ก๊าซมีเทนกว่า 36 ล้านตันสูญเสียไปในแต่ละปีจากการรั่วไหลและเผาทิ้ง Gastech 2026 ชี้ให้พลิกมุมมองจาก “ความสูญเสีย” สู่ “โอกาสทางธุรกิจ” ที่สร้างมูลค่าและเสริมความมั่นคงพลังงาน ขณะที่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่ภาวะผู้นำ เจตจำนงทางการเมือง และนโยบายที่ต้องเร่งปลดล็อก
KEY POINTS
- โลกสูญเสียก๊าซมีเทนจากการรั่วไหลและเผาทิ้งถึง 36 ล้านตันต่อปี สูญทั้งทรัพยากรและรายได้
- Gastech 2026 ชี้ให้มองมีเทนที่สูญเสียเป็น “โอกาสทางธุรกิจ” สร้างมูลค่าและเสริมความมั่นคงพลังงาน
- โจทย์ใหญ่ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “ผู้นำ–เจตจำนงทางการเมือง–นโยบาย”
- กรณีไนจีเรียพิสูจน์ว่า ลงทุนลดมีเทนสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริง
"ก๊าซมีเทน" กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นทั้งเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าและยานยนต์ (NGV) รวมถึงเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมีเพื่อผลิตปุ๋ยและพลาสติก ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการรั่วไหลหรือการเผาก๊าซทิ้งในนกระบวนการผลิตและขนส่ง จึงไม่ได้สร้างเพียงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสียผลิตภัณฑ์และรายได้มหาศาลของผู้ประกอบการ
ผู้นำระดับโลกได้เข้าร่วมการเสวนาพิเศษในหัวข้อ "Capturing the lost opportunity: Driving global alignment on methane abatement across natural gas supply chains" ภายในงานประชุมพลังงานระดับโลก Gastech 2026 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมกันหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาก๊าซมีเทนที่รั่วไหลและถูกเผาทิ้งในห่วงโซ่อุปทานก๊าซธรรมชาติ และผลักดันให้เปลี่ยนผ่านจากการสูญเสียทรัพยากรไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการบรรลุเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ความท้าทายระดับโลก
จากข้อมูลการประเมินของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) พบว่ามีก๊าซมีเทนสูงถึงประมาณ 36 ล้านตันที่ต้องสูญเปล่าไปในแต่ละป
ก๊าซธรรมชาติ (ซึ่งมีเทนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลัก) ถูกเผาทิ้งในกระบวนการผลิตทั่วโลก 160,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (BCM) ต่อปี คิดเป็นปริมาณที่ใกล้เคียงกับปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั้งหมดที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในแต่ละปี ในขณะที่ยังมีประชากรอีกหลายร้อยล้านคนทั่วโลกที่ยังขาดแคลนการเข้าถึงพลังงานขั้นพื้นฐาน
แม้รายงานเชิงวิเคราะห์จะระบุว่า มากกว่า 75% ของการปล่อยก๊าซมีเทนในภาคพลังงานสามารถลดลงได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันและมีต้นทุนต่ำ แต่การดำเนินงานในทางปฏิบัติกลับเผชิญอุปสรรคสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของนโยบายและกฎระเบียบในแต่ละประเทศ การขาดกลไกบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ปัญหาความซับซ้อนของระบบภาษี ตลอดจนการขาดเจตจำนงทางการเมืองและภาวะผู้นำในระดับบริหาร
พลิก “มีเทนสูญเสีย” สู่โอกาสธุรกิจ
"นีลส์ ไดค์สแมน" (Niels Dijksman) ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ Brunei LNG ได้ชี้ให้เห็นถึงขนาดของปริมาณก๊าซมีเทนที่สูญเสียไป โดยเสนอให้ปรับเปลี่ยนมุมมองจากการมองเป็น "ความสูญเสีย" มาเป็นการมองเป็น "โอกาสทางธุรกิจ"
“เมื่อพูดถึงโอกาสที่เรากำลังสูญเสียไป ก๊าซมีเทนราว 36 ล้านตันที่สูญเสียไปในแต่ละปี ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้น แทนที่จะมองว่ามันเป็นเพียงความสูญเสีย เราควรมองว่านี่คือ โอกาสที่สามารถสร้างมูลค่าได้”
การเปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นโอกาสต้องมองตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ขนส่ง ผู้แปรสภาพก๊าซกลับเป็นก๊าซธรรมชาติ ผู้ค้า ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล โดยให้ความสำคัญกับการจัดการก๊าซมีเทนตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานแห่งอนาคตเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากสังคมก็มีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้ก๊าซมีเทนยังคงมีบทบาทเป็นทรัพยากรสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พร้อมสร้างมูลค่าร่วมให้กับประเทศ ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
World Bank ชี้ ติดที่ผู้นำ–เจตจำนงทางการเมือง
"ซูบิน แบมจี" (Zubin Bamji) ผู้จัดการโครงการลดการเผาก๊าซและการลดมีเทนโลก แผนกพลังงาน ธนาคารโลก (World Bank) วิเคราะห์ถึงเหตุผลที่การลดก๊าซมีเทนยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง ทั้งที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีความชัดเจน
"อุปสรรคสำคัญที่สุดคือเรื่องภาวะผู้นำและเจตจำนงทางการเมืองในระดับสูงสุดขององค์กรและภาครัฐ ธนาคารโลกจึงได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนเงินทุนและช่วยเหลือทางเทคนิค ทั้งแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเร่งให้เกิดการลงมือทำ"
"แบมจี" ได้ยกตัวอย่างโครงการที่ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติ เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งธนาคารโลกได้ร่วมมือกับ Pertamina ในการดำเนินโครงการตรวจจับและซ่อมแซมการรั่วไหล (LDAR) ที่สามารถแก้ไขจุดรั่วไหลได้มากกว่า 250 จุดภายในระยะเวลาเพียงสองสัปดาห์ด้วยต้นทุนต่ำเพียง 8–9 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดโอไซด์เทียบเท่า
รวมถึงโครงการกับ JSC Uztransgaz บริษัทรัฐวิสาหกิจผู้ให้บริการระบบขนส่งและส่งผ่านก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศอุซเบกิสถาน ที่นำรายได้จากก๊าซที่ดักจับได้มาเป็นทุนหมุนเวียนในการซ่อมแซมจุดรั่วไหลอย่างต่อเนื่อง ช่วยประหยัดเงินได้ไม่ต่ำกว่า 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
นอกจากนี้ ผลการศึกษาของธนาคารโลกร่วมกับศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy) ยังพบว่า ประมาณ 80% ของการปล่อยก๊าซมีเทนในภูมิภาคอาเซียนสามารถลดลงได้ด้วยต้นทุนสุทธิที่เป็นลบ
"กรอบนโยบายและกฎระเบียบที่ได้ผลต้องผสมผสานทั้งบทลงโทษ การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด การเปิดเผยข้อมูลภาคบังคับ และกลไกจูงใจทางพาณิชย์เข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม"
เอเชียโจทย์คู่ “มั่นคงพลังงาน–ลดมีเทน”
"ฮิโรยูกิ โมริ" (Hiroyuki Mori) รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจพลังงาน องค์การเพื่อความมั่นคงด้านโลหะและพลังงานแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Organization for Metals and Energy Security: JOGMEC) กล่าวถึงแนวทางขององค์กรว่า ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติการตามนโยบายพลังงานของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคธุรกิจและนโยบายภาครัฐ ความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานในปัจจุบันไม่ได้ลดทอนความสำคัญของการลดมีเทนลง แต่กลับยิ่งเพิ่มความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม
"ตราบใดที่เรายังคงต้องใช้ LNG ต่อไปอีกหลายทศวรรษ ความมั่นคงทางพลังงานและคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินควบคู่กันไป การลดก๊าซมีเทนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และส่งผลต่อความมั่นคงและน่าเชื่อถือในการจัดหาพลังงานในอนาคต"
ในภูมิภาคเอเชียที่ต้องมุ่งบรรลุเป้าหมายการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และการลดคาร์บอนพร้อมกัน แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านศักยภาพและความเชี่ยวชาญ ความร่วมมือระดับภูมิภาคและการสนับสนุนเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของเอเชีย เช่น เทคโนโลยี MMRD และการตรวจจับการรั่วไหล ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญยิ่ง
ไนจีเรียโชว์โมเดล ลดมีเทนควบคู่ผลตอบแทน
"อเดเลเย ฟาลาเด" (Adeleye Falade) ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ Nigeria LNG หรือ NLNG นำเสนอประสบการณ์จากการดำเนินงานจริงในประเทศไนจีเรีย โดยเน้นย้ำถึงการปรับเปลี่ยนคำนิยามและการสร้างมูลค่าจากการลดก๊าซมีเทนว่า ไม่ควรมองเป็นเพียงกิจกรรมทางสิ่งแวดล้อมหรือเรื่องที่มีก็ดีไม่มีก็ได้ แต่ต้องมองเป็นโครงการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นบวก
"ก๊าซมีเทนที่ปล่อยหรือรั่วไหลออกมาทุกตันคือโอกาสที่สูญเสียไป ทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์และรายได้ แต่เมื่อคุณนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ มันจะช่วยให้คุณเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเข้าถึงตลาดได้ดียิ่งขึ้น"
ในด้านการปฏิบัติการ NLNG ได้นำเทคโนโลยีเครื่องอัดก๊าซแบบใหม่ และกรรมวิธีการเริ่มต้นเดินเครื่องจักรแบบใหม่มาใช้ ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนลงได้ 10–15% โดยทั้งสองโครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นบวก นอกจากนี้ โครงการขยายกำลังการผลิต Train 7 ยังได้ติดตั้งเทคโนโลยีลดคาร์บอนและมีเทน ตลอดจนระบบซีลที่แน่นหนาเพื่อลดการรั่วไหลแบบอบอวล
ซึ่งตลอดระยะเวลา 27 ปีที่ผ่านมา NLNG ได้มีส่วนสำคัญในการช่วยประเทศไนจีเรียลดการเผาก๊าซทิ้งจาก 65% เหลือต่ำกว่า 20% ในปัจจุบัน รวมถึงการใช้กล้องอินฟราเรดในโปรแกรมตรวจจับและซ่อมแซมการรั่วไหล และยกระดับการรายงานข้อมูลตามมาตรฐาน OGMP 2.0 ระดับ Gold Standard (Level 5) ซึ่งเป็นการวัดผลจากการปล่อยจริง ณ แหล่งกำเนิดมากกว่า 99%
"ฟาลาเด" ยังระบุด้วยว่า ข้อกำหนดด้านมาตรฐานการวัดผลที่น่าเชื่อถือควรนำมาใช้อย่างเท่าเทียมกันทั่วโลก โดยไม่ควรรดทอนมาตรฐานลงสำหรับประเทศเศรษฐกิจใหม่





