วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน 2569

Login
Login

Gastech 2026 เตือนสติ ทั่วโลกปล่อย 'มีเทน' หลุดมือ 36 ล้านตันต่อปี สูญรายได้มหาศาล

ก๊าซมีเทนกว่า 36 ล้านตันสูญเสียไปในแต่ละปีจากการรั่วไหลและเผาทิ้ง Gastech 2026 ชี้ให้พลิกมุมมองจาก “ความสูญเสีย” สู่ “โอกาสทางธุรกิจ” ที่สร้างมูลค่าและเสริมความมั่นคงพลังงาน ขณะที่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่ภาวะผู้นำ เจตจำนงทางการเมือง และนโยบายที่ต้องเร่งปลดล็อก

KEY POINTS

  • โลกสูญเสียก๊าซมีเทนจากการรั่วไหลและเผาทิ้งถึง 36 ล้านตันต่อปี สูญทั้งทรัพยากรและรายได้
  • Gastech 2026 ชี้ให้มองมีเทนที่สูญเสียเป็น “โอกาสทางธุรกิจ” สร้างมูลค่าและเสริมความมั่นคงพลังงาน
  • โจทย์ใหญ่ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “ผู้นำ–เจตจำนงทางการเมือง–นโยบาย”
  • กรณีไนจีเรียพิสูจน์ว่า ลงทุนลดมีเทนสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริง

"ก๊าซมีเทน" กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นทั้งเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าและยานยนต์ (NGV) รวมถึงเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมีเพื่อผลิตปุ๋ยและพลาสติก ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการรั่วไหลหรือการเผาก๊าซทิ้งในนกระบวนการผลิตและขนส่ง จึงไม่ได้สร้างเพียงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสียผลิตภัณฑ์และรายได้มหาศาลของผู้ประกอบการ

ผู้นำระดับโลกได้เข้าร่วมการเสวนาพิเศษในหัวข้อ "Capturing the lost opportunity: Driving global alignment on methane abatement across natural gas supply chains" ภายในงานประชุมพลังงานระดับโลก Gastech 2026 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมกันหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาก๊าซมีเทนที่รั่วไหลและถูกเผาทิ้งในห่วงโซ่อุปทานก๊าซธรรมชาติ และผลักดันให้เปลี่ยนผ่านจากการสูญเสียทรัพยากรไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการบรรลุเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ความท้าทายระดับโลก

จากข้อมูลการประเมินของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) พบว่ามีก๊าซมีเทนสูงถึงประมาณ 36 ล้านตันที่ต้องสูญเปล่าไปในแต่ละป

ก๊าซธรรมชาติ (ซึ่งมีเทนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลัก) ถูกเผาทิ้งในกระบวนการผลิตทั่วโลก 160,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (BCM) ต่อปี คิดเป็นปริมาณที่ใกล้เคียงกับปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั้งหมดที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในแต่ละปี ในขณะที่ยังมีประชากรอีกหลายร้อยล้านคนทั่วโลกที่ยังขาดแคลนการเข้าถึงพลังงานขั้นพื้นฐาน

Gastech 2026 เตือนสติ ทั่วโลกปล่อย 'มีเทน' หลุดมือ 36 ล้านตันต่อปี สูญรายได้มหาศาล

แม้รายงานเชิงวิเคราะห์จะระบุว่า มากกว่า 75% ของการปล่อยก๊าซมีเทนในภาคพลังงานสามารถลดลงได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันและมีต้นทุนต่ำ แต่การดำเนินงานในทางปฏิบัติกลับเผชิญอุปสรรคสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของนโยบายและกฎระเบียบในแต่ละประเทศ การขาดกลไกบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ปัญหาความซับซ้อนของระบบภาษี ตลอดจนการขาดเจตจำนงทางการเมืองและภาวะผู้นำในระดับบริหาร

พลิก “มีเทนสูญเสีย” สู่โอกาสธุรกิจ

"นีลส์ ไดค์สแมน" (Niels Dijksman) ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ Brunei LNG ได้ชี้ให้เห็นถึงขนาดของปริมาณก๊าซมีเทนที่สูญเสียไป โดยเสนอให้ปรับเปลี่ยนมุมมองจากการมองเป็น "ความสูญเสีย" มาเป็นการมองเป็น "โอกาสทางธุรกิจ"

“เมื่อพูดถึงโอกาสที่เรากำลังสูญเสียไป ก๊าซมีเทนราว 36 ล้านตันที่สูญเสียไปในแต่ละปี ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้น แทนที่จะมองว่ามันเป็นเพียงความสูญเสีย เราควรมองว่านี่คือ โอกาสที่สามารถสร้างมูลค่าได้”

การเปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นโอกาสต้องมองตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ขนส่ง ผู้แปรสภาพก๊าซกลับเป็นก๊าซธรรมชาติ ผู้ค้า ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล โดยให้ความสำคัญกับการจัดการก๊าซมีเทนตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานแห่งอนาคตเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากสังคมก็มีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้ก๊าซมีเทนยังคงมีบทบาทเป็นทรัพยากรสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พร้อมสร้างมูลค่าร่วมให้กับประเทศ ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

World Bank ชี้ ติดที่ผู้นำ–เจตจำนงทางการเมือง

"ซูบิน แบมจี" (Zubin Bamji) ผู้จัดการโครงการลดการเผาก๊าซและการลดมีเทนโลก แผนกพลังงาน ธนาคารโลก (World Bank) วิเคราะห์ถึงเหตุผลที่การลดก๊าซมีเทนยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง ทั้งที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีความชัดเจน

"อุปสรรคสำคัญที่สุดคือเรื่องภาวะผู้นำและเจตจำนงทางการเมืองในระดับสูงสุดขององค์กรและภาครัฐ ธนาคารโลกจึงได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนเงินทุนและช่วยเหลือทางเทคนิค ทั้งแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเร่งให้เกิดการลงมือทำ"

"แบมจี" ได้ยกตัวอย่างโครงการที่ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติ เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งธนาคารโลกได้ร่วมมือกับ Pertamina ในการดำเนินโครงการตรวจจับและซ่อมแซมการรั่วไหล (LDAR) ที่สามารถแก้ไขจุดรั่วไหลได้มากกว่า 250 จุดภายในระยะเวลาเพียงสองสัปดาห์ด้วยต้นทุนต่ำเพียง 8–9 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดโอไซด์เทียบเท่า

รวมถึงโครงการกับ JSC Uztransgaz บริษัทรัฐวิสาหกิจผู้ให้บริการระบบขนส่งและส่งผ่านก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศอุซเบกิสถาน ที่นำรายได้จากก๊าซที่ดักจับได้มาเป็นทุนหมุนเวียนในการซ่อมแซมจุดรั่วไหลอย่างต่อเนื่อง ช่วยประหยัดเงินได้ไม่ต่ำกว่า 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

นอกจากนี้ ผลการศึกษาของธนาคารโลกร่วมกับศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy) ยังพบว่า ประมาณ 80% ของการปล่อยก๊าซมีเทนในภูมิภาคอาเซียนสามารถลดลงได้ด้วยต้นทุนสุทธิที่เป็นลบ

"กรอบนโยบายและกฎระเบียบที่ได้ผลต้องผสมผสานทั้งบทลงโทษ การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด การเปิดเผยข้อมูลภาคบังคับ และกลไกจูงใจทางพาณิชย์เข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม"

เอเชียโจทย์คู่ “มั่นคงพลังงาน–ลดมีเทน”

"ฮิโรยูกิ โมริ" (Hiroyuki Mori) รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจพลังงาน องค์การเพื่อความมั่นคงด้านโลหะและพลังงานแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Organization for Metals and Energy Security: JOGMEC) กล่าวถึงแนวทางขององค์กรว่า ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติการตามนโยบายพลังงานของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคธุรกิจและนโยบายภาครัฐ ความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานในปัจจุบันไม่ได้ลดทอนความสำคัญของการลดมีเทนลง แต่กลับยิ่งเพิ่มความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม

"ตราบใดที่เรายังคงต้องใช้ LNG ต่อไปอีกหลายทศวรรษ ความมั่นคงทางพลังงานและคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินควบคู่กันไป การลดก๊าซมีเทนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และส่งผลต่อความมั่นคงและน่าเชื่อถือในการจัดหาพลังงานในอนาคต"

ในภูมิภาคเอเชียที่ต้องมุ่งบรรลุเป้าหมายการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และการลดคาร์บอนพร้อมกัน แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านศักยภาพและความเชี่ยวชาญ ความร่วมมือระดับภูมิภาคและการสนับสนุนเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของเอเชีย เช่น เทคโนโลยี MMRD และการตรวจจับการรั่วไหล ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญยิ่ง

ไนจีเรียโชว์โมเดล ลดมีเทนควบคู่ผลตอบแทน

"อเดเลเย ฟาลาเด" (Adeleye Falade) ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ Nigeria LNG หรือ NLNG นำเสนอประสบการณ์จากการดำเนินงานจริงในประเทศไนจีเรีย โดยเน้นย้ำถึงการปรับเปลี่ยนคำนิยามและการสร้างมูลค่าจากการลดก๊าซมีเทนว่า ไม่ควรมองเป็นเพียงกิจกรรมทางสิ่งแวดล้อมหรือเรื่องที่มีก็ดีไม่มีก็ได้ แต่ต้องมองเป็นโครงการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นบวก

"ก๊าซมีเทนที่ปล่อยหรือรั่วไหลออกมาทุกตันคือโอกาสที่สูญเสียไป ทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์และรายได้ แต่เมื่อคุณนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ มันจะช่วยให้คุณเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเข้าถึงตลาดได้ดียิ่งขึ้น"

ในด้านการปฏิบัติการ NLNG ได้นำเทคโนโลยีเครื่องอัดก๊าซแบบใหม่ และกรรมวิธีการเริ่มต้นเดินเครื่องจักรแบบใหม่มาใช้ ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนลงได้ 10–15% โดยทั้งสองโครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นบวก นอกจากนี้ โครงการขยายกำลังการผลิต Train 7 ยังได้ติดตั้งเทคโนโลยีลดคาร์บอนและมีเทน ตลอดจนระบบซีลที่แน่นหนาเพื่อลดการรั่วไหลแบบอบอวล

ซึ่งตลอดระยะเวลา 27 ปีที่ผ่านมา NLNG ได้มีส่วนสำคัญในการช่วยประเทศไนจีเรียลดการเผาก๊าซทิ้งจาก 65% เหลือต่ำกว่า 20% ในปัจจุบัน รวมถึงการใช้กล้องอินฟราเรดในโปรแกรมตรวจจับและซ่อมแซมการรั่วไหล และยกระดับการรายงานข้อมูลตามมาตรฐาน OGMP 2.0 ระดับ Gold Standard (Level 5) ซึ่งเป็นการวัดผลจากการปล่อยจริง ณ แหล่งกำเนิดมากกว่า 99%

"ฟาลาเด" ยังระบุด้วยว่า ข้อกำหนดด้านมาตรฐานการวัดผลที่น่าเชื่อถือควรนำมาใช้อย่างเท่าเทียมกันทั่วโลก โดยไม่ควรรดทอนมาตรฐานลงสำหรับประเทศเศรษฐกิจใหม่