โลกร้อนเขย่าความมั่นคงวัตถุดิบอาหารสัตว์น้ำ ทั้งปลาป่นและกากถั่วเหลือง ดันผู้ผลิตเร่งกระจายแหล่งวัตถุดิบ พัฒนาทางเลือก และปรับสูตรอาหารให้ยืดหยุ่น พร้อมใช้มาตรฐานความยั่งยืนสร้างมูลค่าแทนการแข่งราคา
KEY POINTS
- โลกร้อนกระทบความมั่นคงวัตถุดิบอาหารสัตว์น้ำ ทั้งปริมาณและราคา
- กระจายแหล่งวัตถุดิบและซัพพลายเออร์ พร้อมพัฒนาวัตถุดิบทดแทน
- ใช้ความยั่งยืนและมาตรฐานสากลสร้างมูลค่า แทนแข่งด้วยราคา
- เร่งข้อมูลให้เร็วและแม่น ทำงานใกล้ชิดซัพพลายเออร์ และปรับสูตรอาหารให้ยืดหยุ่น
อุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่วัตถุดิบสำคัญอย่างปลาป่น น้ำมันปลา และกากถั่วเหลือง เผชิญทั้งความเสี่ยงด้านต้นทุนและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน กระทบต่อเนื่องถึงต้นทุนและประสิทธิภาพการเลี้ยงของเกษตรกร
เพื่อเจาะลึกโจทย์การจัดหาวัตถุดิบ 'กรุงเทพธุรกิจ' สัมภาษณ์พิเศษ "พีระศักดิ์ บุญมีโชติ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ถึงมุมมองต่อการปรับตัวของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำ ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างต้นทุน ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน
พายุหมุนแห่งความเสี่ยง 5–10 ปีข้างหน้า
หากมองไปข้างหน้า อะไรคือความเสี่ยงสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำ?
พีระศักดิ์: เรื่องที่ต้องจับตามากที่สุด ผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และผลกระทบเชื่อมโยงไปหลายด้าน ตั้งแต่ทรัพยากร วัตถุดิบ ซัพพลายเชน ไปจนถึงสภาพการเลี้ยงและความเสี่ยงด้านโรคระบาดในสัตว์น้ำ
ดังนั้น โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำในอีก 5–10 ปีข้างหน้า คือการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบให้สามารถรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการผลิตในวันนี้ แต่ต้องเตรียมทางเลือกไว้ล่วงหน้า ทั้งการกระจายประเภทวัตถุดิบ ซัพพลายเออร์ และประเทศต้นทาง รวมถึงการศึกษาวัตถุดิบทางเลือกที่มีศักยภาพ
เมื่อความแน่นอนของวัตถุดิบลดลง ผู้ผลิตต้องเปลี่ยนวิธีบริหารอย่างไร?
พีระศักดิ์: ความผันผวนของอุณหภูมิทะเลส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตการประมงและปริมาณวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างปลาป่นและน้ำมันปลา ส่งผลให้ปริมาณ ขนาดปลา และช่วงเวลาการจับเบี่ยงเบนไปจากอดีต
สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดิม ปริมาณเดิม หรือขนาดเดิม อาจเปลี่ยนไป บางช่วงมีมาก บางช่วงมีน้อย Timing และ Size อาจไม่เหมือนในอดีต เมื่อความแน่นอนลดลง ผู้ผลิตต้องมีข้อมูลที่เร็วและแม่นยำขึ้น ทำงานใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์มากขึ้น และมีความยืดหยุ่นเรื่องสูตรอาหาร
ขณะเดียวกัน วัตถุดิบทางการเกษตรหลักอย่างกากถั่วเหลือง ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและคุณภาพดินในแต่ละภูมิภาค
วัตถุดิบทดแทน” สู่ Ingredient Portfolio
การบริหารวัตถุดิบของ TFM รับมือกับความไม่แน่นอนนี้อย่างไร?
พีระศักดิ์: เราดำเนินการทั้งการจัดหาเชิงกลยุทธ์ และการจัดหาจากแหล่งคู่ขนาน การขยายฐานซัพพลายเออร์และประเทศต้นทาง การยกระดับกระบวนการตรวจสอบสถานะและประเมินความเสี่ยง และการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนการพัฒนาวัตถุดิบทางเลือกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง "ห่วงโซ่อุปทาน" (Supply Chain) ที่มีความยืดหยุ่นและรองรับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
วัตถุดิบทางเลือกจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแค่ไหน โดยเฉพาะโปรตีนจากแมลง สาหร่าย และ Single-cell Protein?
พีระศักดิ์: ผมคิดว่าอนาคตไม่ใช่การนำวัตถุดิบใหม่ชนิดใดชนิดหนึ่งมาทดแทนวัตถุดิบเดิมทั้งหมด แต่เป็นการบริหารกลุ่มผลิตภัณฑ์ส่วนผสมหรือวัตถุดิบให้มีความหลากหลาย เพื่อให้สามารถปรับสูตรตามความเหมาะสมทั้งด้านโภชนาการและต้นทุนได้อย่างรวดเร็ว
แต่สิ่งที่ต้องดูคือ ประสิทธิภาพทางโภชนาการ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ และการตรวจสอบย้อนกลับ ที่สำคัญคือต้องมีปริมาณเพียงพอในระดับ การผลิตเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่ประสบความสำเร็จเฉพาะในห้องวิจัย
Sustainability ต้อง “สร้างผลลัพธ์” ไม่ใช่แค่เพิ่มต้นทุน
Sustainability ในมุมของผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ เป็นภาระต้นทุนหรือโอกาสทางธุรกิจ?
พีระศักดิ์: ผมมอง Sustainability เป็นโอกาสมากกว่า เพราะเป็นทั้ง Global Trend และเป็นนโยบายที่กลุ่มไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญ แน่นอนว่าการทำเรื่องเหล่านี้มีต้นทุน แต่ถ้าทำอย่างถูกต้อง ต้นทุนสามารถกลับมาในรูปแบบของคำสั่งซื้อ การเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น และสร้างความแตกต่าง ความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับธุรกิจได้
Sustainability สำหรับเราไม่ใช่เรื่องที่พูดแล้วจบ แต่ต้องทำให้เห็นผลจริง ทั้งในแง่ต้นทุน ประสิทธิภาพ การเข้าถึงตลาด และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ยกตัวอย่างการลดต้นทุนระยะยาว เราทำ Shrimp Decarbonization Project ร่วมกับกลุ่มไทยยูเนี่ยน นำระบบให้อาหารอัตโนมัติ พลังงานแสงอาทิตย์ เซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Real-time และ AI มาใช้ในการจัดการฟาร์ม เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพิ่มผลิตภาพ และสนับสนุนการยกระดับฟาร์มสู่มาตรฐานสากล เช่น ASC Farm
แล้วจะทำอย่างไรให้ความยั่งยืนเกิดผลทางเศรษฐกิจกับเกษตรกรด้วย?
พีระศักดิ์: ความยั่งยืนต้องสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรได้จริง ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น จึงจะสามารถขยายผลในระดับอุตสาหกรรมได้
การพิจารณาความคุ้มค่าของอาหารสัตว์ไม่ควรมองเฉพาะราคาอาหารต่อกิโลกรัม แต่ต้องมองผลลัพธ์ตลอดวงจรการเลี้ยง เรามองประสิทธิภาพของอาหารตลอดวงจรการเลี้ยง ตั้งแต่ประสิทธิภาพการใช้อาหาร อัตราการรอด การลดการสูญเสียอาหาร ไปจนถึงคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง
เช่น เราพัฒนาอาหารเม็ดสำหรับกุ้งขนาดเล็ก 1S และ 2S Pellet Feed เพื่อทดแทนอาหารเกล็ดสำหรับลูกกุ้งช่วง 1–30 วันแรก ซึ่งช่วยให้ลูกกุ้งได้รับสารอาหารครบถ้วน ลดปัญหาด้านโภชนาการ และลดผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง
สำหรับ TFM เราไม่ได้มองเฉพาะอาหารสัตว์ แต่ต้องมองทั้งห่วงโซ่อุปทาน หลังจากขายอาหารให้ฟาร์มแล้ว ยังทำงานร่วมกับเกษตรกรต่อ หากฟาร์มต้องการยกระดับสู่ฟาร์มมาตรฐาน หรือ ASC Farm เราสามารถส่งทีมเข้าไปช่วยเตรียมระบบและพัฒนามาตรฐาน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดระดับ High-end
เมื่ออาหารสัตว์ได้มาตรฐาน ฟาร์มได้มาตรฐาน และเชื่อมต่อไปถึงโรงงานแปรรูปและผลิตภัณฑ์ปลายทางได้ เราจะสร้างทั้งห่วงโซ่อุปทานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกุ้งไทยมากกว่าการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว
ไทยอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่โลก
ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบของไทยแตกต่างจากผู้ผลิตในประเทศอื่นอย่างไร และไทยมีจุดแข็งหรือจุดเปราะบางตรงไหนในห่วงโซ่อุปทานโลก?
พีระศักดิ์: แต่ละประเทศมีจุดแข็งต่างกัน อย่างเอกวาดอร์มีข้อได้เปรียบด้านขนาดการผลิต และประสิทธิภาพเชิงต้นทุน ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีอาหารสัตว์ นวัตกรรม ความปลอดภัยอาหาร และมาตรฐานความยั่งยืน ดังนั้น เราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจากคุณภาพ ความสม่ำเสมอ และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดโลกให้ความสำคัญมากขึ้น มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว
มาตรฐาน ASC Feed เข้ามามีบทบาทต่อการจัดหาวัตถุดิบอย่างไร?
พีระศักดิ์: ASC Feed ซึ่งกำหนดให้วัตถุดิบที่มีสัดส่วนตั้งแต่ 1% ขึ้นไปในสูตรอาหารต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการตรวจสอบย้อนกลับ
วัตถุดิบจากพืชต้องไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า หรือการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ส่วนวัตถุดิบจากทะเลต้องไม่มีความเสี่ยงจากการประมงผิดกฎหมาย หรือ IUU Fishing
TFM ดำเนินงานภายใต้กรอบ SeaChange® ของกลุ่มไทยยูเนี่ยน และมาตรฐานอย่าง MarinTrust, Sedex และ ISO ปัจจุบัน TFM เป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำรายแรกในภูมิภาคเอเชียที่ได้รับมาตรฐาน
วันนี้ TFM วางตำแหน่งตัวเองอย่างไรในห่วงโซ่อาหารสัตว์น้ำโลก และต้องการขยับขึ้นไปถึงจุดไหน?
พีระศักดิ์: จากฐานการเป็นผู้นำตลาดอาหารสัตว์น้ำในประเทศไทย ซึ่ง TFM สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอาหารกุ้งในประเทศขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 25% เราต้องการก้าวจากผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำไปสู่การเป็น "บริษัทด้านโภชนาการและการจัดการอาหารสำหรับธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ" ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ภายในปี 2030 เราตั้งเป้าหมายรายได้รวม 10,000 ล้านบาท และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 50% ผ่านการขยายธุรกิจในอินโดนีเซียและตลาดที่มีศักยภาพอย่างเอกวาดอร์ โดยใช้ความรู้ งานวิจัย R&D นวัตกรรม และบริการด้านเทคนิค เพื่อเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรและพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า
Responsible Seafood Summit 2026
ล่าสุด "พีระศักดิ์" ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนขึ้นบรรยายบนเวที Responsible Seafood Summit 2026 ซึ่งเป็นการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติประจำปีของอุตสาหกรรมอาหารทะเล จัดโดย Global Seafood Alliance (GSA) องค์กรระดับนานาชาติที่ขับเคลื่อนแนวปฏิบัติด้านอาหารทะเลอย่างรับผิดชอบ ร่วมกับ The Center for Responsible Seafood (TCRS)
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–24 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร เป็นเวทีที่เชื่อมโยงผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลจากทั่วโลก ทั้งภาคธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และผู้ค้าปลีกมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี
การขึ้นร่วมแสดงทัศนะในครั้งนี้ได้แชร์มุมมองเชิงลึกในหัวข้อ "การจัดหาวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารสัตว์น้ำ" เพื่อเปิดมุมมองระดับโลกเกี่ยวกับความท้าทายสำคัญจาก Climate Change และโอกาสใหม่ ๆ ที่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำกำลังเผชิญ





