ซีพีผนึก ม.ธรรมศาสตร์ ต่อยอด “ไม้พังแหร” จากสบขุ่นโมเดล จ.น่าน สู่เยื่อกระดาษและบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ตามแนวคิด Circular Economy เพิ่มมูลค่าวัสดุจากการดูแลพื้นที่ ลดขยะ พร้อมเชื่อมการฟื้นฟูป่าต้นน้ำกับการสร้างรายได้ชุมชน หลังผลงานคว้าเหรียญทองระดับนานาชาติ และเตรียมประเมินศักยภาพเชิงพาณิชย์
KEY POINTS
- เครือซีพี ร่วม ม.ธรรมศาสตร์ นำ “ไม้พังแหร” ซึ่งเป็นไม้พี่เลี้ยงต้นกาแฟจากโครงการสบขุ่นโมเดล จ.น่าน มาพัฒนาต่อยอดเป็นเยื่อกระดาษและบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน
- ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดขยะ
- มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศป่าต้นน้ำ ควบคู่กับการสร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชน
- ผลงานวิจัยบรรจุภัณฑ์จากไม้พังแหรได้รับรางวัลเหรียญทองระดับนานาชาติ และมีแผนต่อยอดสู่ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประสบความสำเร็จในการนำ “ไม้พังแหร” ซึ่งเป็นไม้พี่เลี้ยงต้นกาแฟในโครงการซีพีความดี “สบขุ่นโมเดล” จังหวัดน่าน มาต่อยอดพัฒนาเป็นเยื่อกระดาษและต้นแบบบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการนำวัสดุเหลือทิ้งจากการบริหารจัดการพื้นที่มาใช้เป็นวัตถุดิบทางเลือก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสร้างมูลค่าใหม่ตามแนวคิด "เศรษฐกิจหมุนเวียน" (Circular Economy)
ประโยชน์ไม้พังแหรในสบขุ่นโมเดล
พื้นที่ต้นน้ำจังหวัดน่านที่เคยได้รับผลกระทบจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว โครงการสบขุ่นโมเดลมีวัตถุประสงค์ ฟื้นฟู ส่งเสริมการปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงาของไม้ป่า ซึ่งไม้พังแหรทำหน้าที่เป็นไม้พี่เลี้ยงในการสร้างสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการเติบโตของต้นกาแฟ
สำหรับไม้พังแหรที่นำมาใช้ในงานวิจัยมีอายุประมาณ 3–5 ปี ความสูงราว 12–15 เมตร และสามารถให้ผลผลิตเยื่อกระดาษอยู่ที่ประมาณ 50% นอกจากนี้ ไม้พังแหรยังมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ยประมาณ 190 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2eq) ต่อต้น
เมื่อไม้พังแหรเสื่อมสภาพจากการทำหน้าที่ไม้พี่เลี้ยง ส่วนของต้นไม้ที่เหลือจากการดูแลพื้นที่จึงถูกนำเข้าสู่กระบวนการวิจัยเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ช่วยลดปริมาณขยะสะสมและลดการใช้ทรัพยากรใหม่
ยุทธศาสตร์ความยั่งยืน
"จอมกิตติ ศิริกุล" รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ความยั่งยืนในมุมมองของเครือซีพีไม่ใช่กิจกรรมที่แยกออกจากการดำเนินธุรกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องเชื่อมโยงการดูแลสิ่งแวดล้อม การพัฒนาชุมชน และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตไปพร้อมกัน
"เราเชื่อว่าการแก้ปัญหาความยั่งยืนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ต้องเริ่มจากการเข้าใจบริบทของพื้นที่ และทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง สบขุ่นโมเดลจึงไม่ใช่เพียงโครงการปลูกป่าหรือส่งเสริมการปลูกกาแฟ แต่เป็นการออกแบบระบบที่ทำให้คนสามารถมีอาชีพและรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกันผืนป่าก็ได้รับการฟื้นฟูและกลับมาสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนอีกครั้ง"
การนำไม้พังแหรมาต่อยอดเป็นเยื่อกระดาษและบรรจุภัณฑ์ เป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายผลสบขุ่นโมเดลจากการฟื้นฟูป่าและสร้างอาชีพ ไปสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
“นวัตกรรมที่มีคุณค่าไม่ได้หมายถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการมองเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ และนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์มากขึ้น"
ความร่วมมือด้านวิจัยและรางวัลระดับนานาชาติ
โครงการวิจัยดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2567 โดยทีมวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย ผศ.ดร.ทิวธวัฒ นาพิรุณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ และหัวหน้าห้องปฏิบัติการพฤกษเคมีและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ ผศ.ดร.นวลกมล อำนวยสิน และ ดร.มันทิรา สุขเสริฐ โดยมี รศ.ดร.สุดาทิพย์ จันทร หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นที่ปรึกษาและให้การสนับสนุน
นอกจากนี้ งานวิจัยยังได้รับการสนับสนุนด้านมาตรฐานการทดสอบเยื่อกระดาษจาก ดร.ปรียานุช สีโชละ นักวิจัยชำนาญการพิเศษ ฝ่ายเทคโนโลยีชีวมวลและพลังงานชีวภาพ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของผลการทดสอบ โดยผลงานบรรจุภัณฑ์จากไม้พังแหรนี้ยังได้รับรางวัลเหรียญทอง สาขาสิ่งแวดล้อม จากเวที International Invention, Innovation and Technology Exhibition (ITEX 2025) ณ ประเทศมาเลเซีย
แผนงานระยะถัดไปและการประเมินเชิงพาณิชย์
ในระยะต่อไป เครือเจริญโภคภัณฑ์และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตรียมร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPPC) ในการทดลองผลิตระดับนำร่อง เพื่อทดสอบความแข็งแรง ความปลอดภัย การย่อยสลาย ความเหมาะสมต่อการใช้งาน ตลอดจนประเมินต้นทุนและความเป็นไปได้ในการขยายกำลังการผลิต
กระบวนการพัฒนาจะครอบคลุมการประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิต ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน พร้อมจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับให้สอดคล้องกับหลักการสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมและการกระจายประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนหากมีการต่อยอดไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในอนาคต
"จอมกิตติ" กล่าวทิ้งท้ายว่า สบขุ่นโมเดลแสดงให้เห็นว่าการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจะเกิดความยั่งยืนได้ ต้องสร้างทั้งคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมและโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนไปพร้อมกัน ขณะที่ภาคธุรกิจต้องทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงตลาด เทคโนโลยี องค์ความรู้ และพันธมิตร เพื่อช่วยให้ทรัพยากรในพื้นที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบ
“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงทำให้ป่ากลับมาเขียวอีกครั้ง แต่ต้องทำให้ชุมชนสามารถเติบโตไปพร้อมกับป่าได้อย่างมั่นคง การต่อยอดไม้พังแหรเป็นบรรจุภัณฑ์จึงสะท้อนทิศทางการพัฒนาที่มองทรัพยากรอย่างครบวงจร และแสดงให้เห็นว่างานอนุรักษ์สามารถเชื่อมโยงกับนวัตกรรมและโอกาสทางเศรษฐกิจได้ หากทุกภาคส่วนร่วมกันออกแบบระบบอย่างเข้าใจและรับผิดชอบ”





