เวที Gastech 2026 กรุงเทพฯ ถกเข้มยุทธศาสตร์คาร์บอนต่ำ "ตามแผนหรือหลุดทิศทาง?" ผู้นำพลังงานโลกชี้โจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน ปัญหาคอขวดไฮโดรเจน และการป้องกันสินทรัพย์ด้อยค่า
KEY POINTS
- เวที Gastech 2026 กรุงเทพฯ ถกเข้มยุทธศาสตร์คาร์บอนต่ำ "ตามแผนหรือหลุดทิศทาง?"
- ผู้นำพลังงานโลกชี้โจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน ปัญหาคอขวดไฮโดรเจน และการป้องกันสินทรัพย์ด้อยค่า
- ไฮโดรเจนยังติดโจทย์ต้นทุนสูงและห่วงโซ่อุปทาน ทำโครงการสีเขียวชะลอ–ยกเลิก
- ปตท.เดินหน้าแผนแม่บท CCS ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอน 5 ล้านตันภายในปี 2030
- ยุทธศาสตร์คาร์บอนต่ำต้องผนึกรัฐ–เอกชน พร้อมออกแบบโครงการรองรับเทคโนโลยีลดคาร์บอนตั้งแต่ต้น
ในการประชุมระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติและพลังงาน Gastech 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ได้มีการเปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ "Low Carbon Solution, On track or off course? Navigating the path towards lower carbon energy systems" เพื่อร่วมกันประเมินทิศทาง ความก้าวหน้า และอุปสรรคของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำทั่วโลกโดยมี ผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรพลังงาน 5 ท่านจากหลายประเทศ
การเสวนาครั้งนี้ได้เจาะลึกถึงความท้าทายเชิงโครงสร้าง ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน กรอบการกำกับดูแล และแนวทางการปรับปรุงงานวิศวกรรมเพื่อรับมือกับความผันผวนของระบบพลังงานในอนาคต
ไฮโดรเจน 50 ปี ยังติดกับดักต้นทุน
"ดร. หลู หรู่ฉวน" (Dr. Lu Ruquan) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสและประธานสถาบันวิจัย CNPC ได้ถอดบทเรียนความสำเร็จและความล่าช้าของเทคโนโลยีพลังงาน โดยชี้ว่า ประเทศจีนและหลายพื้นที่ทั่วโลกมีความก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ซึ่งมีนวัตกรรมใหม่ ๆ และมีต้นทุนถูกลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าผิดหวังคือ อย้อนไปเกือบ 50 ปี นับตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญจากสวีเดนเริ่มเสนอไอเดียเรื่องไฮโดรเจนเมื่อปี 1976 เพื่อรับมือกับวิกฤติน้ำมัน คือการที่พลังงานไฮโดรเจนยังไม่สามารถแจ้งเกิดได้อย่างก้าวกระโดด โครงการไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดจำนวนมากทั่วโลกต้องถูกยกเลิกหรือชะลอออกไป เนื่องจากติดปัญหาเรื่องต้นทุนที่สูงและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
"หากเรามองย้อนกลับไป ไม่ใช่แค่ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่ตลอดเกือบ 50 ปี ไฮโดรเจนถูกบรรจุอยู่ในวาระพลังงานมาโดยตลอด ทว่าเรายังไม่เห็นการพัฒนาที่พลิกโฉมอย่างแท้จริง โครงการไฮโดรเจนสีเขียวหลายแห่งต้องหยุดลงเนื่องจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานและต้นทุน"
ปตท.ตั้งเป้า CCS 5 ล้านตันปี 2030
"ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ" ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ ปตท. ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสำหรับโครงการ CCS เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ร่วมกับพันธมิตรอย่างใกล้ชิด
เป้าหมายระยะแรกของโครงการ คือการพัฒนาศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ในระดับ 5 ล้านตันภายในปี 2030 และหลังจากประสบความสำเร็จในระยะแรกแล้ว แผนงานดังกล่าวจะถูกขยายผลเพิ่มเติมโดยอาศัยศักยภาพและความร่วมมือภายในประเทศและระดับภูมิภาคต่อไป
"ขณะนี้เราได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเสร็จสิ้นแล้ว และกำลังทำการสำรวจร่วมกับพันธมิตร โดยเป้าหมายของเราคือการพัฒนา CCS ให้สามารถกักเก็บคาร์บอนให้ได้ 5 ล้านตันภายในปี 2030 ก่อนที่จะขยายผลเพิ่มเติมต่อไป"
Petronas ชี้รัฐ–เอกชน กุญแจลดคาร์บอน
"ชาร์ลอตต์ โวล์ฟ-บาย" (Charlotte Wolff-Bye) รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืน กลุ่มบริษัท Petronas ประเทศมาเลเซีย ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินงานด้านคาร์บอนต่ำในประเทศมาเลเซีย โดยเน้นย้ำถึงบทบาทอันสำคัญขององค์กรกำกับดูแล
"ในประเทศมาเลเซีย หน่วยงานกำกับดูแลได้มีการจัดทำกรอบนโยบายการบริหารจัดการคาร์บอนที่ชัดเจน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมกำหนดแนวทางการทำงาน"
การสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การปรับใช้โซลูชันลดคาร์บอนในทางปฏิบัติสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีทิศทางที่สอดคล้องกันทั้งระบบ
CCS ต้องฝังในโครงการตั้งแต่ต้น
"ฟาบริซิโอ บอตตา" (Fabrizio Botta) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจพลังงาน จาก Saipem ประเทศอิตาลี อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญในฝั่งวิศวกรและผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่หันมาปรับวิธีคิดร่วมกับบริษัทพลังงานตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มออกแบบโครงการ เพื่อร่วมกันค้นหาโซลูชันคาร์บอนต่ำที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
การออกแบบโรงงานหรือโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในยุคนี้ ต้องแตกต่างจากเมื่อ 10–15 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยหัวใจสำคัญคือการออกแบบให้มีความ "ยืดหยุ่น" เพื่อให้อุปกรณ์และโครงสร้างเหล่านั้นสามารถรองรับการใช้เชื้อเพลิง และรูปแบบการทำงานที่หลากหลายได้ตลอดอายุการใช้งาน
หากเราทุ่มเงินสร้างโครงการขนาดใหญ่โดยมุ่งหวังแค่ประสิทธิภาพการผลิตเฉพาะหน้า โดยไม่รองรับเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ตั้งแต่แรก ก็จะเสี่ยงทำให้การลงทุนนั้นกลายเป็นสินทรัพย์ด้อยค่า หรือโรงงานที่ไม่สามารถใช้งานต่อได้ในอนาคต
การออกแบบสินทรัพย์ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถจัดการเชื้อเพลิงและการทำงานที่แตกต่างกันได้ ถือเป็นแนวทางพื้นฐานในการหลีกเลี่ยงไม่ให้การลงทุนกลายเป็นสินทรัพย์ด้อยค่า
นอกจากนี้ "ฟาบริซิโอ" ยังได้เสนอแนวคิดการพัฒนา "ศูนย์กลางพลังงาน" หรือพื้นที่พลังงานร่วม ซึ่งเป็นศูนย์รวมระบบกักเก็บพลังงาน การผลิตไฮโดรเจนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลควบคู่กับการกักเก็บคาร์บอน และการเชื่อมโยงพลังงานหมุนเวียนจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการบริหารจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน
การป้องกันสินทรัพย์ด้อยค่า
"เจอร์รี เทรย์เนอร์" (Gerry Traynor) ประธานภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และแคสเปียน (MEAC) จาก Wood ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กล่าวว่า ปัจจุบันทิศทางและเป้าหมายการลดคาร์บอนของบริษัทพลังงานต่าง ๆ มีความชัดเจนอย่างมากแล้ว
แต่สิ่งที่ฝั่งวิศวกรและผู้รับเหมาต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ คือ ความชัดเจนและการมองเห็นภาพอนาคตที่รวดเร็วยิ่งขึ้น จากทางภาครัฐและผู้ว่าจ้าง เพื่อให้สามารถวางแผนก่อสร้าง และตัดสินใจนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินได้อย่างคุ้มค่าและตรงจุดที่สุด
โจทย์ใหญ่ที่สำคัญที่สุดสำหรับงานวิศวกรรม คือการสร้างหลักประกันว่า เงินลงทุนมหาศาลที่ลงไปกับการก่อสร้างภาคพื้นดินจะไม่กลายเป็น "สินทรัพย์ด้อยค่า" หรือสิ่งก่อสร้างที่เสียเงินเปล่าโดยไม่ได้ใช้งาน เมื่อบริบททางนโยบายหรือเทคโนโลยีเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
"สิ่งที่จำเป็นที่สุดเมื่อเรามองไปข้างหน้า คือเราจะทำอย่างไรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนภาคพื้นดินให้สูงสุด และมั่นใจว่าสิ่งที่เรากำลังก่อสร้างอยู่นั้นจะไม่กลายเป็นสินทรัพย์ด้อยค่า"





