วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

จับตา 'รอบลงทุนใหม่' กลุ่มรับเหมา รัฐเร่ง 34 โครงการ 1.32 ล้านล้านบาท Data Center เติมแรงส่ง

นักวิเคราะห์เผย กลุ่มรับเหมาก่อสร้างไทยส่งสัญญาณเข้าสู่รอบลงทุนใหม่ หลังรัฐเร่งเดินหน้า 34 โครงการ มูลค่า 1.32 ล้านล้านบาท ขณะที่ Data Center และการลงทุนภาคเอกชนเข้ามาเสริมแรง คาดหนุนงานก่อสร้างและ Backlog ทยอยเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป

KEY POINTS

  • อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างไทยกำลังเข้าสู่ "รอบการลงทุนใหม่" (New Construction Cycle) หลังจากเผชิญความไม่แน่นอนมานานกว่า 5 ปี โดยได้รับปัจจัยหนุนจากเสถียรภาพทางการเมืองและความคืบหน้าของโครงการลงทุนภาครัฐ
  • ภาครัฐเร่งผลักดันแผนลงทุน (Action Plan) ปี 2569 ของกระทรวงคมนาคม รวม 34 โครงการ มูลค่า 1.32 ล้านล้านบาท โดยมีโครงการที่ผ่านการอนุมัติจาก ครม. แล้วมูลค่ากว่า 7.2 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยเข้าสู่การประมูลและก่อสร้างในปี 2569-2570
  • การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการ Data Center เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนเพิ่มเติมที่สำคัญ จากความต้องการด้าน Cloud และ AI ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยสร้างโอกาสในการรับงานใหม่ให้กับผู้รับเหมานอกเหนือจากโครงการภาครัฐ

อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว หลังการลงทุนภาครัฐมีความคืบหน้ามากขึ้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะ Data Center เข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนเพิ่มเติม ส่งผลให้โครงการใหม่มีแนวโน้มทยอยเข้าสู่การประมูลและก่อสร้างในช่วงปี 2569–2570
 

ธีร์ธนัตถ์ จิราศิริวัชร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างไทยกำลังเข้าสู่ New Construction Cycle หรือรอบการลงทุนใหม่ หลังจากเผชิญความไม่แน่นอนต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปี ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่สะดุด รวมถึงความไม่ต่อเนื่องของนโยบายและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งส่งผลให้การผลักดันและเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ล่าช้า
 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมในปี 2569 เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ ขณะที่การผลักดันโครงการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานมีความคืบหน้ามากขึ้น ทำให้หลายโครงการเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการประมูลและมีโอกาสทยอยเริ่มก่อสร้างในช่วงปี 2569–2570

สำหรับ Action Plan ของกระทรวงคมนาคมปี 2569 ครอบคลุมทั้งหมด 34 โครงการ มูลค่ารวม 1.32 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. แล้ว 14 โครงการ มูลค่า 722,075 ล้านบาท โดยบางโครงการอยู่ระหว่างการประกวดราคา ขณะที่บางโครงการผ่านการคัดเลือกเอกชนแล้ว และคาดว่าจะทยอยเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569–2570 นอกจากนี้ยังมีอีก 17 โครงการ มูลค่า 536,238 ล้านบาท ที่มีเป้าหมายเสนอ ครม. หรือคณะกรรมการ PPP ภายในปี 2569

ทั้งนี้จุดที่น่าสนใจคือ แม้มูลค่า Action Plan ปี 2569 เพิ่มขึ้นไม่มากจากปีก่อน แต่โครงสร้างของโครงการมีความคืบหน้าอย่างชัดเจน โดยมูลค่าโครงการที่ผ่านการอนุมัติจาก ครม. เพิ่มขึ้น 77% จาก 407,246 ล้านบาท เป็น 722,075 ล้านบาท สะท้อนว่าโครงการจำนวนมากกำลังขยับเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินงาน และมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการประมูลและเริ่มก่อสร้างในระยะถัดไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรับงานใหม่และเติม Backlog ให้กับผู้รับเหมาก่อสร้าง

โดยหนึ่งในโครงการขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการสร้าง Backlog ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 2 มูลค่า 341,351 ล้านบาท รวมถึงโครงการรถไฟทางคู่หลายเส้นทาง โครงการ Motorway ทางพิเศษ และการลงทุนด้านสนามบิน โดยมองว่าปี 2570 จะเป็นช่วงที่หลายโครงการทยอยเข้าสู่ Construction Phase มากขึ้น ส่งผลให้ผู้รับเหมารายใหญ่สามารถเปลี่ยน Backlog ที่ได้รับมาเป็นรายได้จากการก่อสร้างได้ชัดเจนขึ้น

ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคเอกชนจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนใน Data Center ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของธุรกิจเทคโนโลยี Cloud และ AI รวมถึงการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยข้อมูล BOI ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 พบว่ามูลค่า FDI อยู่ที่ 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการลงทุนในกลุ่ม Digital อยู่ที่ 1.11 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 150% และคิดเป็นกว่า 81% ของ FDI ทั้งหมด

การลงทุนดังกล่าวจะสร้างความต้องการงานก่อสร้าง โดยเฉพาะ Data Center และระบบสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทที่มีประสบการณ์และความสามารถในการรองรับโครงการขนาดใหญ่มีโอกาสได้รับงานเพิ่มเติม ทั้งนี้ Data Center ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เนื่องจากโครงการมีขนาดใหญ่และใช้ระยะเวลาก่อสร้างค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับ Mega Project ภาครัฐ ขณะที่ความต้องการ Cloud และ AI Infrastructure ที่เพิ่มขึ้นยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของผลประกอบการกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง คาดว่ารายได้ก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะเติบโตจากช่วงครึ่งแรก ตามการเร่งตัวของงานก่อสร้าง โดย CK มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรของ CKP และ BEM ที่เข้าสู่ช่วง High Season ขณะที่ธุรกิจรับเหมาคาดว่าจะทรงตัวจากการรับรู้รายได้ตามแผน และยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในกรอบ 7–8% จากการบริหารต้นทุน

สำหรับ CK บริษัทมี Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 146,305 ล้านบาท ซึ่งสามารถรองรับรายได้ในอนาคตประมาณ 4–5 ปี และมีแผนเข้าประมูลโครงการในช่วงปี 2026–2027 รวมมูลค่าประมาณ 770,900 ล้านบาท โดยโครงการสำคัญ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 2 มูลค่า 285,300 ล้านบาท และโครงการรถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง มูลค่า 237,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเปิดประมูลในไตรมาส 1/2570

ขณะที่ STECON มี Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ราว 116,440 ล้านบาท รองรับรายได้ในอนาคตประมาณ 3–4 ปี โดยมองว่าโครงการภาคเอกชน โดยเฉพาะ Data Center จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในระยะสั้น บริษัทมีแผนเข้าประมูล Private Projects ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มูลค่ารวม 68,800 ล้านบาท แบ่งเป็น Data Center 3 โครงการ มูลค่ารวม 49,800 ล้านบาท โครงการโรงไฟฟ้า 16,000 ล้านบาท และงานอาคารสนามบิน 3,000 ล้านบาท

ด้านรายได้ของ STECON ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 คาดว่าจะเติบโตจากความคืบหน้าของโครงการ โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งปัจจุบันมีโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 4 โครงการ รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่มีการเร่งงานเพื่อให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาส 4/2569 จะเป็นช่วงที่มีรายได้ก่อสร้างสูงสุดของปี ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะรักษาระดับไม่ต่ำกว่า 7% ได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของ STECON ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 อาจอ่อนตัวเมื่อเทียบกับครึ่งแรก เนื่องจากกำไรครึ่งปีแรกของปี 2569 ได้รับแรงหนุนจากเงินปันผลพิเศษจาก GULF แต่หากพิจารณาเฉพาะผลการดำเนินงานของธุรกิจก่อสร้าง คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามการรับรู้รายได้จากโครงการที่เพิ่มขึ้น

สำหรับมุมมองต่อกลุ่มอุตสาหกรรม คงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม Construction ที่ “มากกว่าตลาด” และเลือก CK เป็นหุ้นเด่นในไตรมาส 4/2569 โดยประเมินราคาเหมาะสม CK ที่ 27.00 บาท และ STECON ที่ 22.80 บาท ทั้งนี้เป็นข้อมูลและมุมมองตามบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมก่อสร้างยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งความล่าช้าของการอนุมัติโครงการภาครัฐและการเปิดประมูล การแข่งขันด้านราคาที่อาจกดดันอัตรากำไร ต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงด้านการบริหารโครงการและ Cost Overrun ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนสูงกว่าประมาณการและกระทบต่อการรับรู้รายได้และกำไรของผู้รับเหมา