การขยายตัวของ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อรองรับระบบเอไอ ส่งผลกระทบหนักต่อชุมชนใกล้เคียง ทั้งมลพิษทางเสียงความถี่ต่ำ ควันดีเซล การแย่งใช้น้ำและไฟฟ้า ค่าไฟที่พุ่งสูง และการเปลี่ยนพื้นที่สีเขียวเป็นเขตอุตสาหกรรมที่บั่นทอนสุขภาวะชาวบ้าน
KEY POINTS
- ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งใกล้ชุมชนสร้างมลพิษทางเสียงดังรบกวนตลอด 24 ชั่วโมงจากระบบระบายความร้อนและเครื่องปั่นไฟ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการนอนหลับของประชาชน
- การใช้เครื่องปั่นไฟดีเซลสำรองและฝุ่นจากการก่อสร้าง ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและปัญหาสุขภาพแก่ผู้ที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง
- ดาต้าเซ็นเตอร์มีความต้องการใช้น้ำและไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรกับชุมชน และอาจเป็นสาเหตุให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนสูงขึ้น
“ดาต้าเซ็นเตอร์” เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขับเคลื่อน “เอไอ” ยิ่งปัญญาประดิษฐ์ก้าวหน้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มากเท่านั้น ซึ่งศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ เริ่มขยับเข้ามาใกล้พื้นที่ชุมชนมากขึ้นเรื่อย ๆ สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนโดยไม่ทันตั้งตัว
“สหรัฐ” เป็นประเทศที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุดในโลก ด้วยจำนวนราว 3,000-4,000 แห่ง และยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีกมากกว่า 1,500 แห่ง จากการวิเคราะห์ข้อมูลของศูนย์วิจัย Pew Research Center พบว่า เกือบ 40% ของบ้านเรือนในสหรัฐจะมีดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ในระยะไม่เกิน 8 กิโลเมตร
รัฐเวอร์จิเนีย เป็นพื้นที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากสุดกว่า 600 แห่ง ทำให้เกือบ 33% ของดาต้าเซ็นเตอร์ในรัฐนี้ ตั้งอยู่ห่างจากพื้นที่ที่อยู่อาศัยไม่ถึง 60 เมตร ตามข้อมูลจาก คณะกรรมาธิการทบทวนและตรวจสอบนิติบัญญัติร่วม (JLARC) ด้วยระยะที่ใกล้กันขนาดนี้ ทำให้เกิดข้อขัดแย้งและการร้องเรียนจากชาวบ้าน
เสียงดังตลอด 24 ชั่วโมง
“มลพิษทางเสียง” เป็นปัญหาที่สร้างความทุกข์ทรมานแก่ชาวบ้านมากที่สุด เนื่องจาก ดาต้าเซ็นเตอร์ส่งเสียงความถี่ต่ำและเสียงครางกระหึ่มแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จากระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ พัดลมยักษ์ และเครื่องปั่นไฟสำรอง โดยเสียงเหล่านี้ไม่สามารถวัดด้วยเดซิเบลแบบมาตรฐานทั่วไป แต่กลับส่งคลื่นความดันที่ผู้คนสามารถสัมผัสได้ถึงความสั่นสะเทือนในร่างกาย คล้ายกับเสียงเบสจากลำโพงที่เปิดทิ้งไว้ไม่มีวันจบ ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดอาการนอนไม่หลับ ปวดศีรษะ แน่นหู และวิตกกังวลสะสม
เจก ฟอร์เตส ชาวเมืองโลเวลล์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งบ้านอยู่ห่างจากดาต้าเซ็นเตอร์เพียง 25 เมตร เล่าว่า เสียงของระบบระบายความร้อนที่ทำงานตลอดวันคืนนั้น “เหมือนกับการเอาเครื่องยนต์เจ็ทมาวางไว้ข้างตัวเวลานอน” ขณะที่ สเตฟานี บาร์ติโรโม ชาวเมืองไวน์แลนด์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งร่วมฟ้องร้องดาต้าเซ็นเตอร์ กล่าวว่า เสียงเครื่องจักรที่ทำงานตลอดเวลา เหมือนมีเฮลิคอปเตอร์ที่ไม่บินไปไหน หรือเหมือนรถบรรทุกหนักที่ติดเครื่องไว้อย่างต่อเนื่อง
ดร.ริชาร์ด นีตเซล ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่ง มหาวิทยาลัยมิชิแกน ชี้ให้เห็นว่า ข้อกฎหมายท้องถิ่นส่วนใหญ่ใช้วิธีวัดเสียงแบบเกณฑ์สเกลเอ (A-weighted scale) ที่ไม่รวมเสียงความถี่ต่ำ อีกทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยเสียงเท่าเดิมตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่กลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการการพักผ่อน ต่างจากสนามบินหรือทางหลวงที่เสียงจะลดลงในยามค่ำคืน พร้อมเตือนว่า “มลพิษทางเสียงเป็นอันตรายร้ายแรงไม่แพ้มลพิษทางอากาศหรือมลพิษทางน้ำ”
ขณะที่ ฝ่ายผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์อย่าง Markley Group ระบุว่า เครื่องปั่นไฟสำรองจะส่งเสียงดัง 44 เดซิเบล ซึ่งเบากว่าเสียงคุยทั่วไป โดยจะทำงานเฉพาะยามไฟฟ้าดับ และเปิดเครื่องทดสอบเพียงสัปดาห์ละครั้ง แต่บริษัทก็ได้สร้างกำแพงกั้นเสียงและปลูกต้นไม้หลายร้อยต้นเพื่อลดผลกระทบลงแล้ว
ส่วน วิลเลียม บี. ฮอร์น ผู้บริหารของ Hyperscale Data แสดงความรับผิดชอบด้วยการลงพื้นที่พบปะชุมชน พร้อมยื่นข้อเสนอว่า “เรายินดีขอซื้ออสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นในราคาตลาด และมอบเงินอุดหนุนเพื่อช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการย้ายบ้าน สำหรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบตรง”
คุณภาพอากาศแย่
เพื่อรับมือไฟดับ ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่แต่ละแห่ง มักติดตั้งเครื่องปั่นไฟสำรองที่ใช้น้ำมันดีเซลไว้เฉลี่ย 35 เครื่อง ซึ่งควันเสียดีเซลที่ถูกปล่อยออกมาประกอบด้วยสารก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์และเขม่าควัน ถือเป็นสารก่อมะเร็ง และยิ่งทำให้ระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยโรคหอบหืดทำงานแย่ลงไปอีก แม้ปกติจะเปิดเดินเครื่องทดสอบไม่บ่อย แต่หากเกิดไฟฟ้าดับและต้องรันเครื่องพร้อมกัน อากาศในบริเวณใกล้เคียงจะแย่ลงคล้ายตั้งอยู่ริมถนนที่มีการจราจรหนาแน่น
ภายในปี 2028 ดาต้าเซ็นเตอร์จะใช้ไฟพุ่งสูงถึง 12% ของการไฟฟ้าทั้งสหรัฐ และบีบให้โรงไฟฟ้าต้องเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น สร้างมลพิษทางอากาศเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคปอด โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงโรคสมาธิสั้น (ADHD) และออทิสติกในเด็ก ตลอดจนโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ
ขณะเดียวกัน การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเฟส ทำให้การก่อสร้างยืดเยื้อยาวนาน เกิดฝุ่น ควัน รถบรรทุกดิน และการพังทลายของดิน สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ประชาชน โดยชาร์ซี ชาเวส ชาวเมืองคอนโอเวอร์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งบ้านถูกโครงการของ Microsoft โอบล้อมเป็นรูปตัวยู เล่าว่า “ทุกอย่างที่อยู่นอกบ้าน บ้านทั้งหลังของเราถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นดินสีแดง ถ้ามีลมพัดก็เหมือนกับเราอาศัยอยู่ในทะเลทราย”
ขาดแคลนน้ำ
เนื่องจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์มหาศาลต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงและสร้างความร้อนสูง จึงจำเป็นต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาลในระบบระบายความร้อน คาดว่า ดาต้าเซ็นเตอร์จะใช้น้ำสูงถึง 4,200- 6,600 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีภายในปี 2027 และในปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็น 1 ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมากที่สุดในสหรัฐ
กลไกการระบายความร้อนด้วยการระเหยของดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำ เพราะต้องส่งน้ำอุ่นขึ้นไปบนหอระบายความร้อน เพื่อให้น้ำส่วนหนึ่งระเหยกลายเป็นไอพาความร้อนออกไป ทำให้น้ำในส่วนนั้นสูญหายไปจากระบบโดยสิ้นเชิงและไม่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ได้อีก ส่งน้ำคืนสู่ระบบท่อระบายน้ำเพียงประมาณ 25% เท่านั้น ต่างจากการใช้น้ำของบ้านเรือนทั่วไป ที่จะส่งน้ำที่ใช้แล้วเกือบทั้งหมดกลับลงท่อระบายน้ำเพื่อนำไปบำบัด
ดาต้า เซ็นเตอร์หลายพื้นที่ ยังใช้ท่อประปาเดียวกับที่ใช้ในบ้านเรือนของประชาชน ส่งผลกระทบและสร้างความกดดันโดยตรงต่อแหล่งน้ำประปาสาธารณะ แม่น้ำ และชั้นน้ำบาดาลในท้องถิ่น เช่น ปริมาณการใช้น้ำประปาในระหว่างปี 2019-2023 ของเขตลูดูนเคาน์ตี้ ทางตอนเหนือของรัฐเวอร์จิเนียเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า และบริโภคน้ำประปารวมกันเกือบ 7,570 ล้านลิตร ในปี 2023 เพียงปีเดียว เมื่อคิดคำนวณจากสัดส่วนน้ำที่ไม่เคยหมุนเวียนกลับมา สัดส่วนการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคจะพุ่งสูงขึ้นจาก 1% เป็นประมาณ 9% ของน้ำที่ดึงจากแม่น้ำทั้งหมด
ในวันที่อากาศร้อนจัด ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งอาจต้องดึงน้ำไปใช้ระบายความร้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ยปรกติถึง 10 เท่า ทำให้ในช่วงฤดูร้อนสัดส่วนการใช้น้ำในภูมิภาคให้พุ่งสูงถึง 12% แย่งชิงทรัพยากรน้ำจากชุมชนโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่แห้งแล้งอย่างภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐ ซึ่งเมื่อต้นเดือนกันยายน 2026 ท่อส่งน้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ในรัฐโอคลาโฮมาแตก ทำให้สูญเสียน้ำไปกว่า 11.3 ล้านลิตร ยิ่งซ้ำเติมวิกฤติขาดแคลนน้ำในท้องถิ่นรุนแรงขึ้น เพราะเป็นช่วงที่เกิดภัยแล้งรุนแรง
อีกทั้ง พื้นที่สร้างดาต้าเซ็นเตอร์บางส่วน ยังถูกเปลี่ยนมาจากเกษตรกรรมและพื้นที่สีเขียว นับเป็นการทำลายภูมิทัศน์และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนอย่างสิ้นเชิง โดยมินดี ดิเพนบร็อก ชาวบ้านในรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเลือกย้ายมาอยู่ที่นี่เพราะต้องการอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและเส้นทางเดินป่า แต่กลายเป็นว่าในปัจจุบัน เหมือนอยู่ในโลกดิสโทเปีย ที่เต็มไปด้วยอาคารมหึมา เสาไฟฟ้า และสายส่งกำลังสูงที่เข้ามาบดบังทัศนียภาพ ทำให้ชาวบ้านต้องอยู่อย่างหวาดผวากับการขยายตัวที่ไร้ขอบเขต
ดาต้าเซ็นเตอร์ ยังทำให้ “ค่าไฟ” แพงขึ้น เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ดึงพลังงานไฟฟ้ามหาศาลจากสายส่ง ทำให้บริษัทสาธารณูปโภคจำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าและระบบส่งจ่ายใหม่ ซึ่งภาระค่าใช้จ่ายคงที่เหล่านี้ถูกปันกลับมาให้ผู้บริโภคทั่วไปร่วมจ่าย รายงานการวิเคราะห์ในรัฐเวอร์จิเนียระบุว่า ค่าไฟฟ้าของบ้านเรือนทั่วไปอาจปรับตัวสูงขึ้นอีก 14-37 ดอลลาร์ต่อเดือนภายในปี 2040 ซึ่งคิดเป็น 9-25%
แม้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐ สูงถึง 727,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2023 แต่ในระดับท้องถิ่น ชุมชนกลับพบว่าผลประโยชน์ด้านการจ้างงานที่ได้รับไม่คุ้มค่ากับภาระที่ต้องแบกรับ เพราะแม้โครงการจะใช้คนงานก่อสร้างจำนวนมากในระยะแรก แต่เมื่อเปิดดำเนินงานจริง ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มักต้องการพนักงานประจำในพื้นที่เพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น
เมื่อกฎหมายและเกณฑ์มาตรฐานแบบเดิมตามไม่ทันเทคโนโลยี จึงเกิดช่องว่างทางกฎหมายในการควบคุม เนื่องจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐ (EPA) ได้เลิกสนับสนุนงบประมาณแก่ฝ่ายควบคุมมลพิษทางเสียงไปตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 ส่งผลให้เมืองต่าง ๆ ต้องดิ้นรนออกเกณฑ์ควบคุมเอง เช่น เมืองแชนด์เลอร์ ในรัฐแอริโซนา ที่บังคับวัดระดับเสียงชุมชนทุกปีเป็นเวลา 5 ปี หรือเมืองแลนคาสเตอร์ ในรัฐเพนซิลเวเนีย ที่จำกัดการใช้น้ำประปาไม่เกิน 75,708 ลิตรต่อวัน พร้อมอายัดหลักประกัน 10 ล้านดอลลาร์หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงพลังงานสะอาด
ปฏิเสธไม่ได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์(Data Center)เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกยุคปัจจุบัน แต่การพัฒนาดังกล่าวต้องไม่ทำลายสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบข้าง ทางออกในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยการผสานเทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว ที่ลดเสียงรบกวนลงได้เกินครึ่ง ควบคู่ไปกับการผังเมืองที่กำหนดระยะร่นอย่างเข้มงวด การกำหนดมาตรฐานวัดเสียงความถี่ต่ำ และการบังคับให้ผู้ประกอบการร่วมรับภาระต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เอไอไม่กลายเป็นฝันร้ายที่คอยคุกคามผู้คนบนโลกจริงอีกต่อไป
ที่มา: Forbes, Newsweek, The Conversation, The New York Times





