SE ไทยติดกับดัก “เงินทุน–ตลาด” ขาดแหล่งทุนที่เหมาะกับแต่ละช่วงการเติบโต และลูกค้าระยะยาว ขณะที่โจทย์สำคัญคือ ทำดีให้รอด ต้องรักษาสมดุลเป้าหมายสังคมกับความแข็งแกร่งทางธุรกิจ พร้อมเร่งปรับตัวตามตลาด และมีระบบนิเวศหนุนทั้งกฎหมาย เงินทุน กลไกเปิดตลาด และผู้เชี่ยวชาญ
KEY POINTS
- SE ไทยติดกับดัก “เงินทุน–ตลาด” ขาดแหล่งทุนที่เหมาะกับแต่ละช่วงการเติบโต และลูกค้าระยะยาว ทำให้ยากต่อการอยู่รอด
- โจทย์ใหญ่คือ “ทำดีให้รอด” ต้องรักษาสมดุลเป้าหมายสังคมกับความแข็งแกร่งทางการเงิน พร้อมรับมือปัญหาขาดคนที่มีทักษะธุรกิจ
- อยู่รอดไม่ใช่เรื่องของไอเดีย แต่ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ ปรับตัว และตอบสนองต่อตลาดได้เร็ว
- SE ต้องมีระบบนิเวศหนุนการเติบโต ตั้งแต่กฎหมาย กลไกเปิดตลาด เงินทุน ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญ
“ไอเดียดี” อาจไม่เพียงพอให้ ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) อยู่รอดได้ในระยะยาว เพราะโจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่แค่การสร้างผลกระทบเชิงสังคม แต่คือการทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากร ขณะที่โลกธุรกิจกำลังถูกเร่งให้เปลี่ยนจาก AI วิกฤติสภาพภูมิอากาศ และความคาดหวังต่อการสร้างผลกระทบที่วัดผลได้
บทเรียนตลอด 15 ปีของ “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) โดย บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) สะท้อนให้เห็นถึง จุดเจ็บปวด หรืออุปสรรค (pain point) ที่ผู้ประกอบการเพื่อสังคมในไทยต้องเผชิญ ตั้งแต่โจทย์การสร้างโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน การขยายตลาด ไปจนถึงการเข้าถึงทรัพยากรและเงินทุน พร้อมชี้ให้เห็นว่าการอยู่รอดของ SE ในระยะต่อไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งสร้างศักยภาพทางธุรกิจและระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว
เจาะลึก Pain Points ธุรกิจเพื่อสังคม
“รัฐพล สุคันธี” ผู้อำนวยการสายอาวุโส สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ 'กรุงเทพธุรกิจ' ว่า ปัญหาสังคมในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างมาก ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพฤติกรรมของผู้คน ส่งผลให้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป
"การขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสังคมในยุคปัจจุบันจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับนวัตกรรมสังคม จากเดิมที่มุ่งคิดค้นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ไปสู่การหาวิธีการที่ดีกว่าในการแก้ปัญหาเดิมและตอบโจทย์ทางธุรกิจไปพร้อมกัน"
“รัฐพล" กล่าวว่า BC4C ทำงานร่วมกับธุรกิจเพื่อสังคมมากกว่า 130 แห่ง และการประเมินผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment: SIA) ชี้ว่า ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนไปกว่า 1.3 ล้านชีวิต ทั้งนี้ Pain Point ที่ทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมดำเนินกิจการต่อไปได้หลังจบระยะการบ่มเพาะ คือ การขาดความสมดุลระหว่างเป้าหมายทางสังคม กับความแข็งแรงทางการเงิน
"ธุรกิจเพื่อสังคมเผชิญโจทย์ใหญ่คือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด โดยไม่ทิ้งเป้าหมายทางสังคม หากรายได้ไม่พอ ต้องพึ่งเงินบริจาคและเงินสนับสนุน แต่หากมุ่งทำกำไรมากเกินไป ก็เสี่ยงหลุดจากเป้าหมายทางสังคม"
หลายกิจการยังขาดบุคลากรที่มีทักษะด้านธุรกิจ ทั้งการเงิน การตลาด การขาย เทคโนโลยี และการจัดการข้อมูล ที่สำคัญคือ “ตลาดระยะยาว” เพราะแม้จะผ่านช่วงบ่มเพาะและมีเงินทุนตั้งต้นแล้ว แต่หากไม่มีลูกค้าประจำและช่องทางตลาดที่ยั่งยืน ก็ยากที่จะเติบโตได้ด้วยตัวเอง
ถอดรหัสปัจจัยความอยู่รอดธุรกิจเพื่อสังคม
“รัฐพล" กล่าวว่า ธุรกิจเพื่อสังคมแห่งใดจะเติบโตและอยู่รอดได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเริ่มต้นด้วยแนวคิดตั้งต้นที่ดีที่สุด แต่อยู่ที่ความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แนวคิดที่คิดว่าดีในวันแรกอาจกลายเป็นแนวคิดที่ไม่เหมาะสมเมื่อบริบทตลาด สภาพเศรษฐกิจ หรือพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน
"ผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มประสบความสำเร็จและไปต่อได้ มักไม่ยึดติดกับแนวคิดตั้งต้นของตนเอง แต่พร้อมรับฟังผู้บริโภค ทดลองทำตลาด และนำข้อมูลจริงมาปรับปรุงสินค้า บริการ ราคา ช่องทางการจำหน่าย หรือแม้แต่รูปแบบธุรกิจ การปรับตัวที่มีประสิทธิภาพยังครอบคลุมถึงความยืดหยุ่นและการอ่านบริบทที่เปลี่ยนแปลง ทั้งภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุน เทคโนโลยี ตลอดจนความต้องการของชุมชนที่ทำงานร่วมกัน"
อุดช่องว่าง ‘ระบบนิเวศ SE ไทย’
การแก้ไข Pain Points ของธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ตามแนวคิดที่ว่า "เงินทุนช่วยให้ธุรกิจเกิด แต่ระบบนิเวศทำให้ธุรกิจเติบโต"
แม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 และกลไกส่งเสริมพื้นฐานอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกลไกเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น สิ่งที่ยังจำเป็นต้องพัฒนาต่อยอดในระบบนิเวศธุรกิจเพื่อสังคมไทย ประกอบด้วย
- มาตรการและขั้นตอนทางกฎหมาย: ปรับปรุงขั้นตอนการจดทะเบียนและการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้มีความซับซ้อนน้อยลง
- การสร้างกลไกเปิดตลาด: จัดตั้งมาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและเอกชนที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจเพื่อสังคมเข้าถึงตลาด รวมถึงการเชื่อมต่อเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่เพื่อสร้างลูกค้าระยะยาว
- เงินทุนที่หลากหลายตามช่วงการเติบโต: เงินทุนสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมไม่ควรจำกัดอยู่เพียงเงินให้เปล่าหรือเงินรางวัลสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจเท่านั้น แต่ควรมีทางเลือกตั้งแต่นวัตกรรมเงินทุนตั้งต้น เงินกู้ที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน ไปจนถึงเงินลงทุนสำหรับกิจการที่พร้อมขยายตัว เพื่อรองรับระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันในแต่ละช่วง
- การพัฒนาทักษะและบุคลากร: สนับสนุนระบบนิเวศให้ธุรกิจเพื่อสังคมสามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรที่มีความสามารถด้านการเงิน การตลาด การขาย เทคโนโลยี และการบริหารจัดการข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาในเชิงตลาด ข้อจำกัดของธุรกิจเพื่อสังคมจะแตกต่างกันตามช่วงการเติบโตอย่างชัดเจน โดยธุรกิจเพื่อสังคมใน "ระยะเริ่มต้น" หากยังหาตลาดไม่ได้ ข้อจำกัดหลักมักเกิดจากตัวผู้ประกอบการที่ยังยึดติดกับแนวคิดเดิมและไม่ยอมปรับสินค้าหรือราคาตามสัญญาณตลาด
ขณะที่ธุรกิจเพื่อสังคมใน "ระยะขยายตัว" เมื่อจับตลาดได้แล้ว ข้อจำกัดจะเปลี่ยนจากการหาตลาดไปสู่การขาดแคลนเงินทุนและกำลังคน ในการเพิ่มกำลังการผลิต การสต็อกสินค้า การจัดทำระบบ และการขยายทีมก่อนที่จะได้รับรายได้กลับคืนมา
เปลี่ยนจากการคิดสิ่งใหม่ เป็นการหาวิธีที่ดีกว่า
นวัตกรรมสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมไม่จำเป็นต้องหมายถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เสมอไป แต่อาจอยู่ในรูปของสินค้า บริการ กระบวนการ รูปแบบธุรกิจ หรือความร่วมมือรูปแบบใหม่ที่ทำให้แก้ปัญหาเดิมได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
โดยการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจปัญหาและกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง เนื่องจากแนวคิดที่แปลกใหม่แต่ไม่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้จริง หรือไม่มีผู้พร้อมจ่าย ย่อมไม่สามารถสร้างผลกระทบทางสังคมได้ในระยะยาว
“รัฐพล" แนะว่า ผู้ประกอบการจึงต้องพร้อมทดลอง เรียนรู้ ปรับเปลี่ยน และทดลองใหม่ มากกว่าการยึดติดกับวิธีการแบบเดิม ทั้งนี้ นวัตกรรมที่ดีต้องตอบโจทย์ 3 ประการพร้อมกัน ได้แก่
- แก้ปัญหาได้จริง
- มีผู้ต้องการใช้หรือซื้อ
- และธุรกิจสามารถเติบโตและอยู่รอดได้ในทางธุรกิจ
AI กับธุรกิจเพื่อสังคม
การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยทลายข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และทรัพยากร ข้อมูลจากองค์กรเพื่อการร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า ร้อยละ 31 ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับการสำรวจได้เริ่มนำ Generative AI มาใช้งานแล้ว โดยร้อยละ 65 ของผู้ใช้งานเห็นว่า AI มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่มีเพียงร้อยละ 29 เท่านั้นที่นำ AI ไปใช้กับกิจกรรมหลักของธุรกิจ
AI สามารถช่วยลดต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจ ช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กวิเคราะห์ข้อมูลตลาด คู่แข่ง และพฤติกรรมลูกค้าได้โดยไม่ต้องใช้ทีมงานขนาดใหญ่ อีกทั้งยังช่วยตั้งสมมติฐานและทดลองทำตลาดได้เร็วขึ้น ช่วยต่อยอดการขยายตลาดผ่านการแปลภาษาและการทำเนื้อหาที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนช่วยสรุปและจัดการข้อมูลการทำงานในพื้นที่เพื่อนำมาประมวลผลกระทบทางสังคม
อย่างไรก็ดี ข้อควรระวังในการใช้ AI กับงานพัฒนาสังคม ผู้ประกอบการจำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: ธุรกิจเพื่อสังคมที่ทำงานร่วมกับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือผู้มีรายได้น้อย จะต้องไม่นำข้อมูลดิบที่สามารถระบุตัวบุคคลเข้าสู่ระบบ AI โดยตรง แต่ต้องลบหรือแปลงข้อมูลก่อนใช้งานเสมอ
- การป้องกันความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่: การออกแบบบริการที่พึ่งพา AI หรือเทคโนโลยีดิจิทัลมากเกินไป อาจสร้างอุปสรรคให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่ขาดแคลนอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต หรือทักษะดิจิทัล จนทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเข้าถึงบริการได้ยากขึ้น
- การรักษาเสียงและบริบทของชุมชน: แม้ AI จะสามารถวิเคราะห์แนวโน้มข้อมูลได้ดี แต่ไม่สามารถทดแทนความเข้าใจบริบท ความสัมพันธ์ ความเชื่อ และความละเอียดอ่อนในพื้นที่ ซึ่งต้องอาศัยมนุษย์ในการตัดสินใจ
กรณีศึกษาบทเรียนจริงจาก 3 ธุรกิจเพื่อสังคม
ตลอดการดำเนินโครงการ BC4C บ้านปูได้ถอดบทเรียนการดำเนินงานจากกรณีศึกษาของผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จในการปรับตัวผ่าน 3 กิจการสำคัญ คือ
- ภูคราม (BC4C รุ่นที่ 11): กิจการที่ยกระดับงานปักผ้าฝ้ายพื้นถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เมื่อช่างฝีมือในเครือข่ายมีทักษะสูงขึ้นและมีทางเลือกในการรับงานภายนอก ผู้ก่อตั้งได้ปรับเป้าหมายจากการมุ่งขยายยอดขายเป็นการดูแลคุณภาพชีวิตของคนในเครือข่าย ผ่านการกระจายงานอย่างเป็นธรรม การสร้างรายได้ที่เพียงพอ และการยกระดับช่างฝีมือสู่การเป็น "ศิลปิน" แทนการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต
- คีรีฟาร์ม (BC4C รุ่นที่ 12): กิจการที่แก้ปัญหาการเผาฟางข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยว โดยมองลึกถึงต้นตอว่าเกิดจากการที่เกษตรกรยังไม่เห็นมูลค่าทางเศรษฐกิจของเศษวัสดุ จึงสร้างกลไกรับซื้อฟางข้าวเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเพาะเห็ดฟาง เปลี่ยนขยะการเกษตรเป็นรายได้หลักแสนบาทต่อเดือนแก่ชุมชน และช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมลดการเผาฟางข้าวโดยไม่ต้องเรียกร้องให้ผู้คนเสียสละเพียงอย่างเดียว
- Local Alike (BC4C รุ่นที่ 2): กิจการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ประสบวิกฤติโควิด-19 ได้ปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์ม Local Alot เพื่อจำหน่ายสินค้าชุมชนทั่วประเทศ และต่อยอดสู่ Local Aroi เพื่อนำอาหารและวัตถุดิบชุมชนเข้าสู่ตลาดออนไลน์ ซึ่งความสำเร็จในการผ่านวิกฤติเกิดจากความไว้วางใจที่สะสมระหว่างทีม ชุมชน และเครือข่ายพันธมิตร
วิกฤติสภาพภูมิอากาศต่อโจทย์ธุรกิจเพื่อสังคม
สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เช่น ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง อากาศร้อนจัด และภัยธรรมชาติ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ อาชีพ และรายได้ของชุมชนอย่างเด่นชัด
"รัฐพล" ระบุว่า ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้แยกออกจากปัญหาสังคมอีกต่อไป ส่งผลให้โจทย์และวิธีการแก้ปัญหาของวิสาหกิจเพื่อสังคมรุ่นใหม่เปลี่ยนไป โดยเห็นได้จากวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างน้อย 2 กลุ่ม
- กลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยตรง: เป็นการนำโมเดลธุรกิจมาใช้ในการฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศ ตัวอย่างเช่น กิจการ Next Forest ที่สร้างรูปแบบธุรกิจเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมสามารถนำมาพัฒนาเป็นโจทย์ทางธุรกิจที่สร้างรายได้ไปพร้อมกับการดูแลธรรมชาติ
- กลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ผนวกมิติสิ่งแวดล้อมเข้ากับการแก้ปัญหาสังคมเดิม: เป็นการขยายขอบเขตการทำงานเพื่อรับมือกับวิกฤติสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น กิจการ Buddy HomeCare ซึ่งเดิมเน้นการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน ได้ขยายการบริการไปสู่การให้คำปรึกษาเรื่องการจัดทำห้องปลอดฝุ่น PM2.5 เพื่อปกป้องสุขภาพของผู้สูงอายุ





