ธนาคารโลกชูข้อมูลดิจิทัลและ AI ปลดล็อกเงินทุน MSME ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์ ตั้งแต่สร้างตัวตนดิจิทัล เชื่อมตลาด ลดอุปสรรคกฎระเบียบ ไปจนถึงขยายแหล่งทุน พร้อมเสนอแนวทางให้ธุรกิจรายย่อยรับมือภัยพิบัติได้ดีขึ้น
KEY POINTS
- ธนาคารโลกและผู้นำองค์กรเสนอแนวทางแก้ปัญหา MSME ขาดแคลนเงินทุน โดยใช้ข้อมูลดิจิทัลแทนหลักประกันทางกายภาพ
- ประธานธนาคารโลกเสนอ 4 ยุทธศาสตร์ปลดล็อกทุน ได้แก่ สร้างตัวตนดิจิทัล เชื่อมโยงตลาด ลดอุปสรรคกฎระเบียบ และขยายแหล่งทุนผ่านฟินเทค
- Grab, KBank และฟินเทค ชี้ว่าข้อมูลธุรกรรมและ AI ช่วยประเมินเครดิตและลดความเสี่ยงสินเชื่อแก่ธุรกิจรายย่อย
- ผู้เชี่ยวชาญภาคการเงิน กลุ่มธนาคารโลก ตอบคำถาม 'กรุงเทพธุรกิจ' แนวทสงช่วย MSME รับมือภัยพิบัติ
ในการประชุม IMF-World Bank Group ประจำปี 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "MSME Finance: Leveraging Data for Jobs" เพื่อแสวงหาทางออกเชิงยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจขนาดไมโคร ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSME) ซึ่งเผชิญช่องว่างทางการเงินสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี การเสวนาครั้งนี้ได้รวบรวมผู้นำองค์กรระดับโลก ผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารสถาบันการเงิน และนวัตกรฟินเทค มาร่วมระดมสมองเพื่อเปลี่ยนผ่านระบบการเงินดั้งเดิมไปสู่การใช้ข้อมูลดิจิทัลเป็นหลักประกันรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างงานรองรับเยาวชนกว่า 1,200 ล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอีกทศวรรษข้างหน้า
4 ยุทธศาสตร์ปลดล็อกเงินทุน MSME
"อาเจย์ บังกา" ประธานกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า MSME เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนา คิดเป็น 90% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด และรองรับการจ้างงาน 75% ขณะที่อีก 10–15 ปีข้างหน้า จะมีประชากรในประเทศกำลังพัฒนาราว 1,200 ล้านคนเข้าสู่วัยแรงงาน แต่เศรษฐกิจมีแนวโน้มสร้างงานรองรับได้เพียง 420 ล้านตำแหน่ง สะท้อนความจำเป็นในการเร่งสร้างโอกาสจ้างงานใหม่ผ่านธุรกิจรายย่อย
อุปสรรคสำคัญคือช่องว่างการเข้าถึงเงินทุนของ MSME ในประเทศกำลังพัฒนา ที่สูงกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
ธนาคารพาณิชย์ยังเผชิญข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์เงินกองทุน ซึ่งอาจกำหนดให้การปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจที่ไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือมีต้นทุนเงินกองทุนสูงกว่าการปล่อยกู้แก่บริษัทระดับ AAA ถึง 4 เท่า อีกทั้งระบบสินเชื่อยังพึ่งพาหลักทรัพย์ค้ำประกันที่เป็นสินทรัพย์กายภาพ ทำให้ธุรกิจรายย่อยจำนวนมากเข้าไม่ถึงแหล่งทุน
เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าว ประธานกลุ่มธนาคารโลกเสนอ 4 ยุทธศาสตร์ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับ MSME ได้แก่
1. Visible–ทำให้ธุรกิจมีตัวตนในระบบ: ส่งเสริมการใช้ระบบชำระเงินด่วน ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และการเปิดให้เข้าถึงข้อมูลภาษีและสาธารณูปโภค เพื่อสร้างร่องรอยข้อมูลทางธุรกิจ ให้ผู้ให้กู้ประเมินความสามารถชำระหนี้จากกระแสเงินสดได้ โดยผลักดันข้อมูลให้เป็นหลักประกันรูปแบบใหม่ แทนการพึ่งพาสินทรัพย์กายภาพเพียงอย่างเดียว
2. Connected–เชื่อมโยงธุรกิจกับตลาดและบริการ: เชื่อม MSME เข้ากับลูกค้า ห่วงโซ่อุปทาน และผู้ให้บริการดิจิทัลส่วนกลาง เพื่อให้เข้าถึงบริการวิชาชีพ เช่น การทำบัญชีและการปฏิบัติตามกฎหมาย ในต้นทุนที่เหมาะสม
3. Enabled–ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ: ลดขั้นตอนราชการ ปรับปรุงกระบวนการอนุมัติใบอนุญาต และปฏิรูปกฎหมายล้มละลาย เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวขึ้น และมีโอกาสเริ่มต้นใหม่เมื่อประสบความล้มเหลว
4. Funded–ขยายช่องทางเข้าถึงเงินทุน: สนับสนุนนวัตกรรมฟินเทคที่ใช้ AI ประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิต ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มตัวกลางหรือผู้รวบรวมธุรกิจ และส่งเสริมการแปลงพอร์ตสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาระดมทุนแก่ MSME ได้มากขึ้น
เสียงสะท้อนผู้ประกอบการหญิง
"กอกเช ดูมาน" (Gökçe Duman) ผู้ร่วมก่อตั้ง Inosa สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการตลาดและ AI สนทนาจากประเทศตุรกี ได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของผู้ประกอบการรายย่อย โดยชี้ให้เห็นสถิติความเหลื่อมล้ำในระดับโลก มีเงินทุนหมุนเวียนทั่วโลกเพียง 2% เท่านั้นที่ส่งไปถึงทีมผู้ประกอบการหญิง มีผู้หญิงเพียง 15% ในกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจทางการเงิน และมี MSME ในประเทศกำลังพัฒนามากถึง 70% ที่ถูกปิดกั้นจากการเข้าถึงระบบเงินทุน
"กอกเช" บอกเล่าถึงอุปสรรคเมื่อครั้งเริ่มต้นขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกันในการรับทุนสนับสนุนจากรัฐบาล (KOSGEB) ว่า ธนาคารพาณิชย์ต่างถามหาสินทรัพย์กายภาพ เช่น ตึกหรือสิ่งปลูกสร้าง และปฏิเสธเทคโนโลยี AI คลาวด์ และฐานลูกค้าที่ชำระเงินแล้ว
จนกระทั่ง Garanti Bank "ตกลง" เพียงครั้งเดียว ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ Inosa เติบโตจากสตาร์ทอัพที่มีทีมงานเพียง 2 คน สู่ทีมงาน 10 คน สร้างการรับรู้ดิจิทัลนับพันล้านครั้ง และกลายมาเป็นคู่ค้าทางเทคโนโลยีที่ให้บริการแก่ธนาคารผู้ลงทุนในที่สุด
"ผู้ประกอบการรายย่อยในปัจจุบันต้องใช้ความอดทน ดื้อรั้น และความโชคดีระดับ 'ซูเปอร์ฮีโร่' เพียงเพื่อจะอนุมัติขอวงเงินสินเชื่อก้อนแรกให้ผ่าน แต่เราไม่อาจคาดหวังให้ผู้ประกอบการทุกคนต้องกลายเป็นยอดมนุษย์ได้ สิ่งที่จะช่วยปลดล็อกผู้ประกอบการหลายล้านรายทั่วโลกได้จริง คือ การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายและขยายผลได้ในวงกว้าง"
กสิกรไทยยกระดับนิเวศข้อมูล
"ขัตติยา อินทรวิชัย" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ได้สะท้อนมุมมองจากภาคธนาคารพาณิชย์ระดับภูมิภาค โดยเริ่มจากการชี้แจงจุดยืนของธนาคารว่า KBANK ไม่ได้พยายามทำตัวแข่งกับฟินเทค แต่เป็นการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปล่อยสินเชื่อตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การคัดกรองลูกค้ารายใหม่ การอนุมัติสินเชื่อ การติดตาม ไปจนถึงการจัดเก็บหนี้
ยกตัวอย่างระบบชำระเงิน QR Code ในประเทศไทยว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างร่องรอยดิจิทัล และประวัติทางการเงินให้แก่ MSME หลายล้านราย ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคจากการที่ผู้ประกอบการบางส่วนยังใช้เงินสดและปะปนบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจ จึงจำเป็นต้องพัฒนานิเวศข้อมูลที่กว้างขึ้นผ่านข้อเสนอ Open Data ของธนาคารแห่งประเทศไทย
ในด้านความร่วมมือกับฟินเทค KBANK เชื่อว่าแต่ละฝ่ายมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน ฟินเทคมีความรวดเร็ว นวัตกรรม และชุดข้อมูลทางเลือกที่ธนาคารไม่มี ตัวอย่างความสำเร็จคือ "LINE BK" บริการโซเชียลแบงกิ้งที่เกิดความร่วมมือระหว่างกสิกรไทย และ LINE Financial ซึ่งสามารถทำกำไรได้สำเร็จแล้ว
"ผู้ชนะที่แท้จริงในเกมนี้คือลูกค้า และผู้เล่นที่ชนะใจลูกค้าได้คือผู้ที่ปรับกลยุทธ์และการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า"
นอกจากนี้ ความสำเร็จของการให้สินเชื่อไม่ได้หยุดลงเมื่ออนุมัติเงินกู้ แต่เกิดขึ้นเมื่อลูกค้าสามารถนำทุนไปสร้างความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอแนะให้ประเทศไทยปรับปรุงกฎระเบียบสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคารในพันธมิตรยุทธศาสตร์ และเน้นการปฏิรูปโครงสร้างในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจ
Grab ชู 3 ปัจจัยขยายบริการทางการเงิน
"เคล เจย์ ลิม" (Kell Jay Lim) หัวหน้าฝ่ายบริการทางการเงินของ Grab ในประเทศสิงคโปร์ เผยว่า แพลตฟอร์ม Grab ซึ่งเชื่อมโยงร้านค้า ผู้บริโภค และพาร์ทเนอร์คนขับ มีธุรกรรมกว่า 15 ล้านรายการต่อวัน และจัดการข้อมูลดิบ 500 เทราไบต์ต่อวัน ช่วยขยายรัศมีบริการของร้านค้าขนาดเล็กจาก 1 เป็น 3 กิโลเมตร ขณะที่ผู้กู้หญิงและผู้พิการมีอัตราชำระหนี้สูงกว่าและความเสี่ยงต่ำกว่า และเสนอ 3 แนวทางขยายบริการทางการเงินแก่ MSME ได้แก่
- แบ่งปันข้อมูล: เปิดระบบ Open Banking และ Open Finance ให้องค์กรแข่งขันด้วยนวัตกรรมและการใช้ข้อมูล แทนการกักเก็บข้อมูล
- แบ่งปันความเสี่ยง: ใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อบางส่วนและรับความเสียหายส่วนแรก โดย IFC ร่วมมือกับธนาคารดิจิทัลของ Grab ในมาเลเซีย ช่วยให้ MSME กว่า 10,000 แห่งเข้าถึงทุน
- เปิดระบบชำระเงิน: เชื่อมโยง QR Code ข้ามแดน เช่น PromptPay และเปิดให้ฟินเทคเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานชำระเงิน เช่น DuitNow ในมาเลเซีย และ InstaPay ในฟิลิปปินส์
e-Invoicing ปลดล็อกทุน ดันธุรกิจหญิงโต 42%
"เดวิด อารานา" (David Arana) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Konfío ฟินเทคผู้ให้บริการสินเชื่อ MSME ในประเทศเม็กซิโก ได้เปิดเผยสถิติสำคัญว่า 84% ของลูกค้ารายย่อยที่ได้รับสินเชื่อจาก Konfío เป็นการได้รับสินเชื่อภาคธุรกิจจากสถาบันการเงินเป็นครั้งแรกในชีวิต
แม้ MSME ในประเทศตลาดเกิดใหม่จะขาดแคลนหลักประกันกายภาพและประวัติทางการเงินดั้งเดิม แต่ธุรกิจเหล่านี้มีการสร้างข้อมูลดิจิทัลจำนวนมาก โดยเฉพาะข้อมูลจากใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoicing) ซึ่งกลายเป็นหลักประกันใหม่ที่ช่วยเปลี่ยนผู้กู้ที่เคย "ถูกมองข้าม" ให้สามารถมีตัวตนได้
จากผลการศึกษาร่วมกับ IDB Invest พบว่า ธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์ม Konfío มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 19.4% ภายในช่วงเวลา 1.5 ถึง 2 ปี และหากเป็นธุรกิจที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำ อัตราการเติบโตจะพุ่งสูงถึง 42%
สำหรับแนวทางขยายผล "เดวิด" ได้เสนอให้มุ่งเน้น 3 ด้าน ได้แก่ การรวมแหล่งทุนที่มั่นคงเข้ากับโมเดลฟินเทคที่คล่องตัว การทำให้ข้อมูลสามารถถ่ายโอนข้ามแดนได้เพื่อลดต้นทุนบริการ และการกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นเพื่อให้ความนวัตกรรมและความมั่นคงทางการเงินคงอยู่ร่วมกันได้
อินเดียชู DPI ปลดล็อกทุน MSME ชี้ 3 โจทย์ที่ต้องเร่งแก้
"วี. อานันท นากิสวรัน" (V. Anantha Nageswaran) หัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลอินเดีย ถ่ายทอดบทเรียนการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนของ MSME ผ่าน 3 กลไก ได้แก่
- GST จูงใจธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี
- UPI สร้างข้อมูลธุรกรรมดิจิทัลเพื่อประเมินสินเชื่อจากกระแสเงินสด
- Account Aggregator (AA) เชื่อมโยงข้อมูลการเงินระหว่างสถาบันโดยได้รับความยินยอมจากลูกค้า ลดการพึ่งพาเอกสารกระดาษ
อย่างไรก็ตาม ยังมี 3 อุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การชำระเงินล่าช้าจากผู้ซื้อรายใหญ่ การลดภาระกฎระเบียบในระดับท้องถิ่น และการพัฒนาทักษะบริหารเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการ พร้อมเสนอให้ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล การค้ำประกันสินเชื่อ และการแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ เพื่อขยายแหล่งเงินทุนให้ MSME
Lendable ชูวิศวกรรมการเงิน ดึงทุนสถาบันสู่ MSME
"คริส เวห์เบ" (Chris Wehbe) ซีอีโอ Lendable ฟินเทคด้านการลงทุนสินเชื่อภาคเอกชนจากสหราชอาณาจักร ระบุว่า การปล่อยสินเชื่อ MSME ผ่านฟินเทคในตลาดเกิดใหม่เป็นการลงทุนเฉพาะกลุ่มซ้อนกันสามชั้น (Triple Niche) การเปลี่ยนจากสินเชื่อที่ใช้สินทรัพย์ค้ำประกันเป็นการประเมินจากกระแสเงินสด จึงต้องมีข้อมูลดิจิทัลที่มีคุณภาพ ผ่านการตรวจสอบและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
การดึงทุนสถาบันต้องใช้วิศวกรรมการเงิน ได้แก่ การแปลงพอร์ตสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ การแยกความเสี่ยงจากการล้มละลาย บริการจัดเก็บหนี้สำรอง และการเงินแบบผสมผสาน โดยให้สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนารับความเสี่ยงชั้นแรก (First Loss) ทั้งนี้ Lendable มีฐานข้อมูลสินเชื่อบุคคลและรายย่อยในตลาดเกิดใหม่กว่า 250 ล้านรายการ ครอบคลุม 10 ปี ซึ่งพบว่าอัตราผิดนัดชำระหนี้จริงต่ำกว่าระดับความเสี่ยงที่กฎเกณฑ์ดั้งเดิมประเมินไว้มาก
ICC ชี้หนี้เสีย MSME แค่ 0.24% จี้รื้อเกณฑ์เสี่ยง
"จอห์น ดับเบิลยู.เอช. เดนตัน เอโอ" (John W.H. Denton AO) เลขาธิการหอการค้านานาชาติ (ICC) ซึ่งเป็นตัวแทนภาคธุรกิจใน 170 ประเทศ มีสมาชิกกว่า 50 ล้านราย โดย 70% อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ระบุว่า MSME มีสัดส่วนสูงถึง 98% ของธุรกิจในหลายประเทศ จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ข้อมูลจาก ICC Trade Register พบว่า สินเชื่อเพื่อการค้าของ MSME มีอัตราผิดนัดชำระหนี้เพียง 0.24% แต่เกณฑ์กำกับดูแลและประเมินน้ำหนักความเสี่ยงระดับสากลกลับประเมินความเสี่ยงสูงเกินจริง เพิ่มต้นทุนสินเชื่อและขัดขวางการขยายเงินทุนสู่ธุรกิจรายย่อย
"เดนตัน" ยังเตือนถึงการเกิด เกาะดิจิทัล (Digital Islands) เมื่อแต่ละประเทศมีกฎระเบียบการค้าดิจิทัลข้ามแดนต่างกัน พร้อมย้ำว่าอธิปไตยดิจิทัลไม่ควรหมายถึงการปิดประเทศ แต่ต้องเปิดทางให้เศรษฐกิจเชื่อมโยงกัน จึงเรียกร้องให้เร่งดำเนินการ 2 เรื่อง ได้แก่
- ปฏิรูปเกณฑ์ความเสี่ยงให้สะท้อนข้อมูลจริง เพื่อให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อแก่ MSME ได้คุ้มค่า
- ผลักดันกฎหมาย MLETR (Model Law on Electronic Transferable Records) ของสหประชาชาติ เพื่อให้เอกสารการค้าดิจิทัล เช่น ใบตราส่งสินค้าทางทะเลอิเล็กทรอนิกส์ มีผลทางกฎหมาย ช่วยทลายข้อจำกัดและเปิดโอกาสให้ MSME ค้าข้ามแดนได้มากขึ้น
การรับมือภัยพิบัติของ MSME
ระหว่างช่วงเสวนา "คลาริตา คูชาร์โต" (Clarita Kusharto) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาคการเงิน กลุ่มธนาคารโลก ได้ตอบคำถาม 'กรุงเทพธุรกิจ' เกี่ยวกับความท้าทายของ MSME ในประเทศไทย เกี่บวกับประเด็นความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ว่า ไทยควรบูรณาการการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเข้าถึงเงินทุนสีเขียวไว้ในกรอบนโยบายพัฒนา MSME
โดยประยุกต์ใช้แนวทาง Disaster Risk Finance and Insurance (DRFI) ของธนาคารโลก และเครื่องมือ Building Resilience Index ของ IFC เพื่อใช้ข้อมูลความเสี่ยงประกอบการตัดสินใจลงทุนสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ
สำหรับการลดช่องว่างความคุ้มครองทางการเงินของธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ธนาคารโลกสนับสนุนการขยายประกันภัยแบบกำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงิน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ควบคู่กับการลดความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น การสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมและปรับปรุงสถานประกอบการให้ทนทานต่อภัยพิบัติ ซึ่งจะช่วยลดเบี้ยประกันและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงความคุ้มครองได้จริง
อ่านเรื่องเต็ม: ธนาคารโลกชี้ทางรอดไทย สกัดธุรกิจเล็กติดกับดักภัยพิบัติ ดันทุนเขียว-ประกันภัย




