ภัยพิบัติถี่ขึ้น ทดสอบรัฐผ่าน "ความเร็ว-ประสิทธิภาพ" ผลวิจัยพบประชาชนรับรู้ความเสี่ยงสูง แต่เชื่อมั่นการจัดการและธรรมาภิบาลภาครัฐต่ำ ชี้ความเชื่อมั่นต้องสร้างจากผลงานที่พิสูจน์ได้ว่า รัฐรับมือวิกฤติและฟื้นฟูความเสียหายกลับสู่ภาวะปกติได้จริง
KEY POINTS
- ภัยพิบัติที่เกิดบ่อยขึ้นเป็นบททดสอบความสามารถของรัฐ ซึ่งประชาชนใช้ความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการช่วยเหลือเป็นตัวตัดสินความเชื่อมั่น
- ผลวิจัยชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างการรับรู้ความเสี่ยงภัยพิบัติของประชาชนที่อยู่ในระดับสูง กับความเชื่อมั่นต่อการจัดการและธรรมาภิบาลของภาครัฐที่อยู่ในระดับต่ำ
- ความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ได้เกิดจากคำมั่นสัญญา แต่เกิดจากการทำงานที่พิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐสามารถรับมือและฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติได้จริง
ภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น ไม่ได้ท้าทายเพียงความพร้อมของประชาชน แต่กำลังท้าทาย “ความยืดหยุ่นของรัฐ” เพราะในวันที่วิกฤติมาถึง สิ่งที่ประชาชนใช้ตัดสินว่ารัฐพร้อมหรือไม่ ไม่ใช่แค่คำพูดหรือนโยบาย แต่คือความรวดเร็วของการช่วยเหลือ และความสามารถในการทำให้ชีวิตของประชาชนกลับคืนสู่ภาวะปกติ
เมื่อเกิดน้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุ หรือภัยพิบัติขนาดใหญ่ นอกจากภาพความเสียหายที่ปรากฏตามข่าวแล้ว สิ่งที่ตามมามักเป็น “เสียงบ่นต่อรัฐ” กับคำถามชุดเดิม ๆ เช่น ทำไมการแจ้งเตือนไม่ทันเวลา ทำไมความช่วยเหลือล่าช้า ทำไมข้อมูลจากแต่ละหน่วยงานไม่ตรงกัน และทำไมบางพื้นที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว แต่บางพื้นที่ยังต้องรอความช่วยเหลืออยู่
คำถามเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่สะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ในยามวิกฤติ รัฐยังเป็นระบบที่ประชาชนพึ่งพาได้มากน้อยเพียงใด
เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ประชาชนไม่ได้แยกว่าเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานใด แต่มองภาพรวมว่า “ระบบรัฐ” ทำงานได้ดีมากแค่ไหน เมื่อสังคมกำลังเผชิญกับปัญหา
ในงานวิจัยระยะที่ 1 ของผู้เขียนและคณะ ได้ศึกษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่ของรัฐ โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนไทย จำนวน 777 คน พบว่า 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยมีประสบการณ์โดยตรงกับภัยพิบัติขนาดใหญ่ และภัยที่พบมาก ได้แก่ น้ำท่วม 62.8% แผ่นดินไหว 44.1% และพายุ ฝนตกหนัก หรือดินถล่ม 30.7%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ภัยพิบัติอาจไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนาน ๆ ครั้งอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตของประชาชนจำนวนมาก
ตัวเลขที่สะท้อนช่องว่าง
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ คือวิธีที่ประชาชนประเมินความเสี่ยงและประเมินรัฐ โดยผลการวิจัยนี้ชี้ว่า การรับรู้ความเสี่ยงจากภัยพิบัติของประชาชนอยู่ในระดับสูง คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.98 จาก 5 คะแนน ขณะที่การประเมินคุณภาพธรรมาภิบาลของรัฐอยู่ที่ 2.28 คะแนน ความยืดหยุ่นของรัฐ 2.43 คะแนน และความเชื่อมั่นต่อรัฐ 2.48 คะแนน
นี่คือ “ช่องว่าง” ที่น่าคิด เพราะประชาชนรับรู้ว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง แต่คะแนนที่สะท้อนว่ารัฐมีธรรมาภิบาล มีความยืดหยุ่น และเป็นที่พึ่งพาได้ กลับอยู่ในระดับต่ำกว่ามาก
นอกจากนั้นผลการวิจัยยังสะท้อนว่าการที่รัฐมีระบบธรรมาภิบาลที่ดีอาจยังไม่เพียงพอ หากระบบนั้นไม่สามารถแปลงไปเป็นความสามารถในการทำงานจริงเมื่อเกิดวิกฤติ เพราะประชาชนไม่ได้ประเมินรัฐจากแผนงานบนกระดาษเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินจากสิ่งที่เห็นและเกิดขึ้นตรงหน้า เช่น รถกู้ภัยมาถึงหรือยัง การแจ้งเตือนทันเวลาหรือไม่ หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานประสานกันหรือไม่ น้ำ ไฟฟ้า ระบบสื่อสาร และบริการจำเป็นยังเดินต่อได้หรือไม่ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ประชาชนต้องใช้เวลานานเพียงใดกว่าจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ
เมื่อความเสี่ยงกลายเป็นเรื่องปกติที่ต้องเผชิญ
อีกข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ การรับรู้ความเสี่ยงของประชาชนไม่พบผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นและการประเมินธรรมาภิบาลของรัฐ ซึ่งสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า เมื่อภัยพิบัติเกิดซ้ำ ๆ ความเสี่ยงอาจกลายเป็นความคาดหมายพื้นฐานของประชาชน
จากเดิมที่คำถามคือ “ภัยครั้งนี้จะรุนแรงแค่ไหน” คำถามอาจกำลังเปลี่ยนเป็น “เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น รัฐจะจัดการอย่างไร” และอาจตั้งคำถามไปไกลกว่านั้นว่า “จากครั้งก่อน รัฐเรียนรู้อะไร และครั้งนี้จะทำได้ดีกว่าเดิมหรือไม่”
ดังนั้น การสื่อสารความเสี่ยงสู่ประชาชนเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ ในยามที่ภัยพิบัติเกิดถี่ขึ้น
แม้ว่าการบอกให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ไฟฉาย หรือเตรียมอพยพเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐก็ต้องตอบให้ได้ว่า “แล้วระบบของรัฐเตรียมอะไรไว้บ้าง” เพราะการสร้างความพร้อมของประชาชน
หากไม่เดินคู่กับการสร้างความพร้อมของรัฐ ก็อาจทำให้ภาระในการรับมือความเสี่ยงถูกผลักไปอยู่ที่ประชาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ
จาก “มีแผน” สู่ “รัฐทำให้เห็น”
โจทย์เรื่องความยั่งยืนของระบบจัดการภัยพิบัติควรเปลี่ยนจากคำถามว่า “มีแผนหรือไม่” ไปสู่คำถามว่า “การนำแผนไปปฏิบัติทำได้จริงแค่ไหน” รัฐอาจมีแผนจำนวนมาก มีศูนย์บัญชาการ มีหน่วยงานรับผิดชอบ และมีคู่มือรับมือภัยพิบัติ แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือ เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ระบบเหล่านี้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า
ตัวชี้วัดความสำเร็จของรัฐ จึงควรสะท้อนผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น เวลาตอบสนองต่อเหตุการณ์ ความต่อเนื่องของบริการจำเป็น ระยะเวลาในการฟื้นฟู และการช่วยเหลือที่เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง และที่สำคัญผลเหล่านี้ควรถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ
หากประชาชนสามารถรู้ได้ว่า ความช่วยเหลือใช้เวลากี่ชั่วโมงกว่าจะถึงพื้นที่ ไฟฟ้าและน้ำประปากลับมาเมื่อใด ระบบสื่อสารใช้เวลาฟื้นฟูกี่วัน หรือการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานเสร็จตามกรอบเวลาหรือไม
คำว่า “เอาอยู่” ก็จะไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางการเมืองที่ใช้ในช่วงวิกฤติ แต่จะกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนตรวจสอบได้จากผลงานจริง นี่คือหัวใจของธรรมาภิบาลในยุคที่ความเสี่ยงจากภัยพิบัติเกิดถี่ขึ้น
ความเชื่อมั่นของประชาชนสร้างขึ้นจากประสบการณ์จริง
ความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในวันที่เกิดน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือวันที่มีการตั้งศูนย์บัญชาการฉุกเฉิน แต่ถูกสะสมจากการทำงานของรัฐในทุก ๆ วัน ตั้งแต่การเตรียมพร้อม การวางระบบแจ้งเตือน การจัดสรรงบประมาณ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังเกิดภัย
เสียงบ่นของประชาชนในวันที่เกิดภัย จึงอาจไม่ได้เป็นแค่เสียงของผู้ที่กำลังเดือดร้อน แต่เป็นเสียงสะท้อนว่า ประชาชนกำลังประเมินว่ารัฐสามารถพึ่งพาได้มากน้อยเพียงใด
เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ประชาชนอาจไม่ได้ต้องการเพียงคำตอบว่า “รัฐพร้อม” หรือ “เอาอยู่” แต่ต้องการเห็นหลักฐานว่า เมื่อภัยมาถึง ระบบยังทำงาน ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบ บริการสำคัญยังดำเนินต่อไป และเมื่อวิกฤติคลี่คลาย ชีวิตสามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้
นี่คือความหมายของ “ความยืดหยุ่นของรัฐ” ที่หมายถึงความสามารถในการรับมือ ปรับตัว เรียนรู้ และฟื้นตัวไปพร้อมกับสังคม
เพราะทุกวันนี้ภัยพิบัติอาจไม่ได้เป็น “เหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง” อีกต่อไป สิ่งที่ประชาชนต้องการจากรัฐจึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับภัยครั้งต่อไป แต่คือรัฐที่ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่า เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น ระบบจะยังทำงาน และจะพาพวกเขากลับไปสู่ชีวิตปกติได้
ท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากการบอกว่ารัฐ “เอาอยู่” แต่เกิดจากประสบการณ์ที่ประชาชนเห็นว่า รัฐ “ทำได้จริง” และนี่คือโจทย์สำคัญที่สุดของความยืดหยุ่นของรัฐ ในวันที่ภัยพิบัติกำลังกลายเป็นเรื่องที่สังคมต้องอยู่ร่วมด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการ สร้างสังคมที่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง





