วิกฤติราคาพลังงานเร่งไทยเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รัฐเดินหน้าขยายโซลาร์ภาคประชาชน 10,000 เมกะวัตต์ พร้อมยกระดับระบบไฟฟ้าด้วย Smart Grid และ AI รองรับพลังงานหมุนเวียน หวังต่อยอดสู่การจ้างงานและอุตสาหกรรมใหม่
KEY POINTS
- วิกฤติราคาพลังงานผันผวน เป็นจุดเปลี่ยนให้ไทยเร่งใช้พลังงานทดแทน เพื่อเป็น “ทางรอดทางเศรษฐกิจ” และรักษาความสามารถในการแข่งขัน
- รัฐเร่งส่งเสริมโซลาร์เซลล์ ขยายรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคประชาชน 10,000 เมกะวัตต์ พร้อมสัญญา 20 ปี และมาตรการสนับสนุนด้านการเงิน–ภาษี
- เร่งใช้ Smart Grid, AI และ Grid Forming เสริมเสถียรภาพระบบไฟฟ้า รองรับพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูง
- พลังงานสะอาดสร้างโอกาสเศรษฐกิจใหม่ ทั้งการจ้างงาน อุตสาหกรรม และการจัดการแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุอย่างเป็นระบบ
ค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจถูกซ้ำเติมอย่างหนักด้วยความผันผวนของราคาพลังงานนำเข้าตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงทางเลือกเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่คือ "ทางรอดทางเศรษฐกิจ" ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งตื่นตัว
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการ PPP จึงจัดงานสัมมนา "พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โอกาสทางเศรษฐกิจไทย" เมื่อวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา โดยเวทีเสวนาเจาะลึกหัวข้อ "พลวัตทางเทคโนโลยี และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของพลังงานทดแทน" ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงพลังงาน 3 การไฟฟ้า และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมชั้นนำ เพื่อผ่าทางตันและวางกรอบปฏิบัติร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
ปลดล็อกซื้อไฟโซลาร์ หมื่นเมกะวัตต์ ชูสินเชื่อ 4 แสนล้าน
"พงษ์ศักดิ์ พรหมกร" ผู้อำนวยการกองวิจัย ค้นคว้าพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงทิศทางนโยบายขับเคลื่อนพลังงานแสงอาทิตย์ว่า ภาครัฐให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนพลังงานของประชาชนภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจและสงครามในต่างประเทศ โดยในปัจจุบันภาครัฐได้ดำเนินการแก้ไขและปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่เคยเป็นอุปสรรคในอดีตเรียบร้อยแล้ว ทั้งเรื่องกฎหมายผังเมืองและการยกเว้นใบอนุญาตโรงงาน (ร.ง.) สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้ออกมาตรการสนับสนุนทางภาษี โดยเปิดให้หักลดหย่อนภาษีจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้สูงสุด 200,000 บาท ซึ่งมีกรอบเวลาดำเนินการจนถึงปี พ.ศ. 2571 ควบคู่ไปกับโครงการเตรียมวงเงินสินเชื่อรวม 400,000 ล้านบาท โดยสนับสนุนเงินอุดหนุนประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เพื่อรองรับเป้าหมายการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือนจำนวน 1.5 ล้านครัวเรือน
"พงษ์ศักดิ์" กล่าวถึงมติสำคัญจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุม กพช. ได้มีมติเห็นชอบขยายกรอบการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินจากภาคประชาชนเข้าสู่ระบบ จากเดิมกำหนดไว้เพียง 500 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 เมกะวัตต์ พร้อมขยายระยะเวลาสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากเดิม 10 ปี เพิ่มเป็น 20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไปที่อยู่ที่ประมาณ 20–25 ปี
สำหรับความพร้อมของระบบและการจ้างงาน ปัจจุบันปรับลดระยะเวลาการขอเชื่อมต่อและขายไฟฟ้าเหลือไม่เกิน 30 วัน รวมถึงมีการขึ้นทะเบียนผู้ติดตั้งอย่างเป็นระบบ การขยายตัวของโซลาร์รูฟท็อปยังก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่จำนวนมาก ทั้งงานติดตั้ง การดูแลรักษา การล้างแผง และการตรวจเช็กระบบประจำปี ทั้งนี้ ในภาพรวมถือว่าภาครัฐมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว
กฟน. ยกระดับ Smart Grid และ One Stop Service
"พิศณุ ตันติถาวร" รองผู้ว่าการ (ยุทธศาสตร์องค์กรและความยั่งยืน) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน. หรือ MEA) ชี้แจงถึงการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลว่า ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีลักษณะไม่เสถียรและเปลี่ยนแปลงตามสภาพอากาศตลอดเวลา กฟน. จึงต้องติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์และระบบ Smart Grid รวมถึงระบบ Transformer Load Monitoring (TLM) เพื่อตรวจวัดการจ่ายไฟฟ้าและประมวลผลผ่านระบบคอมพิวเตอร์แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถจัดสรรการจ่ายไฟฟ้าได้อย่างสมดุล รักษาความเสถียรของระบบ และแจ้งเตือนเหตุไฟฟ้าขัดข้องไปยังโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการได้ทันที
กฟน. ให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรฐานความปลอดภัย เนื่องจากอุปกรณ์ต้องใช้งานยาวนาน 20–25 ปี จึงได้จัดทำระบบขึ้นทะเบียนผู้รับจ้าง รายชื่อผลิตภัณฑ์มาตรฐาน เช่น Inverter List และระบบป้องกันไฟไหลกลับ รวมถึงเตรียมจัดโครงการพัฒนาทักษะช่างติดตั้งเพื่อรองรับเป้าหมาย 1.5 ล้านหลังคาเรือน นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการขอขายไฟฟ้าและการอนุมัติสินเชื่อกับสถาบันการเงินให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน
"พิศณุ" กล่าวด้วยว่า อยากให้ประชาชนพิจารณาที่คุณภาพของอุปกรณ์ ทั้งแผงและอินเวอร์เตอร์ รวมถึงความน่าเชื่อถือของผู้รับเหมาติดตั้ง อย่าดูเฉพาะปัจจัยด้านราคาถูกเพียงอย่างเดียว เนื่องจากระบบไฟฟ้าถูกซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างบ้าน หากติดตั้งไม่ได้มาตรฐานจะแก้ไขได้ยากในภายหลัง พร้อมทั้งย้ำว่าภาครัฐและ 3 การไฟฟ้าจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการขยะโซลาร์เซลล์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากหมดอายุการใช้งานในอีก 20 ปีข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
กฟภ. นำ AI วิเคราะห์ข้อมูล ป้องกันกระทบค่าไฟ
"ว่าที่เรือตรี พิสิษฐ์ พิทักษ์สงคราม" ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า สังกัดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ. หรือ PEA) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมโครงข่ายไฟฟ้าในพื้นที่รับผิดชอบ 74 จังหวัดทั่วประเทศว่า PEA มุ่งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเหมาะสมและตรงจุดเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประชาชน โดยใช้ข้อมูลทิศทางความต้องการใช้ไฟฟ้าเป็นหลักในการพิจารณาปรับปรุงระบบ
"เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ทำให้ทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นการไหลย้อนกลับ PEA จึงได้ดำเนินโครงการติดตั้ง Smart Meter และ Distribution Transformer Meter เพื่อติดตามพฤติกรรมการผลิตและการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งนำเทคโนโลยี Data Advanced Analytics และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยประมวลผลข้อมูล เพื่อเพิ่มความชาญฉลาดให้แก่ระบบโครงข่าย ให้สามารถตอบสนองต่อความผันผวนของทรัพยากรพลังงานกระจายตัวได้"
กรอบ '3M' สู่ความยั่งยืน รีไซเคิลแผงหมดอายุ
"กฤษณ์ พรพิไลลักษณ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซล่าร์ พีพีเอ็ม จํากัด นำเสนอมุมมองภาคอุตสาหกรรมว่า จากข้อมูล ณ เดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ประเทศไทยมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือนอยู่ประมาณ 20,000 ระบบ การตั้งเป้าหมายขยายเป็น 1.5 ล้านครัวเรือนภายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2570 แม้จะเป็นตัวเลขที่สูง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม โดยเสนอแนวทางบริหารจัดการระบบตลอดวงจรชีวิตผ่านกรอบ "3M" ได้แก่
- Man: การพัฒนาบุคลากร ช่างติดตั้ง และการอบรมมาตรฐานความปลอดภัย
- Material: การเลือกใช้อุปกรณ์คุณภาพสูงที่ทนทานระยะยาว พร้อมบริการหลังการขายที่เข้าถึงง่าย
- Monitoring & Maintenance: การมีระบบติดตามผลเพื่อให้เจ้าของบ้านเห็นมูลค่าการประหยัดค่าไฟและการขายไฟชัดเจน พร้อมจัดสรรงบประมาณบำรุงรักษาและล้างแผงอย่างต่อเนื่อง
"กฤษณ์" ชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ช่วยสร้าง Multiplier Effect เกิดการจ้างงานวิศวกร ซอฟต์แวร์ ช่างเทคนิค และงานวิจัยในมหาวิทยาลัย โดยบริษัทผู้ประกอบแผงในประเทศสามารถสร้างสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศได้สูงถึง 98% ทั้งกระจก อลูมิเนียม และโครงสร้าง
"สำหรับการจัดการแผงหมดอายุการใช้งาน ในอีก 25–30 ปีข้างหน้า ผู้ผลิตแผงในประเทศควรเข้ามารับผิดชอบการจัดระบบขนส่งส่งคืนกลับสู่โรงงาน เพื่อนำแผงมาทดสอบประสิทธิภาพ หากยังเหลือประสิทธิภาพประมาณ 80% เช่น แผง 650 วัตต์ เหลือ 550–580 วัตต์ สามารถนำไปปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งานในตลาดกลุ่มอื่นได้ แต่หากชำรุดจนไม่ปลอดภัย จะนำเข้าสู่โรงงานรีไซเคิลเพื่อสกัดกระจกและอลูมิเนียมกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตแผงใหม่"
AI พยากรณ์อากาศ ซื้อขายไฟ Direct PPA ในนิคมฯ
"ณัฐพล สุภกิจภิรมย์" ผู้จัดการฝ่ายขายอาวุโส กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน โรงไฟฟ้า พลังงานขยะ และพลังงานหมุนเวียน บริษัท โยโกกาวา (ประเทศไทย) จำกัด ได้แบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาระบบ Microgrid และ Smart Grid ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและเกาะสีชัง โดยระบุว่าตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ ที่มุ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจาก 30% เป็น 70% ระบบไฟฟ้าจะต้องรับมือกับความผันผวนสูงใน 3 มิติหลัก คือ ความผันผวนของพลังงาน คุณภาพไฟฟ้า และความมั่นคงของระบบ
โยโกกาวา ได้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ทำพยากรณ์การผลิตพลังงานหมุนเวียนล่วงหน้า 15 นาที โดยประมวลผลร่วมกับข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา ดาวเทียม ภาพถ่ายเมฆ เซนเซอร์ Pyranometer วัดความเข้มแสงแบบเรียลไทม์ และข้อมูลประวัติศาสตร์ ข้อมูลการพยากรณ์นี้จะถูกนำไปใช้วางแผนควบคุมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อสำรองไฟฟ้าไว้จ่ายเข้าสู่ระบบทันทีเมื่อเกิดสภาพอากาศแปรปรวน พร้อมทั้งควบคุมการทำงานของอินเวอร์เตอร์เพื่อรักษาระดับแรงดัน ความถี่ และลดทอนคลื่นฮาร์มอนิกในระบบ รวมถึงมีระบบ Islanding Mode ที่สามารถแยกการจ่ายไฟฟ้าเป็นอิสระเมื่อเกิดเหตุโครงข่ายหลักขัดข้อง เพื่อปกป้องพื้นที่สำคัญ เช่น สนามบินและนิคมอุตสาหกรรม
ในมิติด้านนโยบายการซื้อขายไฟฟ้า โยโกกาวาได้ร่วมทดสอบโครงการ Sandbox การซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง (Direct PPA) และการซื้อขายพลังงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนงบประมาณลงทุนแก่ 3 การไฟฟ้าและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการซื้อขายไฟฟ้าให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว
'Grid Forming' สร้างมวลหมุนเทียม เสริมเสถียรภาพโครงข่าย
"ปฏิภาณ การวิบูลย์" ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี Huawei Digital Power ประเทศไทย ได้อธิบายถึงวิวัฒนาการการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากการพึ่งพาโรงไฟฟ้าความร้อนดั้งเดิมอายุร่วม 100 ปี มาสู่การผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดผ่านอินเวอร์เตอร์ โดยยกตัวอย่างบทเรียนความท้าทายระดับโลกจากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในประเทศสเปนและโปรตุเกส เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568 เวลา 12:32 น. ซึ่งเกิดไฟฟ้าดับเป็นนานถึง 15 ชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากระบบมีสัดส่วนพลังงานสะอาดสูงถึง 70% แต่ขาดระบบมวลหมุนจากเครื่องจักรกลดั้งเดิมในการรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้าเมื่อเกิดความผิดปกติ
เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว Huawei ได้พัฒนาและผลักดันเทคโนโลยี "Grid Forming" หรือระบบโรงไฟฟ้าเสมือน ซึ่งเป็นการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์และอินเวอร์เตอร์ให้สามารถสร้างมวลหมุนเทียม เพื่อรักษาระดับความถี่และแรงดันไฟฟ้าของโครงข่ายให้คงที่ โดยเสนอให้ภาครัฐบังคับใช้เทคโนโลยีนี้ในโครงการขนาดใหญ่ เช่น โซลาร์ฟาร์ม และโซลาร์ชุมชน 5 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับการสร้างกลไกตลาดบริการสนับสนุนระบบไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับค่าตอบแทนจากการช่วยรักษาเสถียรภาพระบบ
"ปฏิภาณ" กล่าวด้วยว่า การอัปเดตซีรีส์ผลิตภัณฑ์ใหม่ทุก 1–1.5 ปี ไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์รุ่นเดิมจะไม่ปลอดภัยหรือใช้งานไม่ได้ โดยอุปกรณ์เดิมยังคงทำงานได้ตามปกติ พร้อมเปิดเผยเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ เช่น Smart Connector Temperature Detection ที่สามารถตรวจจับอุณหภูมิบริเวณจุดเชื่อมต่อสายไฟของอินเวอร์เตอร์ หากพบความร้อนสูงจากการเสียบสายไม่แน่น ซึ่งเป็นสาเหตุความเสียหายถึง 13% ระบบจะสั่งหยุดการทำงานทันทีและส่งสัญญาณเตือนเพื่อป้องกันอัคคีภัย
การเสวนาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างมากในการก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่กฎหมาย นโยบายการรับซื้อไฟฟ้า 10,000 เมกะวัตต์ และมาตรการทางการเงินของภาครัฐ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี AI, Smart Grid, BESS และ Grid Forming ของภาคเอกชนมาใช้เสริมความคงทนให้แก่ระบบไฟฟ้า การผสานความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลกได้อย่างมั่นคง





