ITD ผนึก UN Trade and Development–Harvard Club of Thailand เปิดเวทีเจาะลึก WIR 2026 ชี้ FDI โลกปี 2568 ฟื้น 6% แตะ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ อาเซียนโต 10% ขณะที่เม็ดเงินลงทุน อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ พุ่งแตะ 44% UNCTAD ชี้ AI–Data Center–Semiconductor ดัน FDI โลกเปลี่ยนเกม แนะไทยต้องเร่งสร้าง Ecosystem เทคโนโลยี ดึงลงทุนคุณภาพสูง
KEY POINTS
- UNCTAD ชี้ ทิศทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลง โดยเงินทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น AI, Data Center และเซมิคอนดักเตอร์
- ปัจจัยการตัดสินใจลงทุนเปลี่ยนจากต้นทุนการผลิต ไปเป็นการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล นวัตกรรม และทักษะแรงงาน
- FDI โลกปี 2568 ฟื้น 6% แตะ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ อาเซียนโต 10%
- เม็ดเงินลงทุน อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Data Center, Cloud Services, แร่สำคัญ (Critical Minerals) พุ่งแตะ 44%
- ไทยได้รับคำแนะนำให้คว้าโอกาสนี้ โดยปรับกลยุทธ์จากการดึงดูดเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อดึงดูดการลงทุนมูลค่าสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยี
- สำหรับการลงทุน Data Center ไทยควรวางแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำให้เพียงพอ และต่อยอดสู่บริการมูลค่าเพิ่มที่เกี่ยวเนื่องเพื่อสร้างงานทักษะสูง
นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า ITD ได้ร่วมกับ Harvard Club of Thailand และ UN Trade and Development (UNCTAD) จัดงานสัมมนาวิชาการนานาชาติ “Global Investment Trends and Thailand’s Strategic Opportunities: Insights from UNCTAD’s World Investment Report 2026” เพื่อระดมความคิดเห็นในการยกระดับการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนจากการมุ่งดึงเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว สู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถดึงดูดการลงทุนที่มีเทคโนโลยี ทักษะ และมูลค่าเพิ่มสูง เข้าสู่ประเทศไทย และการหามาตรการส่งเสริมให้ธุรกิจไทยออกไปลงทุนและสร้างเครือข่ายในตลาดต่างประเทศ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและทิศทางเงินทุนโลก
ปัจจุบันการตัดสินใจลงทุนระหว่างประเทศไม่ได้พิจารณาเพียงต้นทุนการผลิตหรือขนาดตลาดอีกต่อไป แต่นักลงทุนให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงด้านพลังงาน ศักยภาพด้านนวัตกรรม และทักษะแรงงาน ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนโลก จากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และกติกาการค้าโลก
“โจทย์ของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการทำอย่างไรให้เงินลงทุนเข้ามา แต่ต้องทำอย่างไรให้การลงทุนที่เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะบุคลากร การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก และการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งไทยจะต้องเตรียมความพร้อม เพื่อดึงดูดการลงทุนที่สร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร นวัตกรรม หากทำได้ การลงทุนจะไม่ใช่เพียงเงินทุนที่เข้ามา แต่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย” นายสุภกิจ กล่าว
ทั้งนี้ รายงาน World Investment Report 2026 (WIR 2026) ของ UN Trade and Development ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกในปี 2568 เพิ่มขึ้น 6% อยู่ที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ หลังหดตัวต่อเนื่อง 2 ปี อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของ FDI ยังไม่ทั่วถึง และมีแนวโน้มกระจุกตัวมากขึ้นในบางประเทศและอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์
โดยเฉพาะการลงทุนใน Strategic Sectors อาทิ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับ AI ศูนย์ข้อมูล (Data Center) เซมิคอนดักเตอร์ แร่สำคัญ และเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็น 44% ของมูลค่าโครงการลงทุนใหม่ (Greenfield Investment) ทั่วโลกในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 16% ในปี 2563
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศนวัตกรรม ทักษะแรงงาน รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่มูลค่าในระดับภูมิภาคและโลก
สำหรับประเทศไทยยังมีสัญญาณเชิงบวก โดยข้อมูลของ UN Trade and Development ระบุว่า FDI inflows ของไทยเพิ่มขึ้น 30% ในปี 2568 สะท้อนโอกาสของไทยจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและการกระจายฐานการลงทุนของภาคธุรกิจทั่วโลก
นายริชาร์ด โบลวิจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการลงทุน กองการลงทุนและวิสาหกิจ องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนโลก ว่า แม้ภาพรวมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังมีแนวโน้มขยายตัว แต่โครงสร้างของเงินลงทุนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเงินทุนเริ่มกระจุกตัวมากขึ้นในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งอนาคต
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ยังคงมีศักยภาพในการเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังมีโครงการลงทุนที่อยู่ในขั้นเตรียมการจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การประกาศโครงการลงทุนใหม่ในภาคการผลิตที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานยังมีแนวโน้มลดลง ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศในภูมิภาคต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
อุตสาหกรรมที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Data Center, Cloud Services, แร่สำคัญ (Critical Minerals), เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีขั้นสูงอุตสาหกรรมเหล่านี้มีการเติบโตอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนมีสัดส่วนราว 16% ของ FDI ทั่วโลก แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 44% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการลงทุนโลกอย่างชัดเจน และเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยและประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโอกาสดึงดูดการลงทุนเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศไม่สามารถแข่งขันเพื่อดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเดียวกันทั้งหมดได้ จึงจำเป็นต้องค้นหาตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) ที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับจุดแข็งของประเทศ เพื่อสร้างความแตกต่างในการแข่งขัน
สำหรับประเทศไทย การดึงดูด Data Center สามารถสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจได้ แต่ควรวางแผนการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องควบคู่กัน โดยเฉพาะพลังงาน เนื่องจาก Data Center เป็นธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก ขณะนี้เห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการลงทุน Data Center แต่การลงทุนด้านการผลิตพลังงาน รวมถึงระบบบริหารจัดการน้ำและสุขาภิบาลที่รองรับการขยายตัวดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ควบคู่กับการดึงดูด Data Center
" ไทยควรมองให้ไกลกว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Data Center โดยไทยควรให้ความสำคัญกับบริการมูลค่าเพิ่มที่เกี่ยวเนื่องกับ Data Center ทั้งบริการด้านเทคโนโลยีและบริการที่มีความซับซ้อน เพื่อสร้างงานที่มีทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการพึ่งพาเฉพาะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน" นายริชาร์ด กล่าว
นายริชาร์ด กล่าวว่า หากไม่นับรวมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ การลงทุนในภาคการผลิตแบบดั้งเดิมทั่วโลกลดลงอย่างชัดเจนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และเงินลงทุนมีแนวโน้มกระจุกตัวในประเทศรายได้สูงมากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศรายได้ปานกลาง รวมถึงไทย ต้องเผชิญกับการแข่งขันเพื่อแย่งชิงโครงการลงทุนในภาคการผลิตที่มีจำนวนลดลง
ขณะเดียวกัน ภาคบริการกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในโครงสร้าง FDI โลก โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเลือกส่งเสริมบริการที่นำเทคโนโลยี องค์ความรู้ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเข้ามาในประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจได้มากกว่าการพึ่งพาการผลิตที่ใช้แรงงานและต้นทุนเป็นหลัก





