วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

UNCTAD ชี้ ลงทุนโลกเปลี่ยน จับตา AI–Data Center คลื่นลงทุนใหม่ แนะไทยคว้าโอกาสดึงลงทุน

ITD ผนึก UN Trade and Development–Harvard Club of Thailand เปิดเวทีเจาะลึก WIR 2026 ชี้ FDI โลกปี 2568 ฟื้น 6% แตะ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์  อาเซียนโต 10%  ขณะที่เม็ดเงินลงทุน อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ พุ่งแตะ 44% UNCTAD ชี้  AI–Data Center–Semiconductor ดัน FDI โลกเปลี่ยนเกม  แนะไทยต้องเร่งสร้าง Ecosystem เทคโนโลยี ดึงลงทุนคุณภาพสูง

KEY POINTS

  • UNCTAD ชี้ ทิศทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลง โดยเงินทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น AI, Data Center และเซมิคอนดักเตอร์
  • ปัจจัยการตัดสินใจลงทุนเปลี่ยนจากต้นทุนการผลิต ไปเป็นการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล นวัตกรรม และทักษะแรงงาน
  • FDI โลกปี 2568 ฟื้น 6% แตะ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ อาเซียนโต 10%
  • เม็ดเงินลงทุน อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น  เซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Data Center, Cloud Services, แร่สำคัญ (Critical Minerals) พุ่งแตะ 44% 
  • ไทยได้รับคำแนะนำให้คว้าโอกาสนี้ โดยปรับกลยุทธ์จากการดึงดูดเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อดึงดูดการลงทุนมูลค่าสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยี
  • สำหรับการลงทุน Data Center ไทยควรวางแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำให้เพียงพอ และต่อยอดสู่บริการมูลค่าเพิ่มที่เกี่ยวเนื่องเพื่อสร้างงานทักษะสูง

นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า  ITD ได้ร่วมกับ Harvard Club of Thailand และ UN Trade and Development (UNCTAD) จัดงานสัมมนาวิชาการนานาชาติ “Global Investment Trends and Thailand’s Strategic Opportunities: Insights from UNCTAD’s World Investment Report 2026” เพื่อระดมความคิดเห็นในการยกระดับการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนจากการมุ่งดึงเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว สู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถดึงดูดการลงทุนที่มีเทคโนโลยี ทักษะ และมูลค่าเพิ่มสูง เข้าสู่ประเทศไทย และการหามาตรการส่งเสริมให้ธุรกิจไทยออกไปลงทุนและสร้างเครือข่ายในตลาดต่างประเทศ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและทิศทางเงินทุนโลก

ปัจจุบันการตัดสินใจลงทุนระหว่างประเทศไม่ได้พิจารณาเพียงต้นทุนการผลิตหรือขนาดตลาดอีกต่อไป แต่นักลงทุนให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงด้านพลังงาน ศักยภาพด้านนวัตกรรม และทักษะแรงงาน ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนโลก จากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และกติกาการค้าโลก

“โจทย์ของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการทำอย่างไรให้เงินลงทุนเข้ามา แต่ต้องทำอย่างไรให้การลงทุนที่เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะบุคลากร การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก และการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งไทยจะต้องเตรียมความพร้อม เพื่อดึงดูดการลงทุนที่สร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร นวัตกรรม หากทำได้ การลงทุนจะไม่ใช่เพียงเงินทุนที่เข้ามา แต่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย” นายสุภกิจ กล่าว

UNCTAD ชี้ ลงทุนโลกเปลี่ยน จับตา AI–Data Center คลื่นลงทุนใหม่ แนะไทยคว้าโอกาสดึงลงทุน

ทั้งนี้ รายงาน World Investment Report 2026 (WIR 2026) ของ UN Trade and Development ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกในปี 2568 เพิ่มขึ้น 6% อยู่ที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ หลังหดตัวต่อเนื่อง 2 ปี อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของ FDI ยังไม่ทั่วถึง และมีแนวโน้มกระจุกตัวมากขึ้นในบางประเทศและอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์

โดยเฉพาะการลงทุนใน Strategic Sectors อาทิ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับ AI ศูนย์ข้อมูล (Data Center) เซมิคอนดักเตอร์ แร่สำคัญ และเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็น 44% ของมูลค่าโครงการลงทุนใหม่ (Greenfield Investment) ทั่วโลกในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 16% ในปี 2563

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศนวัตกรรม ทักษะแรงงาน รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่มูลค่าในระดับภูมิภาคและโลก

สำหรับประเทศไทยยังมีสัญญาณเชิงบวก โดยข้อมูลของ UN Trade and Development ระบุว่า FDI inflows ของไทยเพิ่มขึ้น 30% ในปี 2568 สะท้อนโอกาสของไทยจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและการกระจายฐานการลงทุนของภาคธุรกิจทั่วโลก

UNCTAD ชี้ ลงทุนโลกเปลี่ยน จับตา AI–Data Center คลื่นลงทุนใหม่ แนะไทยคว้าโอกาสดึงลงทุน

นายริชาร์ด โบลวิจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการลงทุน กองการลงทุนและวิสาหกิจ องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนโลก ว่า แม้ภาพรวมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังมีแนวโน้มขยายตัว แต่โครงสร้างของเงินลงทุนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเงินทุนเริ่มกระจุกตัวมากขึ้นในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งอนาคต

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ยังคงมีศักยภาพในการเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังมีโครงการลงทุนที่อยู่ในขั้นเตรียมการจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การประกาศโครงการลงทุนใหม่ในภาคการผลิตที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานยังมีแนวโน้มลดลง ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศในภูมิภาคต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

อุตสาหกรรมที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Data Center, Cloud Services, แร่สำคัญ (Critical Minerals), เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีขั้นสูงอุตสาหกรรมเหล่านี้มีการเติบโตอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนมีสัดส่วนราว 16% ของ FDI ทั่วโลก แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 44% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการลงทุนโลกอย่างชัดเจน และเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยและประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโอกาสดึงดูดการลงทุนเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศไม่สามารถแข่งขันเพื่อดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเดียวกันทั้งหมดได้ จึงจำเป็นต้องค้นหาตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) ที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับจุดแข็งของประเทศ เพื่อสร้างความแตกต่างในการแข่งขัน

สำหรับประเทศไทย การดึงดูด Data Center สามารถสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจได้ แต่ควรวางแผนการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องควบคู่กัน โดยเฉพาะพลังงาน เนื่องจาก Data Center เป็นธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก ขณะนี้เห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการลงทุน Data Center แต่การลงทุนด้านการผลิตพลังงาน รวมถึงระบบบริหารจัดการน้ำและสุขาภิบาลที่รองรับการขยายตัวดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ควบคู่กับการดึงดูด Data Center

" ไทยควรมองให้ไกลกว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Data Center  โดยไทยควรให้ความสำคัญกับบริการมูลค่าเพิ่มที่เกี่ยวเนื่องกับ Data Center ทั้งบริการด้านเทคโนโลยีและบริการที่มีความซับซ้อน เพื่อสร้างงานที่มีทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการพึ่งพาเฉพาะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน" นายริชาร์ด กล่าว

นายริชาร์ด กล่าวว่า หากไม่นับรวมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ การลงทุนในภาคการผลิตแบบดั้งเดิมทั่วโลกลดลงอย่างชัดเจนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และเงินลงทุนมีแนวโน้มกระจุกตัวในประเทศรายได้สูงมากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศรายได้ปานกลาง รวมถึงไทย ต้องเผชิญกับการแข่งขันเพื่อแย่งชิงโครงการลงทุนในภาคการผลิตที่มีจำนวนลดลง

ขณะเดียวกัน ภาคบริการกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในโครงสร้าง FDI โลก โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเลือกส่งเสริมบริการที่นำเทคโนโลยี องค์ความรู้ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเข้ามาในประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจได้มากกว่าการพึ่งพาการผลิตที่ใช้แรงงานและต้นทุนเป็นหลัก