วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธนาคารโลกชี้ทางรอดไทย สกัดธุรกิจเล็กติดกับดักภัยพิบัติ ดันทุนเขียว-ประกันภัย

ธนาคารโลกแนะไทยผนึกนโยบาย MSMEs กับสินเชื่อสีเขียวและประกันภัย Parametric เร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ พร้อมลดความเสี่ยงสถานประกอบการ เปิดทางธุรกิจเล็กเข้าถึงแหล่งทุนและเบี้ยประกันในอัตราที่เหมาะสม เพื่อรับมือวิกฤติภูมิอากาศและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

KEY POINTS

  • บูรณาการนโยบาย MSMEs กับการเงินสีเขียวและประกันภัย เพื่อรับมือภัยพิบัติและรักษาความสามารถในการแข่งขัน
  • ใช้ Parametric Insurance เร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวเพื่อการลงทุนปรับตัว
  • ลดความเสี่ยงสถานประกอบการ เช่น สร้างแนวป้องกันน้ำท่วม ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อและประกันภัยในอัตราที่เหมาะสม

วิกฤติภูมิอากาศกำลังเพิ่มต้นทุนและซ้ำเติมความเปราะบางของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะความเสียหายจากน้ำท่วมและแรงกดดันให้เร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะที่การเข้าถึงเงินทุนและเครื่องมือประกันภัยยังเป็นโจทย์สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจ

ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ช่วงการเสวนาหัวข้อ “MSME Finance: Leveraging Data for Jobs” ผู้สื่อข่าว ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ถามพิเศษนอกเวทีตัวแทนกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) ถึงแนวทางรับมือความท้าทายของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSMEs) ในประเทศไทย โดยกลุ่มธนาคารโลกเสนอให้บูรณาการนโยบาย MSMEs เข้ากับการเงินสีเขียวและกลไกประกันภัย เพื่อเพิ่มความพร้อมรับมือภัยพิบัติและรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่มีทรัพยากรจำกัดในการปรับตัว

ความท้าทาย 2 ด้านของ MSMEs ในไทย

คำถามของ 'กรุงเทพธุรกิจ' ถึงความท้าทายสองด้านที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ได้แก่ การฟื้นตัวของ MSMEs จากภัยพิบัติด้านสภาพภูมิอากาศที่สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น และการรักษาความสามารถในการแข่งขันช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ "คลาริตา คูชาร์โต" (Clarita Kusharto) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาคการเงิน World Bank Group ได้เสนอกรอบแนวทางแก้ปัญหาว่า ประเทศไทยสามารถนำกรอบนโยบาย MSMEs แบบบูรณาการมาใช้ โดยผสานการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและการคุ้มครองทางการเงินเข้ากับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการเข้าถึง "แหล่งเงินทุนสีเขียว"

โดยสามารถนำแนวทางจากโครงการ Disaster Risk Finance and Insurance ของธนาคารโลกมาใช้ เพื่อส่งเสริมการเตรียมความพร้อมทางการเงินเชิงรุก และเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อรองรับความเสี่ยงที่เหมาะสม

ขณะเดียวกัน แนวทางอย่าง Building Resilience Index ของบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) แสดงให้เห็นว่าข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศสามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติได้อย่างไร

"คลาริตา" ระบุด้วยว่า เป้าหมายคือ ช่วยให้ MSMEs สามารถรับมือกับผลกระทบจากวิกฤติ ลงทุนในมาตรการสร้างความยืดหยุ่นและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ตลอดจนรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้

Parametric ลดช่องว่างความคุ้มครองภัยน้ำท่วม

สำหรับประเด็นที่ MSMEs มักเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดเมื่อเกิดภัยพิบัติ แต่ขาดแคลนทั้งประกันภัย เงินทุนฉุกเฉิน และทรัพยากรในการปรับตัว โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมของประเทศไทย "คลาริตา" บอกว่า ธนาคารโลกได้สนับสนุนหลายประเทศในการขยายความคุ้มครองประกันภัยด้านสภาพภูมิอากาศ ผ่านโซลูชัน ประกันภัยแบบกำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินล่วงหน้า (Parametric Insurance) รวมถึงการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP)

ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกเน้นย้ำถึงการปรับปรุงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ออกแบบให้เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจ SMEs ควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยงทางกายภาพ

"การลดความเสี่ยงทางกายภาพควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น การสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมและการปรับปรุงสถานประกอบการให้ทนทานต่อภัยพิบัติ จะช่วยลดเบี้ยประกันภัยและทำให้การทำประกันภัยมีความเป็นไปได้มากขึ้น"

เปิด 4 เสาหลัก DRFI กลไกการเงินรับมือภัยพิบัติ

โครงการ Disaster Risk Financing and Insurance (DRFI) เป็นความคิดริเริ่มร่วมกันระหว่าง World Bank Group และ Global Facility for Disaster Reduction and Recovery (GFDRR) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับความยืดหยุ่นทางการเงินของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และครัวเรือน เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและงบประมาณจากภัยธรรมชาติ

โครงการนี้ขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่

  1. การเงินเพื่อบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติระดับประเทศ
  2. การพัฒนาตลาดประกันภัย
  3. การวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินและคณิตศาสตร์ประกันภัย
  4. การจัดการความรู้ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก

ซึ่งช่วยสนับสนุนการจัดทำยุทธศาสตร์คุ้มครองทางการเงินเชิงรุกที่ครอบคลุม ทั้งการประกันภัยภัยพิบัติทางทรัพย์สิน การประกันภัยภาคเกษตร และระบบคุ้มครองทางสังคมที่ปรับขนาดได้ เพื่อให้ภาคธุรกิจตลอดจน MSMEs ในประเทศไทย สามารถประเมินความเสี่ยง เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม และฟื้นตัวจากความสูญเสียได้อย่างรวดเร็ว

เสริมเกราะความเสี่ยงอาคารและสถานประกอบ

เครื่องมือสำคัญอีกประการหนึ่งคือ Building Resilience Index (BRI) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ในเครือธนาคารโลก ภายใต้แผนปฏิบัติการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย BRI ถูกออกแบบให้เป็นกรอบประเมินและจัดอันดับความเสี่ยงของอาคารบนระบบออนไลน์ เพื่อทำงานเสริมควบคู่ไปกับระบบรับรองอาคารเขียว EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) ของ IFC

เครื่องมือนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและ MSMEs ประเมินความยืดหยุ่นของสถานประกอบการใน 4 หมวดภัยธรรมชาติหลัก ได้แก่ ลม น้ำ ไฟ และภัยพิบัติทางธรณีวิทยา พร้อมจัดอันดับความยืดหยุ่นเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ A+ ถึง R โดยพิจารณาจากความมั่นคงทางกายภาพของโครงสร้างอาคารและความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

การประยุกต์ใช้ BRI ร่วมกับมาตรฐานอาคารเขียว EDGE จะช่วยลดความเสี่ยงเชิงกายภาพของโครงการ เพิ่มความโปร่งใสของข้อมูลความเสี่ยง และช่วยให้สถาบันการเงินสามารถพิจารณาสินเชื่อสีเขียวในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน ควบคู่กับการช่วยให้บริษัทประกันภัยคิดเบี้ยประกันภัยในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยคุ้มครองสินทรัพย์ของ MSMEs จากความเสียหายจากภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

ยกระดับกลไกการเงิน MSMEs ด้วยกองทุน RFU

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังขับเคลื่อนการสร้างความยืดหยุ่นทางการเงินผ่านโครงการ The Risk Finance Umbrella (RFU) Program ซึ่งเป็นกองทุนความร่วมมือหลายฝ่าย ที่ได้รับการสนับสนุนจาก SECO สวิตเซอร์แลนด์, USAID สหรัฐอเมริกา และ FCDO สหราชอาณาจักร โดยทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนการวิเคราะห์ทางวิชาการ คำปรึกษาเชิงนโยบาย และการประสานงานผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่

  1. การเตรียมแหล่งเงินทุนล่วงหน้าระดับมหาภาค
  2. การพัฒนาตลาดการเงินและประกันภัยภัยพิบัติสำหรับภาคธุรกิจและ MSMEs
  3. การยกระดับระบบเบิกจ่ายเงินฉุกเฉินข้ามภาคส่วน

โครงการ RFU มุ่งเน้นการออกแบบกลไกทางการเงินที่ "ตอบสนองต่อภัยพิบัติ" เช่น การจัดตั้งกองทุนค้ำประกันสินเชื่อพอร์ตโฟลิโอบางส่วนให้แก่สถาบันการเงินท้องถิ่นที่ปล่อยกู้แก่ MSMEs ซึ่งได้รับการหนุนหลังด้วยผลิตภัณฑ์ประกันภัยแบบ Parametric กลไกนี้จะช่วยลดความเสี่ยงให้แก่ภาคธนาคาร เอื้อให้ MSMEs ในประเทศไทยสามารถเข้าถึง "สินเชื่อสีเขียว" เพื่อการปรับตัวล่วงหน้า และมั่นใจได้ว่าจะได้รับสภาพคล่องเยียวยาผ่านระบบชำระเงินดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ