วสท. เผยดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นผู้ใช้พลังงานมหาศาล ไทยเผชิญคอขวดระบบส่งและขาดแคลนพลังงานสะอาดรองรับเป้า Green AI Hub เสนอใช้ระบบน้ำหมุนเวียน UGT1 และผลักดัน SMR ระยะยาว พร้อมเร่งผลิตบุคลากรเพื่อความยั่งยืน
ในการเสวนาหัวข้อ “Data Center & AI Infrastructure : ความท้าทายด้านพลังงาน” รศ.ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์และเมืองอัจฉริยะ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวถึงสถานการณ์ดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอที่กลายเป็นจำเลยสังคมในฐานะผู้ใช้พลังงานมหาศาล ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ซึ่งก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง
รศ.ดร.มนตรี ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่เทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอ ต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ก้าวข้ามกฎของมัวร์ (Moore's Law) แบบเดิมไปแล้ว ทำให้ตัวประมวลผลหลักอย่าง CPU และ GPU มีความต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาล
ทำให้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่จ่ายเข้าไป จะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นพลังงานความร้อน ส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟต่อแร็คพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากในอดีตที่เคยออกแบบไว้เพียง 5 กิโลวัตต์ต่อแร็ค หรือโมเดล Blackwell ในปี 2024 ที่ใช้ไฟ 40 กิโลวัตต์ต่อแร็ค ขยับขึ้นเป็น Vera Rubin ที่เกือบ 150 กิโลวัตต์ต่อแร็ค และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 1 เมกะวัตต์ต่อแร็คในปี 2028
รศ.ดร.มนตรีอธิบายว่า ระบบระบายความร้อนแบบเดิมที่ใช้พัดลมเป่าฮีตซิงก์ สามารถรองรับได้เพียง 10 กิโลวัตต์ต่อแร็คเท่านั้น แต่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นใหม่ ที่ใช้ไฟระดับหลายร้อยกิโลวัตต์ จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบ “Liquid Cooling” หรือ “Direct-to-Chip” ทั้งหมด เพื่อรักษาเสถียรภาพในการประมวลผล ยิ่งทำให้ใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนเพิ่มเติมควบคู่ไปกับระบบประมวลผลด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ใช้น้ำจำนวนมาก เพราะน้ำคือตัวกลางในการระบายความร้อนที่ดีที่สุดผ่านระบบ Chiller และ Cooling Tower แต่ทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย ซึ่งเป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่ง กลับมีอย่างจำกัด รศ.ดร.มนตรีจึงเสนอแนวคิด “Zero Liquid Discharge” ซึ่งเป็นข้อบังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องนำน้ำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ให้ได้ทั้งหมด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้าง
รศ.ดร.มนตรี เผยว่าเทคโนโลยีการจ่ายไฟเข้าเซิร์ฟเวอร์กำลังเปลี่ยนจากไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เป็นกระแสตรง (DC) ที่แรงดันสูงถึง 800 โวลต์ เพื่อประหยัดพื้นที่ในแร็คให้รองรับ GPU ได้มากขึ้น ดังนั้นการออกแบบสาย Power และระบบจ่ายไฟจึงต้องเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีที่ขยับเร็วเกินกว่าหลักสูตรการสอนเดิมจะตามทัน
เมื่อมองย้อนกลับมาที่แผน PDP 2026 รศ.ดร.มนตรี วิเคราะห์ว่า “คอขวด” สำคัญของไทยไม่ได้อยู่ที่การผลิตเท่านั้น แต่อยู่ที่ระบบส่งและจำหน่ายอีกด้วย เนื่องจากสถานีไฟฟ้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันออกแบบมาเพื่อรองรับการจ่ายไฟได้จำกัด หากดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟเกิน 200-300 เมกะวัตต์ จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนสายส่งใหม่เป็นขนาด 230-500 KV ซึ่งเป็นงานวิศวกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาและงบประมาณสูง
รศ.ดร.มนตรี ยังกล่าวว่าเป้าหมายการเป็น “Green AI Hub” ภายใน 2 ปีของรัฐบาลว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ใช้เวลาสร้าง 2 ปีและต้องการไฟทันที แต่การสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดอย่าง เขื่อนหรือโรงไฟฟ้าชีวมวลต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก อีกทั้งปัจจุบันระบบไฟฟ้าไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติถึง 69% ยังไม่มีพลังงานสะอาดเพียงพอต่อความต้องการ
นอกจากนี้ รศ.ดร.มนตรียังเตือนถึงการแข่งขันและแย่งชิงทรัพยากรไฟฟ้าในประเทศ ระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากไม่มีการวางแผนบริหารจัดการที่ดีและชัดเจน ความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกันอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและค่าไฟฟ้า (FT) ที่ประชาชนต้องแบกรับร่วมกันในอนาคต
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รศ.ดร.มนตรี เสนอคือการนำไฟฟ้าสำรองที่มีอยู่มาบริหารจัดการผ่านกลไก UGT1 (Utility Green Tariff) เพื่อดึงพลังงานสะอาดจากเขื่อนหรือชีวมวลที่มีอยู่ในระบบมาใช้ก่อน ส่วนในระยะยาว เทคโนโลยีอย่าง โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) อาจเป็นคำตอบที่สำคัญ แต่ต้องใช้เวลาเตรียมการอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี
สุดท้าย รศ.ดร.มนตรี เน้นย้ำว่า การที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ได้จริงนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ไฟฟ้าและน้ำ ยังต้องมี “บุคลากร” คอยขับเคลื่อน จึงจำเป็นต้องมีการผลิตวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ให้เพียงพอต่ออุตสาหกรรม เพราะความพร้อมด้านคนจะเป็นรากฐานที่ยั่งยืนที่สุด ในการขับเคลื่อนไทยสู่ฐานการผลิตดิจิทัลสีเขียวอย่างแท้จริง





