แม้ฝนตกหนักต่อเนื่องจะเป็นสาเหตุหลักของอุทกภัย กทม.รอบนี้ แต่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ นั่นคือ "แรงไทดัล" จากดวงจันทร์
จากสถานการณ์ฝนตกหนักหลายวันต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และหลายจังหวัดใกล้เคียง ส่งผลให้กรุงเทพมหานครเผชิญปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญความยากลำบากในการใช้ชีวิต ขณะที่ทางการเร่งระบายน้ำปริมาณมากผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทย
อย่างไรก็ตาม การระบายน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา นั่นคือ แรงดึงดูดจากดวงจันทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากโลกกว่า 4 แสนกิโลเมตร แต่กลับมีอิทธิพลต่อมวลน้ำในมหาสมุทร
ดร. มติพล ตั้งมติธรรม นักวิชาการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ได้เรียบเรียงบทความ อธิบายผ่านเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างดวงจันทร์กับสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยชี้ให้เห็นว่า แรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์เป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง และส่งผลต่อการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย
ดวงจันทร์ไกลออกไปกว่า 4 แสนกิโลเมตร ส่งผลต่อน้ำท่วมได้อย่างไร?
ดวงจันทร์ เช่นเดียวกับวัตถุทุกชนิดในเอกภพ ส่งแรงดึงดูดมวลเข้าหามัน แรงโน้มถ่วงนี้ไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับขนาดของมวล แต่ยังขึ้นอยู่กับระยะห่างอีกด้วย หรือที่เรารู้จักกันในนามของ "กฎแรงโน้มถ่วงของนิวตัน" ในช่วงที่ดวงจันทร์อยู่เหนือศีรษะของเรา จะมีแรงดึงดูด ดึงเราเข้าไปหาดวงจันทร์ แต่ในปริมาณน้อยกว่าที่โลกของเราดึงดูดเราเป็นอย่างมาก เราจึงไม่ต้องกังวลว่าดวงจันทร์จะดูดเราหลุดออกไปจากโลกเร็ว ๆ นี้แต่อย่างใด
ลองนึกภาพว่าเรายืนอยู่บนโลกโดยมีดวงจันทร์อยู่เหนือศีรษะ ในตำแหน่งนี้ศีรษะของเราจะอยู่ใกล้ดวงจันทร์มากกว่าพื้นดินใต้เท้าเล็กน้อย จึงได้รับแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์มากว่า แต่แรงโน้มถ่วงนี้มีปริมาณเพียงหนึ่งในสิบล้านล้านส่วนของแรงโน้มถ่วงที่โลกกระทำกับเรา เราจึงมักจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่างอันน้อยนิดนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในระดับที่ใหญ่ขึ้น น้ำในอ่าวไทยที่เชื่อมต่อกับมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย มีระยะห่างจากดวงจันทร์แตกต่างกันกว่า 6,000 กม. แรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ที่แตกต่างกันส่งผลให้น้ำในมหาสมุทรไหลไปกองกันในบริเวณใกล้และไกลจากดวงจันทร์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "น้ำขึ้น-น้ำลง" หรือ "แรงไทดัล" นั่นเอง
แต่ดวงจันทร์นั้นไม่ใช่เพียงวัตถุเดียวที่มีแรงไทดัลต่อมหาสมุทรบนโลก ดวงอาทิตย์ก็ส่งแรงไทดัลมาบนโลกเช่นกัน แม้ว่าดวงอาทิตย์จะมีมวลมากกว่าดวงจันทร์เป็นอย่างมาก แต่มันก็อยู่ไกลออกไปเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน ผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้แรงไทดัลจากดวงอาทิตย์นั้นมีผลเป็นเพียง 1 ใน 3 ของแรงไทดัลจากดวงจันทร์ แรงไทดัลจากวัตถุทั้งสองนี้ส่งผลต่อกันในรูปแบบที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่จะมาส่งเสริมกันมากที่สุดในช่วงจันทร์เพ็ญ และจันทร์ดับ ส่งผลให้เกิดกระแสน้ำขึ้น-น้ำลงสูงสุด เรียกว่า "น้ำเกิด" (spring tide) ในขณะที่ช่วงข้างขึ้นและข้างแรม 8 ค่ำจะหักล้างกัน ความแตกต่างระหว่างน้ำขึ้น-น้ำลงจึงไม่ได้มากนัก เรียกว่า "น้ำตาย" (neap tide)
แล้วน้ำขึ้น-น้ำลง เกี่ยวข้องกับอุทกภัยในกรุงเทพมหานครอย่างไร?
กรุงเทพมหานครนั้นตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยเพียง 1.5 เมตร ด้วยเหตุนี้ในช่วงที่ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุด น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยานั้นจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอ่าวไทย จนในบางครั้งทะเลกลับไหลย้อนกลับขึ้นมาในแม่น้ำเสียด้วยซ้ำ และแม้ว่าในช่วงน้ำเกิดที่ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุด จะตามมาด้วยระดับน้ำทะเลต่ำสุด แต่ระดับน้ำทะเลที่ลดลงนี้กลับไม่ได้ส่งผลเพิ่มอัตราในการระบายมากขึ้นเท่าใดนัก โดยรวมแล้วในช่วงน้ำเกิด จึงกลับทำให้การระบายโดยรวมของแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงเป็นอย่างมาก
แม้จะเป็นที่ชัดเจนว่า ปริมาณน้ำฝนอันมหาศาลนั้นจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอุทกภัยในครั้งนี้ แต่จันทร์เพ็ญในวันที่ 26 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา มีผลทำให้เกิดกระแสน้ำขึ้นสูงสุด (น้ำทะเลหนุน) ซึ่งในช่วงที่มีปริมาณมากที่สุดย่อมจะเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำสะสมในกรุงเทพมหานครเป็นอย่างมาก และระหว่างที่ทางการกำลังระบายน้ำออกไปนี้ เฟสของดวงจันทร์ที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงน้ำตายในวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ก็จะช่วยให้การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยตามธรรมชาติของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นไปได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ และหวังว่าจะอุทกภัยในครั้งนี้จะผ่านพ้นไปเสียที
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ยังเตือนให้เราระลึกเสมอ ว่า "ดาราศาสตร์" และการเคลื่อนที่ของวัตถุบนท้องฟ้า ก็ยังคงสามารถส่งอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์บนโลกได้เสมอ
เรียบเรียง : ดร. มติพล ตั้งมติธรรม - นักวิชาการ NARIT





