระดับปกติภายในหนึ่งปีหลังผ่านพ้นรอบการเก็บเกี่ยว

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในระดับประเทศนั้นรุนแรงมาก โดยเฉพาะเมื่อภัยธรรมชาติในท้องถิ่นเกิดขึ้นพร้อมกับราคาน้ำมันและปุ๋ยที่สูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันประชากรราว 260 ล้านคนทั่วโลกยังคงเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร

"บัลเดซ" ประเมินว่า ความเครียดจากความร้อนเพียงอย่างเดียวทำให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศที่ได้รับผลกระทบลดลงราวร้อยละ 0.5 ขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคซาเฮลต้องสูญเสียรายได้รัฐบาลระหว่างร้อยละ 0.15 ถึง 0.4 ของ GDP และภาวะภัยแล้งรุนแรงอาจดันรายจ่ายสาธารณะสูงขึ้นถึงร้อยละ 0.3 ถึง 0.4 ของ GDP ในแอฟริกาตะวันออก

เตรียมพร้อมระบบชำระเงิน โอนช่วยกลุ่มเปราะบางทันที

"บัลเดซ" เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของการก้าวผ่านวิกฤติคือ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า และการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่ตรงเป้าหมาย ประเทศที่มีระบบคุ้มครองสังคมที่เข้มแข็ง มีฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ดิจิทัล และระบบการจ่ายเงินที่ทันสมัย จะสามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังครัวเรือนที่เปราะบางได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินโดยตรงหรือโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน โดยใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ ความท้าทายเรื่องอาหารเชื่อมโยงโดยตรงกับประเด็นเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นอย่างการย้ายถิ่นฐานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์นโยบายการคลังในระยะยาว

นโยบายการคลังและปรับปรุงโครงสร้างสวัสดิการ

"ไนเจล คลาร์ก" (Nigel Clarke) รองผู้อำนวยการจัดการ IMF ได้กล่าวถึงภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารว่าไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติทางมนุษยธรรมแบบครั้งคราวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการคลังมหภาคที่เกิดขึ้นซ้ำซาก

วิกฤตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามในตะวันออกกลางและยูเครน รวมถึงปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศอย่างเอลนีโญ ได้เข้ามากระทบซ้ำเติมประเทศที่มีกันชนทางการคลังอ่อนแอ มีภาระหนี้สินสูง และมีต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้น้อยและประเทศที่อยู่ในภาวะเปราะบาง

IMF เตือนวิกฤติอาหาร ราคาพุ่ง-เอลนีโญซ้ำ แนะพัฒนาระบบจ่ายเงิน โอนช่วยกลุ่มเปราะบางตรงเป้า

เพื่อจัดการกับความตึงเครียดทางการคลัง "คลาร์ก" ได้เสนอแนวทางปฏิบัติ 4 ประการสำหรับรัฐบาลต่าง ๆ ดังนี้

  • เลี่ยงอุดหนุนแบบหว่านแห: ลดการอุดหนุนราคาน้ำมันและอาหารแบบวงกว้าง ซึ่งใช้งบสูง ยกเลิกยาก และเอื้อประโยชน์ต่อคนมีฐานะมากกว่า
  • ลงทุนระบบจัดสวัสดิการ: พัฒนาระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล ทะเบียนสวัสดิการ และระบบชำระเงิน เพื่อปรับความช่วยเหลือได้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์
  • รักษาวินัยการคลัง: กำหนดงบประมาณ เกณฑ์ผู้รับสิทธิ และเงื่อนไขสิ้นสุดโครงการให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
  • โปร่งใส ตรวจสอบได้: จัดระบบร้องเรียนและตรวจสอบ พร้อมสื่อสารชัดเจน เพื่อลดงบประมาณรั่วไหลและสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ

"คลาร์ก" สรุปว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการใช้มาตรการฉุกเฉินแบบเฉพาะกิจ ไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานการจัดส่งสวัสดิการที่ถาวรและยั่งยืน โดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศพร้อมที่จะให้คำปรึกษาในการออกแบบแพ็กเกจสวัสดิการที่ไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง ขณะที่องค์กรพันธมิตรจะช่วยพัฒนาระบบการชำระเงินและการส่งมอบความช่วยเหลือ เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรลุผลสัมฤทธิ์สูงสุด

ประสบการณ์โซมาเลีย ใช้ดิจิทัลรับมือวิกฤติซ้อนวิกฤติ

"บีฮี อีมาน เอเกห์" (Bihi Iman Egeh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโซมาเลีย ระบุว่า ประเทศเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม ความไม่มั่นคง การลดลงของเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (ODA) และผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่โซมาเลียพึ่งพาการนำเข้าอาหารถึง 75% ทำให้ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและราคาน้ำมันกระทบค่าครองชีพอย่างรวดเร็ว

จากภัยแล้งปี 2026 ที่กระทบประชาชนราว 6 ล้านคน รัฐบาลใช้ระบบทะเบียนสวัสดิการดิจิทัลเชื่อมต่อกับระบบเงินมือถือ ซึ่งประชากรกว่า 90% ใช้งานอยู่แล้ว ทำให้สามารถอนุมัติงบประมาณและโอนเงินช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

IMF เตือนวิกฤติอาหาร ราคาพุ่ง-เอลนีโญซ้ำ แนะพัฒนาระบบจ่ายเงิน โอนช่วยกลุ่มเปราะบางตรงเป้า

"เอเกห์" ชี้ว่า ในพื้นที่ขัดแย้ง การส่งอาหารมีข้อจำกัดและต้นทุนสูง การโอนเงินผ่านระบบดิจิทัลจึงเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้ หากตลาดยังทำงานได้ พร้อมสะท้อนว่าการอุดหนุนแบบหว่านแหไม่คุ้มค่าทางการคลังสำหรับรัฐเปราะบาง

การปรับเปลี่ยนสู่การพึ่งพาตนเองในเบอร์กินาฟาโซ

"อาบูบาการ์ นาคานาโบ" (Aboubakar Nacanabo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเทศเบอร์กินาฟาโซ ได้ชี้ให้เห็นว่าความมั่นคงทางอาหารไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเกษตรกรรม แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การคลัง และความมั่นคงของชาติ เบอร์กินาฟาโซต้องเผชิญกับความท้าทายสามประการพร้อมกัน ได้แก่ ปัญหาความไม่มั่นคงภายในประเทศ ปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศ และพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับการระดมรายได้ภายในประเทศและการสร้างกันชนทางการคลัง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อวิกฤติได้อย่างทันท่วงที

นาคานาโบเสนอแนวทางในการออกแบบนโยบายว่า รัฐบาลต้องตอบคำถามหลักสามข้อให้ได้ก่อนตัดสินใจเลือกมาตรการ คือ

  • อาหารมีอยู่ในตลาดแต่ราคาแพงเกินไป หรืออาหารขาดแคลนในตลาดหรือไม่?
  • วิกฤตการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หรือมีแนวโน้มลากยาวหรือไม่?
  • ครัวเรือนหรือภูมิภาคใดได้รับผลกระทบหนักที่สุด?

IMF เตือนวิกฤติอาหาร ราคาพุ่ง-เอลนีโญซ้ำ แนะพัฒนาระบบจ่ายเงิน โอนช่วยกลุ่มเปราะบางตรงเป้า

หากอาหารมีในตลาดแต่ราคาสูง การโอนเงินสดหรือคูปองอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นนโยบายที่เหมาะสม แต่หากอาหารขาดแคลน รัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายปล่อยสำรองอาหารยุทธศาสตร์และพิจารณาการนำเข้า

อย่างไรก็ดี "นาคานาโบ" เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องเปลี่ยนผ่านจากการให้ความช่วยเหลือถาวร ไปสู่การสร้างศักยภาพให้ประชาชนผลิตอาหารได้เอง เช่น การสนับสนุนระบบชลประทานและปุ๋ย สำหรับพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่ไม่ปลอดภัย รัฐบาลเบอร์กินาฟาโซได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่นและกองทัพ เพื่อให้สามารถขนส่งและจัดส่งอาหารไปถึงมือประชาชนในพื้นที่ตัดขาดได้อย่างปลอดภัย

จิบูตีชูห่วงโซ่คุณค่าภูมิภาค สร้างความมั่นคงทางอาหาร

"อิลยาส มูสซา ดาวาเลห์" (Ilyas Moussa Dawaleh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังจิบูตี ระบุว่า ประเทศมีประชากรราว 1.5 ล้านคน และพึ่งพาการนำเข้าอาหาร 100% จึงเปราะบางต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ความตึงเครียดในเส้นทางเดินเรือสำคัญ และภัยแล้งที่กระตุ้นความขัดแย้งและการย้ายถิ่นฐาน

IMF เตือนวิกฤติอาหาร ราคาพุ่ง-เอลนีโญซ้ำ แนะพัฒนาระบบจ่ายเงิน โอนช่วยกลุ่มเปราะบางตรงเป้า

แม้จิบูตีลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มโลจิสติกส์และคลังสินค้า แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยลำพัง จึงเสนอให้ประเทศในแถบแหลมแอฟริการ่วมลงทุนในห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาค โดยใช้จุดแข็งเสริมกัน เช่น โซมาเลียมีทรัพยากรประมงและพื้นที่เกษตร เอธิโอเปียมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ ส่วนจิบูตีมีศักยภาพด้านโลจิสติกส์

"ดาวาเลห์" เรียกร้องให้ภูมิภาคร่วมลงทุนในภาคประมงและเกษตร ควบคู่กับการแก้ปัญหาความไม่มั่นคง พร้อมขอให้ประชาคมโลกและสถาบันการเงินระหว่างประเทศสนับสนุนการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและลดแรงกดดันจากการย้ายถิ่นฐาน

มิติทางสังคม ทุนมนุษย์ และการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ

"ราเนีย อัล-มาเชต" (Rania Al-Mashat) รองเลขาธิการสหประชาชาติและเลขาธิการบริหารคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียตะวันตก (ESCWA) ระบุว่า จากสมาชิก 22 ประเทศของ ESCWA มีถึง 9 ประเทศที่อยู่ในภาวะความขัดแย้งหรือเพิ่งผ่านพ้นความขัดแย้ง

วิกฤตการณ์ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการมีอยู่ของอาหารเท่านั้น แต่เป็นเรื่องความสามารถในการซื้ออาหารด้วย โดยราคาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 35 และราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นได้ซ้ำเติมงบประมาณของครัวเรือนทั้งในประเทศรายได้น้อยและประเทศรายได้ปานกลาง

IMF เตือนวิกฤติอาหาร ราคาพุ่ง-เอลนีโญซ้ำ แนะพัฒนาระบบจ่ายเงิน โอนช่วยกลุ่มเปราะบางตรงเป้า

"อัล-มาเชต" เตือนว่า หากราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 20 จะส่งผลให้มีประชากรเพิ่มขึ้นอีกราว 5 ล้านคนเข้าสู่ภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร พร้อมทั้งเน้นย้ำให้มองระบบอาหารเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกัน ทั้งการเกษตร ขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน ยิ่งไปกว่านั้น โครงการสวัสดิการสังคมต้องเชื่อมโยงกับการศึกษาและการสาธารณสุข เพื่อปกป้อง "ทุนมนุษย์" ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในระยะยาว

เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศไม่เพียงพอ

ในประเด็นการเตรียมความพร้อมและการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ "อัล-มาเชต" ชี้ว่า เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศที่ส่งมายังภูมิภาคมีเพียงไม่ถึงร้อยละ 18 จากข้อตกลงที่เคยให้ไว้ราว 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ESCWA จึงได้ผลักดันข้อเสนอการสวอปหนี้เพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศและระบบอาหาร เพื่อลดภาระทางการคลังของประเทศสมาชิก พร้อมเสนอ กรอบแนวคิด "3 Cs" ได้แก่

  • การเชื่อมโยง (Connectivity)
  • การสร้างขีดความสามารถ (Capability)
  • การลู่เข้าหากันทางเศรษฐกิจ (Convergence)

เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบเปรียบเทียบและก้าวผ่านวิกฤติไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

IMF เตือนวิกฤติอาหาร ราคาพุ่ง-เอลนีโญซ้ำ แนะพัฒนาระบบจ่ายเงิน โอนช่วยกลุ่มเปราะบางตรงเป้า

เครดิตภาพ: IMF/Chanakarn Laosarakham